พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 163 ถอนรากถอนโคน
บ่าวรับใช้ทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ ส่งข่าวทั้งหมดที่สืบมา
ได้จากเมืองหลวงมารายงาน
น่าเสียดายที่ระยะทางระหว่างสองสถานที่นั้นห่างไกลเหลือเกิน
เมื่อลองนับดู เรื่องราวเหล่านี้ก็เกิดขึ้นเกือบครึ่งเดือนแล้ว
หวังฝูเฟิงถอนหายใจเบา ๆ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าอยู่นอก
ประตู เขาลืมตาขึ้นอย่างระแวดระวัง แล้วโบกมือไล่บ่าวรับใช้ออกไป
หลังเห็นว่าเป็นสวี่โม่กับจ่างเยี่ยนจึงแย้มยิ้มบาง ๆ
แต่ยิ้มไปยิ้มมา เขาก็กลับมาเคร่งขรึมอีกครั้ง
“พี่สวี่ จ่างเยี่ยน ข้าต้องขอโทษพวกเจ้าด้วย” เด็กหนุ่มร่างบอบ
บางดั่งต้นหลิวลุกขึ้นจากเตียง เห็นได้ชัดว่าเขาได้ยินเรื่องที่เกิด
ขึ้นกับสำนักแพทย์เวิน “ข้าเป็นถึงผู้นำตระกูล แต่กลับไม่สามารถ
ควบคุมคนในตระกูลหวังได้อย่างเข้มงวด โชคดีที่นางไม่ได้ก่อเรื่อง
ร้ายแรง มิเช่นนั้นข้าคงกินไม่ได้นอนไม่หลับ”
เขาค้อมกายคำนับอย่างละอายใจ
สวี่โม่ก้าวเข้าไปประคองเขาไว้ พูดอย่างจริงใจว่า “ตระกูลฟาง
คอยสนับสนุนตระกูลหวังบ้านใหญ่อยู่ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้า
หรอก”
ผู้นำตระกูลไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจเด็ดขาด ยิ่งไปกว่านั้น หวังฝูเฟิง
เป็นเพียงคนรุ่นหลัง การที่เขาสามารถประคับประคองตระกูลหวังไว้
ได้ก็นับว่าลำบากมากแล้ว การเรียกร้องให้ทุกคนในตระกูลหวังเชื่อ
ฟังเขาไปเสียทั้งหมดย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
“ถูกต้องแล้ว พี่ชายฝูเฟิง” จ่างเยี่ยนกล่าว “พวกข้าเข้าใจถึง
ความลำบากของท่าน การมาครั้งนี้ก็เพื่อมาปรึกษาหาวิธีรับมือกับ
ท่านเท่านั้น”
หัวใจของหวังฝูเฟิงจึงคลายความกังวลลงในที่สุด
เขาค่อย ๆ นั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้ง พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย “ตระกูล
ฟางมีอิทธิพลมากอยู่แล้ว อีกทั้งยังตั้งใจจะสนับสนุนหวังอวี้เหยา
อย่างเต็มที่ หากไม่มีใครคอยควบคุม นางก็คงจะพลิกแผ่นดินเขต
อันสุ่ยได้”
การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องใบอนุญาตรักษาของท่านหมอน้อยเวิน
เป็นเพียงเรื่องหนึ่ง ต่อไปอาจมีคนลงมือสร้างปัญหาให้กับคนไข้ด้วย
ก็ได้
ยามเดือนสี่ สวี่โม่ต้องเข้าสอบจวี่เหรินแล้ว หากเขาได้รับ
ผลกระทบจากเรื่องวุ่นวายพวกนี้…
สีหน้าของหวังฝูเฟิงเคร่งขรึมขึ้นทันที เขากำหมัดแน่น ครุ่นคิด
ไปมา จากนั้นจึงพูดเสียงทุ้มว่า “วันครบรอบการจากไปของท่านปู่
ท่านย่าใกล้เข้าแล้ว เดิมทีข้าตั้งใจจะไปกราบไหว้พวกท่านที่ภูเขาไท่
ซานเพียงลำพัง แต่ตอนนี้คงต้องพาทายาทรุ่นหลังของตระกูลหวังไป
