พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 161 ใบอนุญาตรักษา
ยามเดือนสอง ท้องฟ้าแจ่มใส แสงแดดสดใส ปราศจากเมฆ
หมอก
ท่านหมอเวินน้อยนั่งอยู่ในสำนักแพทย์ กำลังคัดเลือกสมุนไพรที่
ตากแห้งอยู่ บางครั้งเมื่อเจอรากที่มีดินติดก็นึกถึงโจ๊กที่เจียงเซิงทำ
อดไม่ได้ที่จะยิ้มน้อย ๆ
วังเสี่ยวจูช่วยคัดแยกและตากยาด้วย พอเห็นรอยยิ้มของท่าน
หมอน้อย นางก็รวบรวมความกล้าถามว่า “ท่านหมอเวินหัวเราะอะไร
หรือ?”
เวินจืออวิ่นได้สติกลับมา เขาเก็บความทรงจำเกี่ยวกับน้องสาวไว้
ในใจทันที แล้วเปลี่ยนไปพูดถึงเรื่องอื่นว่า “ข้ากำลังคิดว่า สำนัก
แพทย์ของเราควรจะจ้างหมอหญิงเพิ่มอีกสองคนหรือไม่ เจ้าแค่คน
เดียวคงจะเหนื่อยเกินไป”
ด้วยฝีมือการนวดที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เสี่ยวจูจึงกลายเป็นหมอ
หญิงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเขตอันสุ่ย ภรรยาของเหล่าขุน
นางล้วนอยากเชิญนางให้ไปที่เรือน
แต่เสี่ยวจูทำหน้าที่นี้เพียงคนเดียว การทำงานติดต่อกันจะ
เหนื่อยล้ามาก ไม่พูดถึงตอนถูกเชิญตัวจากฮูหยินสองท่านพร้อมกัน
การปฏิเสธฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ดูไม่เหมาะและอาจทำให้คนขุ่นเคืองใจ
กันได้
แต่ก่อนจะรับหมอหญิงเพิ่ม เป็นเพราะอนาคตของอาชีพนี้ยังไม่
แน่นอน ค่าตอบแทนจึงไม่มากนัก
ตอนนี้เสี่ยวจูสร้างชื่อเสียงขึ้นมาได้แล้ว อีกทั้งค่าตอบแทนจาก
บรรดาฮูหยินก็มักจะมอบให้อย่างใจกว้าง แม้เวินจืออวิ่นจะไม่ค่อย
สนใจเรื่องเงินทอง แต่ก็อดคิดจะขยายสำนักแพทย์เวินออกไปไม่ได้
“เสี่ยวจู เจ้าคิดว่าอย่างไร?” เขาถามอย่างอ่อนโยน
แม้ว่าจะเป็นพี่ชายคนที่สี่ของบ้าน แต่เพราะมีอายุเท่ากันกับจ่าง
เยี่ยน และไม่มีความเฉลียวฉลาดและแข็งแกร่งเหมือนจ่างเยี่ยน เจ้าสี่
จึงได้รับการปกป้องดูแลจากพวกพี่น้องเสมอมา กระทั่งในบางครั้ง
เขาต้องเผชิญหน้ากับท่านป้าท่านน้าที่ดุร้ายทั้งหลาย เจียงเซิงก็ยัง
ต้องมายืนขวางหน้าเขาไว้
เขาจึงมีนิสัยอ่อนโยนและขี้อาย แม้ว่าที่นี่จะเป็นสำนักแพทย์ของ
เขาเอง แต่การรับหมอหญิงเพิ่มยังต้องคำนึงถึงความรู้สึกของวังเสี่ยว
จูด้วย
สิ่งนี้ทำให้วังเสี่ยวจูรู้สึกได้รับการให้เกียรติและพอใจมาก ซึ่งเป็น
สิ่งที่วังเสี่ยวซงไม่สามารถทำให้นางได้
นางกัดริมฝีปากแล้วพยักหน้าจริงจัง “หากท่านหมอเวินต้องการ
รับคนก็รับเถอะ ข้าจะช่วยสอนพวกนางให้เอง”
