พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 154 คำพูดของลูกพี่ลูกน้องหญิง
เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบาก
เมื่อรักษาไว้ไม่ได้ ก็ต้องทำลายให้แหลกลาญ
หลังฟางเหิงยอมอ่อนข้อให้ สาวใช้ก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง รีบลุกขึ้น
จากพื้นและนำทางไปทันที “เชิญคุณชายตามข้ามาเถอะเจ้าค่ะ
คุณหนูจะบอกเรื่องทุกอย่าง นางไม่ทำร้ายท่านแน่นอน คุณชาย
วางใจได้”
อีกฝ่ายจะทำร้ายเขาหรือไม่ก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
ฟางเหิงเอามือไพล่หลัง เดินตามไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย
พอเลี้ยวตรงหัวมุม พวกเขาก็เจอกับท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อและที่
ปรึกษาที่ดูเกรี้ยวกราด เมื่อเห็นสาวใช้ของตระกูลหวังนำทางให้เขา
ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็จ้องมองฟางเหิงอย่าง
ลึกซึ้ง
หลังจากพวกเขาเดินห่างออกไป ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อก็ยังไม่
ขยับตัว
ที่ปรึกษาอดถามไม่ได้ “ใต้เท้า พวกเราจะไม่ไปเรือนดอกไม้แล้ว
หรือ? อย่างน้อยท่านก็ต้องไปเตะโต๊ะสักตัวสิขอรับ ไม่เช่นนั้นจะ
อธิบายกับตระกูลฟางอย่างไร”
เฮ่อเฉิงจางยกมือไพล่หลังพลางถอนหายใจ “ไม่จำเป็นต้อง
อธิบายแล้ว ตระกูลฟางคงเตรียมแผนสำรองไว้มากมายแน่นอน”
อาจเป็นเพราะอีกฝ่ายไม่ไว้ใจท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อ หรือไม่ก็ไม่
อยากพึ่งพาท่านผู้ว่าการคนนี้อีก
แต่สรุปก็คือตระกูลฟางได้เปลี่ยนแผนการแล้ว
หน้าประตูเรือนดอกไม้
เจียงเซิงกำลังกระวนกระวายอยู่ “หากเป็นไปตามที่พวกพี่ชาย
คิด พี่สาวคนนั้นคงจะแกล้งทำเป็นหวังดี แต่ถ้าพี่สามไปที่นั่นก็เท่ากับ
เดินเข้ากับดักด้วยตัวเองแล้ว เช่นนั้นจะทำอย่างไรดีเล่า พี่ใหญ่ พี่สี่
พี่ห้า พวกท่านต้องช่วยพี่สามนะ”
สวี่โม่ลูบหัวกลม ๆ ของนางเพื่อปลอบประโลม “อย่ากลัวไปเลย
เจียงซื่อไปตามคนมาช่วยแล้ว”
นอกจากเจียงซานที่กลับไปเยี่ยมญาติที่อำเภอเซี่ยหยาง
ผู้ติดตามอีกเจ็ดคนก็ยังอยู่พร้อมหน้า เรื่องความปลอดภัยจึงไม่น่า
เป็นปัญหา
เวินจืออวิ่นหยิบขวดยาออกมาจากอกเสื้อ “ข้ามอบยาที่ใช้บ่อย
ๆ ให้เจียงอีไปแล้ว รับรองว่าพี่สามจะกลับมาอย่างปลอดภัยแน่นอน”
ส่วนจ่างเยี่ยนหันหลังก้าวขึ้นรถม้า “ไปบ้านตระกูลหวัง ข้าจะไป
พบพี่ชายฝูเฟิง”
ในฐานะผู้นำตระกูลหวัง ความผิดปกติของบ้านใหญ่ในช่วง
หลายวันนี้ หวังฝูเฟิงรับรู้มานานแล้ว
การที่เขายังไม่ลงมือทำอะไร ก็เพราะไม่อยากให้เหยื่อตื่น
ตระหนก
เมื่อได้ยินว่าหวังอวี้เหยาเป็นฝ่ายเข้าหาฟางเหิงด้วยตนเอง ทั้งยัง
บอกว่าต้องการความช่วยเหลือจากฟางเหิง เขาก็อดหัวเราะไม่ได้
“ลูกพี่ลูกน้องหญิงของข้าคนนี้ บางครั้งเจ้าคิดว่านางฉลาด นาง
ก็จะโง่งมให้เจ้าเห็น แต่พอเจ้าคิดว่านางโง่เง่า บางทีนางก็อาจจะ
ฉลาดขึ้นมาหน่อย” หวังฝูเฟิงนั่งเอนตัวพิงเก้าอี้ของผู้นำตระกูล มือ
ข้างหนึ่งยกเท้าคาง “แต่นางกลับมองข้ามไปเรื่องหนึ่ง”
พวกเขาพี่น้องแห่งเรือนดอกไม้ เป็นผู้ที่คนทั้งตระกูลหวังไม่อาจ
โค่นล้มได้
หวังอวี้เหยาคิดว่าตนเองจะสามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียวหรือ?