ด้วยทั้งหมด”
ความกตัญญูเป็นดังภาระหนักอึ้ง
หากถูกกดดันหรือบังคับให้ทำตามมาก ๆ ใครบ้างจะยังทนไหว
แต่เรื่องนี้หากมีเพียงหวังฝูเฟิงคนเดียวที่ออกหน้าให้คงไม่พอ
อย่างน้อยต้องมีคนเสนอขึ้นมา ในฐานะผู้นำตระกูลหวังฝูเฟิงจึงจะ
เห็นด้วยได้
ตระกูลหวังมีบุตรหลานรุ่นหลังทั้งหมดหกคน บ้านใหญ่มี
บุตรสาวหนึ่งคน บ้านรองมีบุตรชายหนึ่งคน บ้านสามมีบุตรชายสอง
คน และบ้านสี่มีบุตรสาวสองคน
หากตัดคนที่มีความสัมพันธ์ไม่ดีและไม่ค่อยสนิทชิดเชื้อออกไป
ก็เหลือเพียงคนเดียวเท่านั้น
หวังฝูเฟิงกับสวี่โม่ปรึกษากันแล้วจึงเรียกบ่าวรับใช้มา กระซิบสั่ง
การข้างหู จากนั้นบ่าวรับใช้ก็รีบจากไปอย่างเร่งรีบ
เวลาประมาณหนึ่งถ้วยชาผ่านไป
หน้าประตูเรือนผู้นำตระกูล เด็กหนุ่มอายุราวสิบสี่สิบห้าปีกำลัง
ยืนอยู่ เขาสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสะอาดสะอ้าน แต่มือและเท้ามีรอย
แตกเหมือนเพิ่งเสร็จจากงานที่ต้องใช้แรงหนัก ยังไม่ทันปรับลม
หายใจให้ดี เขาก็ค่อย ๆ เอ่ยปากอย่างระมัดระวังว่า “ผู้นำตระกูล หมิ
งอวี่ยินดีจะติดตามท่านไปกราบไหว้ท่านปู่ท่านย่าที่ภูเขาไท่ซานด้วย
อีกคน”
เป็นคุณชายหวังหมิงอวี่ที่เคยเหลวแหลกคนนั้น
หลังจากผ่านช่วงเวลาตกต ่านานถึงครึ่งปี เขาก็ค่อย ๆ ตั้งสติ รับ
ช่วงต่อกิจการและร้านค้าของบ้านรอง กระทั่งไร่นาของบ้านรองเขาก็
ลงมือจัดการด้วยตัวเองทั้งหมด
แม้จะไม่หลงเหลือความหรูหราสง่างามอย่างคุณชายในอดีต แต่
กลับมีความมั่นคงซึ่งต่างออกไป
นายท่านรองหวังรู้สึกซาบซึ้งใจมาก จึงไม่บีบบังคับบุตรชายคน
เดียวอีกต่อไปแล้ว สองพ่อลูกร่วมมือกันบริหารกิจการของบ้านรอง
แม้จะไม่ได้ร ่ารวยมากมาย แต่ก็ไม่ต้องพึ่งพาเงินส่วนกลางจากตระกูล
สามารถพึ่งพาตนเองได้
ยามนี้เขากล้าที่จะต่อสู้ยืนหยัด หวังฝูเฟิงจึงรู้สึกปลาบปลื้มยิ่งนัก
“รีบไปแจ้งข่าว ในเดือนสาม ทายาทสายตรงของตระกูลหวัง
ทั้งหมดจะเดินทางไปภูเขาไท่ซานเพื่อกราบไหว้ท่านปู่ท่านย่า”
การเน้นย ้าว่าเป็นสายตรงนั้น เพราะคนในตระกูลหวังทั้งหมด มี
เพียงบ้านสามที่มีบุตรนอกสมรสหนึ่งคน และบุตรนอกสมรสคนนี้ก็
จะต้องเข้าร่วมการสอบจวี่เหรินในเดือนสี่ด้วย
แม้ว่าหวังฝูเฟิงจะไม่ชอบน้องชายต่างมารดาอย่างหวังฮ่าวหราน
แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะตัดโอกาสในหน้าที่การงานของน้องชาย
อย่างไรก็ตาม เมื่อข่าวนี้แจ้งไปถึงบ้านสาม นายท่านสามหวังก็
เป็นคนแรกที่โวยวาย “หวังฝูเฟิงดูถูกผู้อื่นนัก! ลูกหลานทุกคนใน
ตระกูลหวังได้ไป แต่กลับไม่ให้ฮ่าวหรานไป เขาแค่ไม่อยากยอมรับ
สถานะของฮ่าวหรานต่างหาก”
ในที่สุด อนุภรรยาของเขาก็เอ่ยเตือน “ท่านพี่ หากฮ่าวหรานไป
ร่วมไหว้ด้วยแล้ว เขาจะไปสอบจวี่เหรินได้อย่างไร?”