เวินจืออวิ่นยิ้มบางและรีบเขียนประกาศรับสมัคร แต่ยังไม่ทันได้
ติดประกาศ ก็มีคนไข้มาที่สำนักแพทย์แล้ว
หรือพูดให้ถูกต้องก็คือ…เป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญ
หวังอวี้เหยาซึ่งขาหักทั้งสองข้างถูกบ่าวสองคนหามมาวางลงใน
สำนักแพทย์เวินอย่างเบามือ นางกวาดตามองสองสามครั้ง ก่อนจะ
หยุดมองที่เวินจืออวิ่นผู้ขี้อาย ในดวงตาวูบไหวไปด้วยความอิจฉา
“คุณหนูท่านนี้ ข้าขอถามว่าต้องการทำอะไรหรือ?” วังเสี่ยวจูไม่
เข้าใจสถานการณ์ จึงเข้าไปถามอย่างสุภาพ
หวังอวี้เหยาหันมาพูดด้วยน ้าเสียงเย็นชา “ขาของข้าหัก
ต้องการต่อกระดูก”
วังเสี่ยวจูมีความชำนาญเพียงการบีบนวด การต่อกระดูกขาที่หัก
ไปนั้นอยู่นอกเหนือความสามารถของนาง นางจึงหันไปขอความ
ช่วยเหลือจากท่านหมอเวิน
เวินจืออวิ่นเม้มริมฝีปาก ในใจรู้สึกกังวลนัก
เขารู้ว่าหวังอวี้เหยามาหาเรื่องตนแน่นอน แต่ท่านหมออู๋เคยบอก
ไว้ เมื่อคนเข้ามาในสำนักแพทย์แล้วก็ถือเป็นคนไข้ ในฐานะหมอไม่
ว่าอย่างไรก็ไม่อาจปฏิเสธผู้ป่วย
ในสายตาของหมอ โลกนี้แบ่งคนออกเป็นสองประเภทเท่านั้น
คือคนที่ป่วยกับคนที่ไม่ได้ป่วย
คิดเช่นนี้แล้ว ใบหน้าของหวังอวี้เหยาในสายตาเจ้าสี่ก็เริ่มพร่า
เลือนไป เวินจืออวิ่นสูดลมหายใจลึก ก้าวเข้าไปจับชีพจรและตรวจดู
บาดแผล ทำกระทั่งเปิดแผ่นไม้ที่ดามไว้ออกดู
“คุณหนู” เวินจืออวิ่นเอ่ยเสียงเบา “กระดูกของท่านเข้าที่แล้ว ยัง
ไม่ถึงเวลาเปลี่ยนยา ไม่มีอะไรต้องกังวล ทางที่ดีคือไม่ควรขยับให้
มาก การนอนราบจะช่วยให้หายเร็วที่สุด”
นี่คือความจริงและเป็นคำพูดจากใจของหมอคนหนึ่ง
ดวงตาหวังอวี้เหยาเป็นประกาย มองสำรวจเวินจืออวิ่นตั้งแต่หัว
จรดเท้า ในสมองนึกถึงภาพที่ฟางเหิงปกป้องคนผู้นี้ไว้ข้างหลัง พาให้
รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา
“สำนักแพทย์ของเจ้าเปิดมานานเท่าไรแล้ว?” นางถามขึ้น
กะทันหัน
เวินจืออวิ่นชะงักไป “เปิดมา…ครึ่งปีกว่าแล้ว”
หวังอวี้เหยาพยักหน้าเบา ๆ แล้วมองสำรวจอีกครั้ง “เจ้าวางใจได้
ข้าไม่ได้โง่เง่าถึงขนาดจะเอาขาของตัวเองมาหาเรื่องเจ้าหรอก”
นางมาตรวจโรคเพียงเพื่อจะยืนยันสถานะคนเจ็บของตน และถือ
โอกาสนี้เปิดโปงปัญหาที่เก็บซ่อนอยู่ของสำนักแพทย์แห่งนี้ซึ่งไม่มี
ใครสังเกตเห็น
“หมอเวินใช่หรือไม่ ในเมื่อสำนักแพทย์ของเจ้าเปิดมาครึ่งปีแล้ว
เช่นนั้นเจ้ามีใบอนุญาตรักษาหรือไม่?”
