พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 159 หลังเจ้าสามไปจาก
เด็กหนุ่มควบม้าอยู่เบื้องหน้า สองมือกำบังเหียนม้าไว้แน่น
อาภรณ์พลิ้วไสวงดงาม ม้าใหญ่ห้อตะบึง ท่วงท่าองอาจ
ทว่าทันใดนั้น ดาบคมกริบเล่มหนึ่งกลับแทงทะลุอกเขา
หยาดเลือดสาดกระเซ็นบนเสื้อคลุม ใบหน้าอันสดใสของเด็ก
หนุ่มซีดเผือดลงโดยพลัน เขาพยายามสุดกำลังเพื่อยื่นมือออกมา
แต่ก็ทำได้เพียงเอ่ยร้องขณะตกจากหลังม้าว่า “น้องสาวอวี้เหยา…”
สาวน้อยที่พิงเก้าอี้สะดุ้งตื่นตกใจ แต่เพราะขยับพลาดท่าจึง
กระทบไปถึงขาที่บาดเจ็บ มันเจ็บจนนางต้องสูดลมหายใจเข้าเฮือก
หนึ่ง
ประจวบกับสาวใช้ประจำตัวรีบร้อนเข้ามารายงานว่า “คุณหนู
คุณชายฟางจากไปแล้ว เขามุ่งหน้าไปทางเหนือเจ้าค่ะ”
ความเจ็บปวดหายวับไปในพริบตา แทนที่ด้วยความมึนงงและไม่
รู้ว่าควรจะทำอย่างไร
สาวน้อยที่ชอบสวมกระโปรงสีเหลืองอ่อนมาตั้งแต่เด็ก มองไป
ทางทิศเหนืออย่างเหม่อลอย ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยออกมาเสียงเบาว่า
“อือ”
เวลาสามปีสามารถเปลี่ยนแปลงคนไปได้มากมาย
สามารถเปลี่ยนหวังอวี้เหยาผู้ไร้เดียงสาและร่าเริงสดใส ให้
กลายเป็นคนชั่วร้ายวางแผนเก่งกาจ และสามารถเปลี่ยนคุณหนูผู้
อ่อนหวานให้กลายเป็นคนที่ทำทุกวิถีทางเพื่อค ้าจุนตระกูลที่กำลังจะ
ล่มสลาย
“คุณหนู ถ้าท่านยอมทำตามที่คุณชายฝูเฟิงแนะนำ แต่งงานกับ
คนจากตระกูลธรรมดาที่ฐานะดี ท่านก็จะใช้ชีวิตได้อย่างสงบไป
ตลอดนะเจ้าคะ” สาวใช้เคยเตือนนางเช่นนั้น
แต่ว่ามารดาของนางไม่ยินยอม ท่านตาไม่ยินยอม และท่านลุงที่
ล่วงลับไปแล้วก็ไม่ยินยอมเช่นกัน
ภาระอันหนักอึ้งของตระกูลซุนอันยิ่งใหญ่ทั้งหมดตกอยู่บนบ่า
ของนาง พวกเขารอคอยการแต่งงานของนางกับตระกูลฟาง หวังว่า
นางจะสามารถฟื้นฟูตระกูลให้กลับมารุ่งเรืองได้
นางก้าวเข้าสู่เส้นทางที่เต็มไปด้วยพายุและสายฝนโดยไม่รู้ตัว
เบื้องหน้าคือหนามแหลมคม ด้านหลังคือกองทัพนับหมื่น ไม่อยาก
เดินก็ต้องเดิน ไม่อยากข้ามก็ต้องข้าม
จำได้ว่าตอนที่นางยังเด็ก นางเคยดึงแขนเสื้อของมารดาและถาม
ว่า “เหตุใดไม่ใช่พี่ชายอาเหิง ทำไมต้องแต่งกับคนอื่น”
“เด็กโง่” มารดานางพูดด้วยสีหน้าจนปัญญา “เพราะตระกูลฟาง
บ้านใหญ่พ่ายแพ้ให้กับบ้านรอง เพราะเขาไร้ความสามารถ เพราะมัน
คือโชคชะตา”
โชคชะตาเช่นนั้นช่างน่าสาปแช่งเหลือเกิน
คำมั่นสัญญาเรื่องการแต่งงานถูกเปลี่ยนคน และนางเป็นคนบีบ
บังคับให้เด็กหนุ่มผู้นั้นจากไปด้วยมือของนางเอง
ชายแดนทางเหนือห่างไกลเหลือเกิน อีกทั้งอากาศคงหนาวมาก
เขาจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่ เขาจะได้รับบาดเจ็บหรือไม่ จะถูก