นายท่านสามหวังจึงหยุดโวยวายอย่างเก้อเขิน
ส่วนความไม่พอใจของหวังอวี้เหยานั้น ถูกกดทับด้วยคำว่า
‘กตัญญู’ อย่างแน่นหนา ไม่ว่านางจะฮึดฮัดโวยวายหรือสาปแช่ง
อย่างไร นางก็ยังเป็นคนแซ่หวังและยังเป็นบุตรสาวของตระกูลหวังอยู่
ดี
ตราบใดที่นางต้องการจะแต่งเข้าตระกูลฟางได้อย่างราบรื่น นาง
ก็ต้องยอมจำนน ลากขาที่บาดเจ็บติดตามหวังฝูเฟิงไป และออก
เดินทางไปภูเขาไท่ซานอย่างไม่เต็มใจ
นี่คือการถอนรากถอนโคน
เดือนสาม คนรุ่นหลังทั้งหมดของตระกูลหวังออกเดินทางไปจาก
เขตอันสุ่ย
หวังฝูเฟิง หวังอวี้เหยา หวังหมิงอวี่ เหล่าเด็กหนุ่มสาวที่เคยนำมา
ซึ่งการปกป้องและลมพายุต่างหายไปพร้อมกันเป็นครั้งแรก
คนที่พ่อบ้านฟางพามา ส่วนใหญ่คุ้มกันหวังอวี้เหยาไปภูเขาไท่
ซาน เหลือเพียงตัวเขาเองที่อยู่ที่นี่โดยไม่แสดงอาการอะไร ราวกับ
กำลังเฝ้าสังเกตบางสิ่งอยู่
ทั่วทั้งเขตอันสุ่ยตกอยู่ในความสงบเงียบอันน่าแปลกประหลาด
ยกเว้นท่านผู้ว่าการเขตที่มาเรือนดอกไม้เป็นครั้งคราว เพื่อเดิน
วนไปรอบ ๆ สักสองสามหนก่อนจะเตะโต๊ะสักตัว บางครั้งเขายังจับขา
โต๊ะสองขาไปโยนไว้ตรงหน้าพ่อบ้านฟาง “คำสัญญาที่ให้ไว้กับ
ตระกูลฟาง ข้าก็ทำอยู่ตลอด”
ส่วนจะทำได้ดีหรือไม่และทำอย่างไรนั้น คนอื่นไม่อาจก้าวก่าย
สีหน้าพ่อบ้านฟางเขียวคล ้า แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ขณะเดียวกัน
เมื่อย่างเข้าเดือนสี่ เหล่าผู้สอบจากทั่วสารทิศต่างหลั่งไหลมา
บ้างก็จองห้องพักล่วงหน้า บ้างก็มาปรับตัวกับอาหารและสภาพ
อากาศก่อน และยังมีคนมาสืบหาความชอบของผู้ตรวจข้อสอบด้วย
การสอบจวี่เหรินครั้งนี้แตกต่างจากการสอบอย่างอื่น มันคือด่าน
ทดสอบสุดท้ายของท้องถิ่น
หากผ่านการสอบจวี่เหรินไปได้ ก็จะได้เป็นจวี่เหรินแน่นอน
จากนั้นก็ต้องเดินทางไกลไปถึงเมืองหลวงเพื่อเข้าร่วมการสอบระดับ
แคว้นครั้งสุดท้าย หากได้รับเลือกก็จะได้เลื่อนยศอย่างรวดเร็ว
กลายเป็นปลาหลีฮื้อกระโดดผ่านประตูมังกร*[1] สามารถเข้าเฝ้า
ฮ่องเต้ได้โดยตรง
เมื่อผ่านการสอบขุนนางขั้นสุดท้ายแล้ว ผลประโยชน์ทั้งหมด
ที่มาจากการสอบก็จะเด่นชัด
ส่วนที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับความสามารถ วงศ์ตระกูล และเส้นสายใน
แวดวงราชการ เพื่อจะไต่เต้าหรือเจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด
