พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 160 สำนักแพทย์เกิดเรื่อง
เมื่อคำพูดนี้เอ่ยออกมา ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ
รอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงเซิงหายไป ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความ
ตกใจ
สวี่โม่แทบอยากจะพับแขนเสื้อแล้วตบท้ายทอยน้องชายโง่งมคน
นี้สักฉาด แต่เมื่อคิดถึงสถานะของตนเองในฐานะผู้ที่มีการศึกษา จึง
ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน พูดเสียงเย็นว่า “เจ้ารอง เจ้ากำลังพูดอะไร
เหลวไหลอยู่”
เจิ้งหรูเชียนเพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองใช้คำพูดผิดไป จึงรีบเกา
ศีรษะแล้วแก้ตัวว่า “ข้าหมายถึงต้องออกเดินทางไกล อีกไม่กี่วันนี้”
ก่อนช่วงข้ามปีเขาเคยไปเขตตันหยางและนำเป็ดย่างกลับมา
คุณชายรองเจิ้งก็ได้ส่งมันไปให้เถ้าแก่ฮ่าวด้วย
แม้ด้วยเก็บมันเอาไว้นานจึงทำให้หนังไม่กรอบและเนื้อไม่นุ่ม
เหมือนเดิม แต่ด้วยฝีมือของพ่อครัวใหญ่ในร้านเรือนโยวหราน เมื่อ
กินกับน ้าจิ้มก็ยังมีรสชาติแปลกใหม่ พาให้เถ้าแก่ฮ่าวเอ่ยชมไม่หยุด
ปาก ถึงขนาดอยากสั่งเป็ดย่างอีกร้อยตัวมาขายในร้าน
แต่มันเป็นไปไม่ได้
เจิ้งหรูเชียนขนส่งและขายผัก ไม่ว่าจะเป็นผักตากแห้งหรือผักสด
ในฤดูหนาวสามารถเก็บไว้ได้นานถึงครึ่งเดือน กระทั่งในฤดูร้อนถ้า
เก็บรักษาไว้อย่างดีผักก็ยังอยู่ได้ถึงห้าหกวัน
แต่เป็ดย่างทำไม่ได้ แม้แต่ในฤดูหนาวที่อากาศเย็น เก็บไว้เพียง
เจ็ดแปดวันก็เน่าเสียแล้ว ยิ่งในฤดูร้อนเพียงข้ามวันก็ขึ้นราได้ ไม่
สามารถขนส่งเป็ดย่างได้เลย
เถ้าแก่ฮ่าวยังคิดว่าเขากำลังต่อราคาจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
เสนอราคาเป็ดย่างสูงลิบลิ่วถึงตัวละสองตำลึง
เจิ้งหรูเชียนถึงกับตะลึงงันในตอนนั้น
เขาซื้อเป็ดเหล่านี้ในเขตตันหยางในราคาเพียงตัวละสามสิบสี่สิบ
เหวิน เพียงนำมาขายต่อก็ได้กำไรมากมายขนาดนี้เชียว?
ในช่วงเวลานั้น เขาจึงตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างภูมิภาค
ได้อย่างแท้จริง
สิ่งของธรรมดาในท้องถิ่นหนึ่ง อาจขายได้ในราคาสูงในอีก
ภูมิภาคหนึ่ง
อาจเป็นเพราะของหายากย่อมมีค่า หรืออาจเป็นเพราะคนมั่งมี
ชอบทานของแปลกใหม่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ความแตกต่างของ
ราคาระหว่างสองตำลึงกับสามสิบสี่สิบเหวินก็ทำให้เจิ้งหรูเชียนรู้สึก
ตื่นเต้น
เดิมทีเขาวางแผนจะกลับไปเขตตันหยางหลังเทศกาลโคมไฟ
นอกจากจะนำเป็ดย่างกลับมาแล้ว ยังตั้งใจจะจ้างคนเพื่อทำการค้าใน
เส้นทางนี้โดยเฉพาะ
แต่เจียงเซิงยังคงเศร้าซึม เขาจึงไม่กล้าพูดถึงเรื่องนี้ การเดินทาง
ไปเขตตันหยางจึงถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ จนถึงเวลานี้
ในที่สุดเมื่อเจียงเซิงอารมณ์ดีขึ้น เจิ้งหรูเชียนก็รีบร้อนจะเริ่ม
แผนการทำเงินของตนเอง
แต่ผลลัพธ์คือเขาพลั้งปากพูดผิดไป
เมื่อเห็นใบหน้าซีดเผือดของเจียงเซิง เจิ้งหรูเชียนทั้งโกรธและ
เสียใจ เขาเกาศีรษะอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดีแล้ว “พี่รองผิดไปแล้ว
ข้าพูดผิดไป พี่ไม่ได้จะทิ้งเจ้าไปไหนนะ เจ้าสามก็ไม่ได้ทิ้งพวกเราไป
เขาแค่ไปทำหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น ในอนาคตพวกเราก็จะได้
กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีก…ข้า…โอ้!”