น ้าแข็งปกคลุมไปตลอดกาลและไม่มีวันกลับมาอีกหรือไม่
หวังอวี้เหยาสูดหายใจราวกับต้องการขับไล่ความหวาดกลัว
ทั้งหมดออกไปพร้อมกับอากาศที่ขุ่นมัว
ยามเย็น มีสาวใช้เข้ามารายงานนางอีกครั้ง “คุณหนู ตระกูลฟาง
ส่งข่าวมาว่า การหมั้นหมายระหว่างท่านกับคุณชายฟางยังคงเป็นไป
ตามเดิม คุณชายฟางยังส่งคนมาด้วย บอกว่าให้คุณหนูใช้งานเขา
ได้ตามใจ”
หวังอวี้เหยาชะงักไปครู่หนึ่ง
นี่นับเป็นเรื่องดี และเป็นสิ่งที่ตระกูลซุนปรารถนามากที่สุด
หลังจากตกต ่าลง แต่ในใจของนางกลับไม่มีความรู้สึกใด ๆ มีเพียง
ความโล่งใจเล็กน้อยเท่านั้น
เขาไม่อยู่ที่นี่แล้ว
ต่อจากนี้ไป ฟ้าสูงเส้นทางไกล ภูเขาสูงแม่น ้ายาว พวกเขาไม่มี
ความเกี่ยวข้องกันอีก
หากเขามีความสามารถ ก็จงกลับมาอย่างเปิดเผยและเอาชนะ
นาง หวังอวี้เหยาจึงจะยอมรับ
หากเขาไม่มีความสามารถ ก็จงตายในดินแดนเหนืออันห่างไกล
ดีกว่าถูกคนทำร้ายต่อหน้านาง
สาวน้อยในชุดสีเหลืองอ่อนลืมตาขึ้นทันที แววตาฉายประกาย
ความเย็นชา
ส่วนคนที่ตระกูลฟางส่งมานั้น…
นางทอดสายตาลงมองขาทั้งสองข้างที่พิการของตน ดวงตาฉาย
แววอิจฉาและมาดร้าย
เรือนดอกไม้
การไปของฟางเหิงทำให้ทุกคนหดหู่อยู่พักใหญ่ กระทั่งช่วง
เทศกาลโคมไฟก็ไม่มีกะจิตกะใจจะเฉลิมฉลอง ได้แต่กินขนมบัวลอย
พอเป็นพิธีไปเท่านั้น
พวกพี่ชายคนอื่นพยายามคิดหาวิธีปลอบโยนเจียงเซิงทุกวัน
หากไม่นำของอร่อยมาให้ ก็นำของเล่นมาให้ แต่เด็กหญิงที่ต้อง
เผชิญกับการพลัดพรากอย่างกะทันหันก็ยังไม่กลับมาร่าเริง
เวินจืออวิ่นถึงกับต้องจับชีพจรตรวจดูว่านางป่วยเป็นโรคอะไร
หรือไม่
เมื่อเห็นว่าเดือนหนึ่งกำลังจะผ่านพ้นไป แต่ใบหน้าของสาวน้อย
ยังคงไร้รอยยิ้ม จางเซียงเหลียนถือถ้วยไข่น ้ามาหานางด้วยความเป็น
ห่วงและหวังจะให้คำแนะนำ
“เจียงเซิงน้อย เจ้ากินสักหน่อยเถอะ” ป้าจางยื่นไข่น ้าให้
เจียงเซิงรับมาอย่างว่าง่าย แต่คนไข่น ้าสองทีก็วางตะเกียบลง
“ท่านป้า ข้าไม่หิว”
“เจียงเซิง เจ้าต้องกินนะ” ป้าจางพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้ารู้ว่าเจ้า
อาลัยอาวรณ์ฟางเหิง แต่เจ้าลืมบางอย่างไป ฟางเหิงเป็นพี่ชายของ
เจ้า แต่ก็เป็นพี่ชายของจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนด้วย ทั้งยังเป็นน้องชาย
ของหรูเชียนกับสวี่โม่ เจ้าอาจจะเศร้าเสียใจ แต่พวกเขาก็ย่อมเสียใจ
เช่นกันไม่ใช่หรือ”
เจียงเซิงพยักหน้าอย่างงุนงง
“พวกพี่ชายของเจ้าต้องเสียใจกับการไปของฟางเหิงอยู่แล้ว
ตอนนี้ยังต้องมากังวลเรื่องเจ้าอีก พวกเขาคงจะยิ่งเสียใจมากขึ้น ใช่
หรือไม่?” ป้าจางกล่าวปลอบโยนอย่างอ่อนโยน “เจียงเซิงเป็นเด็กดี
คงไม่ใจร้ายปล่อยให้พวกพี่ชายต้องกังวลใจหรอก ใช่หรือไม่?”