ทั้งหมดนี้สามารถบอกได้ชัดว่าการสอบจวี่เหรินนั้นสำคัญ
เพียงใด
หากกล่าวว่าการสอบถงเซิงคือการคัดเลือกหนึ่งหมื่นคนจาก
หนึ่งแสนคน ซิ่วไฉคือการคัดเลือกหนึ่งพันคนจากหนึ่งหมื่นคน
แล้วจวี่เหรินคือการคัดเลือกหนึ่งร้อยคนจากหนึ่งพันคน
บรรดาผู้ที่ก้าวเดินมาถึงขั้นนี้ได้ ผู้ใดเล่าจะไม่ใช่คนที่มีความรู้
มากมาย ผู้ใดเล่าจะไม่ใช่คนที่อ่านหนังสือตำรามามากมาย ผู้ใดเล่า
จะไม่ใช่คนที่ต่อสู้ฝ่าฟันมาจนกลายเป็นยอดคนในหมู่ผู้คน
ช่วงเวลานั้นหัวใจเจียงเซิงแตกออกเป็นสามส่วน
ส่วนหนึ่งเจ็บปวดกับโต๊ะไม้ที่ถูกเตะจนพัง แม้นางจะเชื่อฟังคำพูด
พี่ห้าที่ไม่ซื้อโต๊ะไม้เนื้อแท้ตัวใหม่ แต่โต๊ะที่ผุพังพวกนั้นก็ต้องใช้เงิน
ซื้อมาทั้งนั้น พอถูกเตะทิ้งก็ต้องซื้อใหม่อีกรอบ
อีกส่วนเป็นเพราะห่วงพี่ใหญ่ นางแอบออกไปสืบความมาพบว่า
การสอบครั้งนี้มีซิ่วไฉที่มีความสามารถมากมายมาเขตอันสุ่ย บาง
คนอายุเกินสามสิบปี บางคนผมหงอกขาวไปแล้ว เมื่อเทียบกันแล้ว พี่
ใหญ่ที่อายุเพียงสิบสี่ปีช่างดูอายุน้อยจนน่าเป็นห่วง
และอีกส่วนหนึ่งคือคิดถึงพี่รอง นับตั้งแต่เขาออกเดินทางไปช่วง
เดือนสอง จนเวลาดำเนินมาถึงกลางเดือนสาม ช่วงเวลาหนึ่งเดือน
ครึ่งนี้ พี่รองก็ยังไม่กลับมา พาให้ทุกคนวิตกไปต่าง ๆ นานาว่าเขา
อาจจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่
ป้าจางกลัวว่าเด็กหญิงวัยสิบขวบจะมีริ้วรอยก่อนวัยอันควร จึง
มอบหมายงานให้นางทำ
“ปลาตากแห้ง หมูรมควัน และไส้กรอกรมควัน รวมทั้งหมดสาม
ร้อยชั่ง” จางเซียงเหลียนชั่งน ้าหนักเสร็จแล้วก็ขนสินค้าขึ้นเกวียนม้า
“ส่งไปที่เรือนโยวหรานได้เลย”
เจียงเซิงคว้าแส้ม้า ค่อย ๆ ปีนขึ้นไปบนเกวียนแล้วดึงบังเหียน
ระยะทางจากเรือนดอกไม้ไปถึงเรือนโยวหรานไม่ไกลนัก นี่จึง
เป็นเหตุผลที่ป้าจางและพวกพี่ชายวางใจให้นางไปส่งของเองได้
เวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยน ้า เกวียนม้าก็มาถึงร้านเรือนโยวหรานแล้ว
อาจเป็นเพราะมีผู้เข้าสอบเพิ่มขึ้น ลูกค้าที่เข้าออกร้านจึงดู
เพิ่มขึ้นไม่น้อย เจียงเซิงพยายามหาเสาไม้เพื่อผูกม้าอย่าง
ยากลำบาก เมื่อเตรียมจะเข้าไปในร้านเพื่อเรียกคนมาขนของ นางก็
พลันล้มเข้าไปในอ้อมกอดของใครบางคน
[1] ปลาหลีฮื้อกระโดดผ่านประตูมังกร : ประสบความสำเร็จใน
หน้าที่การงาน