เขาพูดไปมาก พูดผิดไปมาก เขาเข้าใจอย่างแท้จริงแล้ว
เจิ้งหรูเชียนอยากจะตบปากตัวเองเหลือเกิน
สวี่โม่ที่อยู่ข้าง ๆ แม้จะโกรธที่น้องชายคนรองปากพล่อย แต่ก็ยัง
ช่วยอธิบายอย่างเต็มที่ “การเดินทางครั้งนี้น่าจะใช้เวลาแค่เดือนเดียว
เขาก็กลับมาแล้ว ถือว่าเร็วมาก”
“ใช่ ๆ ๆ ข้าจะกลับมาก่อนพี่ใหญ่เข้าสอบแน่นอน” เจิ้งหรูเชีย
นราวกับคว้าเส้นด้ายแห่งชีวิตไว้ได้ พยายามสุดความสามารถเพื่อ
แก้ไขสถานการณ์
เจียงเซิงมองดูพี่ชายทั้งสอง ฝืนยิ้มมุมปากเล็กน้อย
เมื่อครู่นางตกใจกับคำพูดของพี่รองจริง ๆ คิดว่าหลังจากพี่สาม
ไปจาก พี่รองก็จะทิ้งนางไปด้วย
ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นการเข้าใจผิด ในใจจึงไม่ได้ตื่นตระหนกมาก
นัก เพียงแต่รู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย
แต่นางไม่อยากให้พวกพี่ชายเป็นห่วง จึงต้องฝืนยิ้มเอ่ยว่า “ข้า
ไม่เป็นไรหรอกพี่รอง ท่านรีบไปรีบกลับ ระวังตัวด้วย”
“ขอเพียงพวกท่านยังกลับมาหาข้า ขอเพียงพวกท่านยังเป็น
พี่ชายของข้าก็พอแล้ว”
เด็กหญิงตัวน้อยกระชับเสื้อผ้า แม้ใบหน้าจะซีดเผือด แต่ยังคง
พยายามยิ้มให้
ภาพนี้ทำให้พี่ชายทุกคนรู้สึกเจ็บปวดและฝังลึกอยู่ในจิตใจของ
พวกเขาว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ใด พวกเขาจะจดจำเสมอว่าที่บ้านยังมี
น้องสาวคนหนึ่งรออยู่
รอคอยการกลับมาของพวกเขา
วันรุ่งขึ้น
เจิ้งหรูเชียนขับรถม้าพาวังเสี่ยวซงและเจียงซื่อมุ่งหน้าตรงไปยัง
เขตตันหยางทางใต้
พี่ใหญ่ไปสำนักศึกษาของเขต เดือนสี่ที่ใกล้เข้ามาจะมีการ
สอบจวี่เหรินแล้ว เขาจึงดูกดดันมาก
มีเพียงเจียงเซิง เวินจืออวิ่น และจ่างเยี่ยนที่ยืนอยู่ประตูทางทิศ
ตะวันออกของเขตอันสุ่ย เฝ้ามองรถม้าของเจิ้งหรูเชียนไปจนลับตา
แล้วจึงหันหลังกลับเรือนดอกไม้
ขณะเดินผ่านจวนท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ย จ่างเยี่ยนสังเกตเห็น
ได้อย่างรวดเร็วว่ามีคนต่างถิ่นมาเยือน
พวกเขาแต่งกายเรียบร้อย ขี่ม้ามาสามตัว สีหน้าเย่อหยิ่งเย็นชา
บางครั้งก็กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยท่าทียโสและเมินเฉย มอง
ชาวบ้านในเขตอันสุ่ยราวกับเป็นมดปลวก
จ่างเยี่ยนขมวดคิ้วมุ่น
เขาไม่ชอบความเย่อหยิ่งจองหองเช่นนี้ แท้จริงแล้วคนเราล้วน
เป็นมนุษย์เหมือนกัน มีแขนสองข้างขาสองข้าง อ้าปากกินข้าวและ
หลับตานอน อาจมีความแตกต่างทางฐานะ แต่มันไม่ควรมีการแบ่ง
ชนชั้น
อีกทั้งยังมีสองสามคนที่ดูคุ้นตาอยู่บ้าง
ตอนนั้นเองอีกฝ่ายหันไปมองรถม้าที่จ่างเยี่ยนอยู่ เด็กหนุ่มก็รีบ
ปล่อยม่านลงทันที แล้วถอยกลับเข้าไปพิงผนังรถม้า
“เจ้าห้าเป็นอะไรหรือ” เวินจืออวิ่นถามอย่างงุนงง
จ่างเยี่ยนส่ายหน้า แล้วกระซิบสั่งคนขับรถม้าอย่างเจียงซานว่า
“เจ้าช่วยขับช้า ๆ หน่อย”
เจียงซานรับคำสั่ง แม้จะไม่เข้าใจแต่ก็ชะลอความเร็วรถม้าลง
รถม้าเคลื่อนตัวไปอย่างช้า ๆ ราวกับเต่าคลาน จนในที่สุดก็ได้
ยินเสียงประตูใหญ่ของจวนผู้ว่าการเขตอันสุ่ยเปิดออก