นอกตัวเขตอันสุ่ย
ฟางเหิงเดินตามสาวใช้ไปจนถึงทิศตะวันตกของเขต
ติดกับประตูเขตมีภูเขาลูกเล็ก บนภูเขามีหน้าผาไม่สูงมากนัก
หากตกลงไปอย่างมากก็แค่เจ็บเคล็ดขัดยอก แต่ไม่ถึงกับเป็น
อันตรายถึงชีวิต
ฟางเหิงไม่เคยคิดเลยว่าหวังอวี้เหยาจะนัดพบเขาในสถานที่
เช่นนี้ จึงเริ่มขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเห็นร่างในชุดสีเหลืองอ่อนยืนอยู่ริมหน้าผา ต้านทานสายลม
ราวกับจะพัดตัวนางปลิวไปได้ทุกเมื่อ ยิ่งเพิ่มความสงสัยให้เขาอีก
“พี่เหิง”
หวังอวี้เหยาถอนหายใจ คล้ายกำลังจะบอกเล่าความทุกข์ระทม
ตลอดครึ่งชีวิตของตัวเอง “ท่านมาเสียที ข้าอดทนรอท่านมาแสน
นาน ท่านรู้หรือไม่ ตระกูลฟางบีบบังคับให้ข้าทำร้ายท่าน ให้ข้านัด
พบท่านออกมา แล้วลอบสังหารท่านไปเงียบ ๆ”
“แต่ข้าไม่อาจทำได้! หลายปีมานี้ พอเห็นท่านแม่พยายามกำจัด
ท่านให้สิ้นซาก ข้าก็รู้สึกผิดมาตลอด หลังเห็นท่านหนีรอดและยัง
สามารถต่อสู้กับพวกท่านแม่ได้ ข้าก็รู้สึกโล่งใจ บอกตามตรง ข้ามัน
ก็แค่อกตัญญูที่เพียงหวังท่านจะปลอดภัย พี่เหิง ข้าหวังว่าท่านจะมี
ชีวิตที่ดี…”
คำพูดนี้เต็มไปด้วยความจริงใจ เป็นความรู้สึกที่แท้จริงที่สุดจาก
ก้นบึ้งของหัวใจสาวน้อย และเป็นคำพูดที่นางเก็บซ่อนเอาไว้มาตลอด
สามปี
“หากเป็นไปได้ ความจริงแล้วข้าหวังให้ท่านป้ากับท่านลุงจะไม่
เกิดเรื่อง หวังว่าท่านพ่อจะไม่จากไป หวังว่าทุกอย่างจะงดงามเหมือน
เมื่อก่อน” หวังอวี้เหยาเริ่มสะอื้น “แต่สิ่งที่ไร้พลังที่สุดในโลกนี้ก็คือคำ
ว่า ‘หาก’…”
“ท่านและข้าต่างก็รู้ว่าไม่อาจย้อนเวลากลับไปได้ การที่พี่เหิง
ยอมมาที่นี่ คงเพราะรู้ว่าอวี้เหยาจะจัดการกับท่านแล้วใช่หรือไม่?”
นางเงยหน้าขึ้น ในดวงตาเต็ยไปด้วยน ้าตา “ในเมื่อรู้แล้วเหตุใดจึงยัง
มาอีก? เป็นเพราะในใจท่านยังห่วงใยน้องอวี้เหยาของท่านอยู่บ้างใช่
หรือไม่?”
ฟางเหิงเม้มปาก
ตั้งแต่มาถึงเขาก็ไม่ได้พูดอะไรเลย ทั้งหมดเป็นเพียงการพูดไป
คนเดียวของหวังอวี้เหยา
แม้แต่ตอนนี้ พอหวังอวี้เหยาเอ่ยปากถามอย่างจริงจัง เขาก็ยังไม่
พูดอะไร
“ฮ่า ๆ ๆ” หวังอวี้เหยาหัวเราะลั่นฟ้า
บรรดาผู้ติดตามที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด สวี่โม่ จ่างเยี่ยน เวินจืออ
วิ่น และเจียงเซิงที่นั่งอยู่บนบ่าของเจียงซื่อต่างก็ใจหายใจคว ่า กลัวว่า
จะมีคนร้ายปรากฏตัวขึ้นมา หรือไม่เจ้าสามก็อาจถูกสาดยาพิษใส่
หน้า
“ช่างเถอะ หากท่านไม่อยากพูดก็ตามใจ อย่างไรเสียก็เป็นข้าที่
ขอร้องให้ท่านช่วย” หวังอวี้เหยาจัดกิริยาท่าทางของตน แล้วจู่ ๆ ก็
คุกเข่าลงตรงหน้าฟางเหิง “พี่เหิง อวี้เหยาขอร้องท่าน…ช่วยหายไป
ช่วยตายไป ได้หรือไม่?”