คำพูดนี้ทำเอาเวินจืออวิ่นชะงักไปเล็กน้อย ส่วนเสี่ยวจูที่อยู่ข้าง ๆ
ถึงกับตาเบิกโพลง
นางไม่เคยรู้มาก่อนว่าการจะรักษาโรคได้ต้องมีใบอนุญาตด้วย
ในอำเภอเซี่ยหยาง เพียงแค่รู้ตำรายาพื้นบ้านเล็กน้อยก็ถือเป็น
หมอเทวดาในสายตาพวกชาวบ้านแล้ว เป็นหมอที่ผู้คนต้องคุกเข่า
อ้อนวอนขอให้รักษา ยิ่งเป็นหมอที่มีความรู้แท้จริงอย่างเวินจืออวิ่นที่รู้
ทั้งการฝังเข็มและปรุงยา ชาวบ้านธรรมดาถ้าไม่มีเสบียงเหลือพอ ก็
ไม่กล้าเชิญเขาไปที่บ้านเพื่อตรวจรักษาเลย
“ราชวงศ์ต้าอวี๋มีกฎว่าหมอทุกคนต้องมีใบอนุญาตรักษาจึงจะ
เปิดสำนักแพทย์ได้ มิเช่นนั้นก็เป็นได้แค่หมอเถื่อนเร่ร่อน ไม่สามารถ
ตรวจรักษาและจ่ายยาให้ประชาชนได้” หวังอวี้เหยารู้สึกชอบใจกับ
ปฏิกิริยาของเด็กทั้งสองคนมาก “อย่าคิดว่าเขตอันสุ่ยเป็นเพียงเขต
เล็ก ๆ เหมือนอำเภอเซี่ยหยาง การเป็นหมอโดยไม่มีใบอนุญาตจะไม่
มีใครมาสนใจ ซ ้ายังต้องเข้าคุกอีกด้วย”
เวินจืออวิ่นร่างกายอ่อนแอ หากต้องถูกจับเข้าคุกจริง ๆ คงจะแย่
แน่
วังเสี่ยวจูร้อนใจราวกับถูกไฟจุดไหม้ อาศัยที่ตนเองตัวตนจืดจาง
ค่อย ๆ ถอยหลังไปทีละก้าว จนในที่สุดก็ถอยมาถึงประตู นางหันหลัง
วิ่งไปยังเรือนดอกไม้ ในสมองคิดแต่จะไปขอความช่วยเหลือจาก
คุณชายใหญ่กับคุณชายห้า
พอนางวิ่งเข้าไปในโรงผลิตราวกับคนบ้า ก็ตะโกนเสียงแหลมว่า
“ช่วยท่านหมอเวินด้วย!” เจียงเซิงกับจ่างเยี่ยนต่างตกใจ
“เกิดเรื่อยอะไรกับพี่สี่?” ทั้งสองถามพร้อมกัน
วังเสี่ยวจูทำท่าทางงุ่มง่าม พูดจาติดขัดอธิบาย
เมื่อได้ยินว่าเวินจืออวิ่นอาจจะต้องติดคุก เจียงเซิงก็ร้อนใจมาก
คิดจะวิ่งปราดไปสำนักแพทย์เวินทันที
จ่างเยี่ยนรีบจับแขนนางไว้อย่างจนปัญญา “เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจ
ไป พี่สี่ไม่ติดคุกเร็วขนาดนั้นหรอก”
เริ่มตั้งแต่การไปร้องเรียนที่ศาลเขตจนถึงตัดสินคดีแล้วส่งคนเข้า
คุก อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองวัน
อีกอย่างสองขาจะวิ่งเร็วกว่ารถม้าได้อย่างไร?