เจียงเซิงพยักหน้าเบา ๆ ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
นางยกถ้วยไข่น ้าขึ้นดื่มจนหมดในคำเดียว แล้วรับปากอย่างว่าง่าย
“ท่านป้าพูดถูกแล้ว เป็นความผิดของข้าเองที่ทำให้ท่านกับพวกเขา
ต้องกังวลใจมาหลายวัน ข้าไม่ควรทำให้พวกท่านต้องเป็นห่วง ต่อไป
ข้าจะกินอาหารให้ดีและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข”
เด็กหญิงยกมุมปาก ฝืนยิ้มสดใส
แต่เมื่อตกอยู่ในสายตาของจางเซียงเหลียน กลับทำให้นางรู้สึก
แสบจมูก น ้าตาแทบจะไหลพรากลงมา
นางรู้สึกว่าตัวเองช่างโหดร้ายเหลือเกิน ไม่ควรปลอบเจียงเซิง
ด้วยวิธีเช่นนี้ ไม่ควรบังคับให้นางต้องฝืนมีความสุข
แต่พอเห็นเรือนดอกไม้ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม
กลับมีแต่ความเหงาหงอย นางก็ทนไม่ได้จริง ๆ เด็กเหล่านี้ควรจะมี
ความสุขและมองโลกในแง่ดีทุกวันต่างหาก
“ท่านป้าอย่าเข้าใจผิด ท่านพูดถูกแล้ว เป็นข้าเองที่คิดผิดไป
ความจริงแล้วข้าไม่ควรปล่อยให้อารมณ์ของตัวเองส่งผลกระทบกับ
ทุกคน” เจียงเซิงกลับมาเป็นฝ่ายปลอบจางเซียงเหลียนแล้ว “ป้าจาง
ทำถูกต้อง เจียงเซิงต้องขอบคุณท่านด้วยซ ้า”
จะยังมีเด็กที่ว่านอนสอนง่ายเช่นนี้อยู่อีกได้อย่างไร
จางเซียงเหลียนไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีก นางยกมือปิดหน้า
และสะอื้นไห้วิ่งจากไป
เจิ้งหรูเชียนเดินเข้ามาจากข้างนอกพอดี จึงสวนทางกับร่างของ
ป้าจาง เขาถึงกับตะลึงงัน “เจียงเซิง! เจ้าทะเลาะกับป้าจางหรือ?”
เจียงเซิงน้อยสูดจมูก เงยหน้ายิ้มสดใส “พี่รองอย่าพูดเหลวไหล
ข้าไม่มีทางทะเลาะกับท่านป้าได้อยู่แล้ว ข้าเพียงดื่มไข่น ้าหมดในคำ
เดียว ท่านป้าถึงได้ดีใจมาก”
“เจ้าดื่มไข่น ้าหมดคำเดียว ท่านป้าดีใจจนร้องไห้ขนาดนั้นเชียว
หรือ?” เจิ้งหรูเชียนเกาศีรษะ รู้สึกว่ามันออกจะเหลือเชื่อไปสักหน่อย
แต่พอคิดว่าเจียงเซิงที่ไม่มีเรี่ยวแรงมานาน วันนี้กลับยอมดื่ม
หมดทั้งชาม ท่านป้าก็อาจจะดีใจเรื่องนี้ก็ได้ เขาจึงไม่คิดสงสัย แล้ว
ยิ้มแฉ่งตาม “ถ้าเจ้าชอบกินไข่น ้า ข้าจะไปตักมาให้”
ตอนทานอาหารเย็น เจียงเซิงไม่เพียงคุยกับพวกพี่ชายอย่างร่า
เริง แต่ยังกินซาลาเปาเพิ่มอีกสองลูก
ทั้งเจิ้งหรูเชียน สวี่โม่ เวินจืออวิ่น จ่างเยี่ยน รวมถึงทุกคนจึงถอน
หายใจโล่งอกโดยไม่รู้ตัว
“มา ๆ ๆ เจ้ากินเพิ่มอีกหน่อย” เจิ้งหรูเชียนหยิบซาลาเปาอีกลูก
วางตรงหน้าเจียงเซิง “ชิ้นนี้เป็นไส้หมูกับผักดอง พี่รองของเจ้านำ
กลับมาเองเลยนะ กินเยอะ ๆ ต้องกินเยอะ ๆ”
เจียงเซิงเรอออกมา กลิ่นซาลาเปาคลุ้งไปทั่ว นางรีบเอามือปิด
ปาก เหลือแค่ดวงตากลมโตเป็นประกาย หมุนตัวไปมาอย่างเก้อเขิน
สวี่โม่คว้าซาลาเปามาวางตรงหน้าจ่างเยี่ยนอย่างหงุดหงิด
“น้องสาวอิ่มแล้ว อย่าฝืนให้นางกินอีกเลย ระวังอาหารจะย่อยไม่ทัน”
จ่างเยี่ยนที่กินอิ่มแล้วเหมือนกัน “…”
เวินจืออวิ่นจับมือเจ้าห้าอย่างอ่อนโยนแล้วกระซิบข้างหูว่า “เจ้า
ห้า เจ้าวางใจได้ ข้าปรุงยาช่วยย่อยเอาไว้แล้ว”
ท่านไม่ต้องปรุงเสียยังจะดีกว่า
หลังอาหารค ่าสิ้นสุดลง
เจิ้งหรูเชียนมองเจียงเซิงอยู่หลายครั้ง กระทั่งแน่ใจว่าน้องสาว
กลับมาเป็นคนเดิมแล้วจริง ๆ เขาจึงตัดสินใจประกาศบอกไป “อีก
ไม่กี่วันข้างหน้านี้ ข้าอาจจะต้องไปแล้ว”