ทุกคนในที่ซ่อนตัวอยู่สีหน้าเปลี่ยนไป
ฟางเหิงกลับจ้องมองนางอย่างตะลึงงัน ในที่สุดก็อ้าปากพูด “เจ้า
ขอร้องข้าด้วยแค่เรื่องนี้หรือ?”
“ใช่แล้ว ข้าขอร้องให้ท่านหายไป หายไปจากโลกนี้” แววตา
หวังอวี้เหยาเปลี่ยนอย่างฉับพลัน จากความอ่อนแอกลายเป็นความ
เยือกเย็น “ท่านรู้หรือไม่ว่ามีคนมากมายเพียงใดที่ต้องเสียสละเพื่อ
ท่าน? ท่านรู้หรือไม่ว่าหากท่านไม่ตาย ตระกูลฟางก็จะไม่ยอมรามือ?
ตอนนี้ยังมีแค่ผู้ว่าการเขตอันสุ่ย แต่ต่อไปจะมีคนมามากขึ้น มีขุน
นางมามากขึ้น พวกเขาจะเดินทางไกลนับพันลี้มายังเขตอันสุ่ย เพียง
เพื่อจัดการกับท่าน”
“ชีวิตของพวกท่านทั้งหมด ทั้งเงินทองรวมถึงพี่น้องและน้องสาว
ที่ท่านทะนุถนอมดั่งสมบัติล ้าค่า คนทั้งหมดไม่มีทางหนีพ้น”
“แต่ถ้าท่านจากไปเล่า? ท่านตาย? ท่านหายไป? ใต้หล้าคงจะ
สงบสุขขึ้น ทุกที่จะปลอดภัย ทุกคนจะกลับไปใช้ชีวิตดังเดิมของตน
พวกเขาจะมีความสุขและมีชีวิตที่งดงาม พวกเขาไม่ต้องมีเรื่องกังวล
ไม่ต้องคอยเฝ้าหวาดกลัวอยู่ทุกวัน”
“ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของท่าน ฟางเหิง เป็นความผิดของท่าน
ทั้งนั้น ท่านนำพาหายนะมา หากท่านฉลาดกว่านี้ ทำไมไม่รีบตายไป
เสียแต่เนิ่น ๆ ? รีบหายไปจากโลกนี้ อย่าได้มาปรากฏตัวอีก ยิ่งเร็วยิ่ง
ดี ยิ่งไวยิ่งดี”
เสียงของหวังอวี้เหยาดังขึ้นเรื่อย ๆ สีหน้าของฟางเหิงเองก็ซีดลง
เช่นกัน
ร่างของเด็กหนุ่มที่เคยยืนตรงดั่งหอกตั้งตระหง่านชะงักเล็กน้อย
เริ่มถอยหลังไปครึ่งก้าว
“แย่แล้ว” สวี่โม่ตอบสนองเร็วที่สุด เขาพุ่งออกมาะลางรีบสั่งคน
ติดตาม “หยุดนางเสีย จับโยนนางลงหน้าผาไปเลย!”
แต่มันก็สายเกินไปแล้ว
ในกลยุทธ์นับหมื่น การโจมตีที่จิตใจสำคัญที่สุด
คนในเรือนดอกไม้ป้องกันอันตรายทุกรูปแบบที่อาจเกิดขึ้น
แม้แต่หวังฝูเฟิงก็ยังส่งบ่าวไพร่สิบกว่าคนมาคอยเฝ้า เพื่อป้องกันการ
ต่อสู้ทะเลาะวิวาท
แต่ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดคือตระกูลฟางกลับใช้วิธีการแบบนี้แทน
อีกทั้งยังถูกลูกพี่ลูกน้องหญิงที่เคยสนิทสนมที่สุดเป็นคนลงมือ
นับว่าโหดร้ายยิ่งนัก
ต่อให้การระหกระเหินเร่ร่อนจะฝึกฝนจิตใจฟางเหิงให้เข้มแข็ง
ต่อให้เขาจะคิดว่าฝีมือตนเองแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า แต่ตอนนี้ เมื่อ
เขาก้าวถอยหลัง จิตใจที่เคยแข็งแกร่งดั่งหินผาก็พังทลายลง