ตามมาด้วยเสียงของท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อที่ทั้งยิ้มทั้งไม่ยิ้มพูดว่า
“พ่อบ้านฟางจากเมืองหลวงมาถึงเขตอันสุ่ยอันแสนห่างไกลด้วย
ตัวเองเช่นนี้ ทำเอาข้ารู้สึกผิดยิ่งนัก ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรถึงทำให้ผู้
อาวุโสต้องมาด้วยตัวเองได้”
หน้าประตูเรือนขุนนางชั้นสูงย่อมมีขุนนางชั้นรองคอยรับใช้ ชาย
วัยกลางคนตรงหน้านี้แม้จะเป็นเพียงพ่อบ้าน แต่เขาเป็นคนของ
ตระกูลฟางแห่งเมืองหลวง และยังเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจจาก
ผู้นำตระกูลฟางมากที่สุด ให้ดูแลกิจการที่สำคัญของตระกูลฟางไม่
น้อย
แม้แต่ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยซึ่งเป็นขุนนางจริง ๆ ก็ยังต้องให้เกียรติ
พ่อบ้านฟางอยู่บ้าง
“ไม่มีเรื่องสำคัญอะไรนัก เพียงจะมาเตือนท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อ
สักหน่อย ว่าอย่าได้ลืมคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับตระกูลฟางในอดีต”
พ่อบ้านฟางจัดแต่งเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วกล่าวไม่ถ่อมตัวไม่เย่อหยิ่ง
“อีกทั้งตระกูลซุนตอนนี้ก็ลำบากอยู่เช่นกัน หวังว่าใต้เท้าจะเมตตา
ปรานีด้วย”
นี่ความหมายเป็นการบังคับให้ท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ยและตระกูล
ซุนเปลี่ยนจากศัตรูมาเป็นมิตร
คำพูดที่เหลือไม่ได้ยินชัดแล้วเพราะระยะห่างอยู่ไกลเกินไป
แต่จ่างเยี่ยนมีสายตาดี เขามองผ่านม่านรถม้าที่เปิดออก เห็นสี
หน้ามืดคล ้าของท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อ รวมถึงสีหน้าที่ไม่พอใจอย่าง
ชัดเจนนั่นด้วย
“พี่ห้า มีคนจะมาทำร้ายพี่สามหรือ” เจียงเซิงรีบขยับเข้ามา เม้ม
ปากน้อย ๆ ด้วยสีหน้าอธิบายไม่ถูกว่ายินดีหรือกังวลกันแน่ “โชคดีที่
พี่สามไปแล้ว แม้ว่าสถานที่ที่ไปจะไม่ได้สงบลง แต่พี่สามพูดถูกว่าอยู่
ในเขตอันสุ่ยต่อไปก็จะมีอันตรายที่สุด”
ทว่าจ่างเยี่ยนกลับส่ายหัว
ตอนนี้สิ่งที่ต้องกังวลที่สุดไม่ใช่ฟางเหิงอีกแล้ว แต่เป็นพวกเขาที่
ยังอยู่ในเขตอันสุ่ยและไม่สามารถไปจากที่นี่ได้
โชคดีที่ผู้ปกครองเมืองของพวกเขา ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อไม่
ยินยอมพร้อมใจจะถูกตระกูลฟางใช้งาน
โชคดีที่พวกเขายังมีตระกูลหวังเป็นที่พึ่ง
“ช่วงนี้ต้องดูแลโรงผลิตให้ดี” จ่างเยี่ยนกำชับอย่างละเอียด
“พวกท่านป้าที่จ้างมาทำงานก็ต้องคอยเตือนบ่อย ๆ ไม่ให้เกิดเหตุ
สูตรอาหารถูกขโมยไปอีก”
เจียงเซิงพยักหน้าอย่างจริงจัง
พี่ใหญ่กำลังฟังการบรรยายอยู่ในที่สำนักศึกษา อีกทั้งเขายังเป็น
ซิ่วไฉที่ขึ้นทะเบียนแล้ว รวมถึงได้รับการคุ้มครองจากตระกูลหวัง
ตราบใดที่ประพฤติตัวถูกต้อง ก็ไม่ต้องหวาดกลัวผู้ใด
พี่รองเดินทางไปต่างถิ่น ในช่วงเวลาอันสั้นนี้ อย่าว่าแต่คนร้าย
เลย แม้แต่พวกเขาเองก็ยังหาตัวพี่รองไม่พบ
คนทั้งหมดต่างมุ่งความสนใจไปยังโรงผลิตเล็ก ๆ ของเจียงเซิง
กลัวว่าจะมีคนมาจับผิดหรือหาเรื่อง
แต่ไม่คิดว่า เรื่องร้ายกลับเกิดขึ้นที่สำนักแพทย์ของเวินจืออวิ่น
แทน