อาจเป็นเพราะจ่างเยี่ยนมีท่าทางใจเย็น จึงทำให้เจียงเซิงกับวัง
เสี่ยวจูพลอยสงบสติอารมณ์ลงไปด้วย พวกนางค่อย ๆ สงบใจ ก้าว
ขึ้นรถม้าที่เจียงซื่อเป็นคนขับไปยังสำนักแพทย์เวิน
บนรถม้า
จ่างเยี่ยนถามอย่างใจเย็นว่า “ตอนนั้นพี่สี่กลัวหรือไม่?”
วังเสี่ยวจูมองตอบอย่างงุนงง “ไม่ ท่านหมอเวินไม่ได้กลัว
เพียงแต่ตกตะลึงไปชั่วขณะ”
จ่างเยี่ยนรับรู้ แล้วถามต่อ “พี่สี่มีแผนจะทำอะไรในระยะนี้
หรือไม่?”
วังเสี่ยวจูเม้มริมฝีปาก นึกถึงบทสนทนาก่อนหน้านี้ “เขามีแผน
จะรับสมัครหมอหญิงเข้ามา”
จ่างเยี่ยนวางใจในที่สุด เขาหลับตาพักผ่อนจิตใจทันที
ปล่อยให้เจียงเซิงที่อยู่ข้าง ๆ เบิกตากว้าง สบตากับวังเสี่ยวจูด้วย
ความกังวลซ ้าไปซ ้ามา
กระทั่งรถม้าหยุดลงหน้าประตูสำนักแพทย์
ผู้ที่มาถึงพร้อมกับพวกเขา ยังมีท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อกับพวก
เจ้าหน้าที่ของศาลเขตที่ได้รับการร้องเรียนและมาสอบสวนถึงที่
ตระกูลฟางเพิ่งมาถึง ตระกูลซุนก็ก่อเรื่องวุ่นวาย ทำให้เฮ่อเฉิง
จางรู้สึกไม่พอใจมาก จึงไม่รักษาสีหน้ากับหวังอวี้เหยาเลยสักนิด
“ใครเป็นคนไปร้องเรียนที่ศาลเขตว่ามีคนไร้คุณสมบัติในการรักษา?”
“เรียนใต้เท้า เป็นข้าเอง” หวังอวี้เหยาไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ จึง
ทำความเคารพให้เพียงเล็กน้อย “หมอของ สำนักแพทย์เวินแห่งนี้ไร้
คุณสมบัติในการรักษา เป็นเพียงหมอเถื่อนเร่ร่อน ละเมิดข้อกำหนด
ของต้าอวี๋เกี่ยวกับการแพทย์ ตามกฎหมายสมควรถูกจับและตัดสิน
โทษจำคุกห้าปี”
เฮ่อเฉิงจางมองเวินจืออวิ่นด้วยสีหน้าเย็นชา ไม่รู้ว่านึกถึงเรื่อง
อะไร น ้าเสียงจึงฟังดูอ่อนลงมาก “ท่านหมอน้อย เจ้ามีอะไรจะพูด
หรือไม่?”
น่าประหลาดใจที่อีกฝ่ายให้โอกาสท่านหมอเวินได้โต้แย้งเช่นนี้
เวินจืออวิ่นกัดริมฝีปากเบา ๆ แล้วสอดมือเข้าไปในแขนเสื้อ
กำลังเตรียมจะหยิบบางสิ่งออกมา
จ่างเยี่ยนรีบแทรกตัวเข้าไปอย่างรวดเร็ว กะพริบตาส่งสัญญาณ
ให้แล้วกล่าวว่า “พี่สี่ สำนักแพทย์คับแคบเกินไป พวกเรามีอะไรก็ไป
พูดกันที่ศาลเขตเถอะ”