พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 166 แผนการชั่วร้ายหน้าประตูสำนักสอบ
“พี่รอง!”
เพียงเจียงเซิงหันไปก็เห็นเจิ้งหรูเชียนล้มลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง
นางตกใจจนร้องออกมา ลนลานรีบวิ่งไปหาเขาทันที
เมื่อประคองเจิ้งหรูเชียนไว้ ถึงได้พบว่าพี่รองผู้แข็งแรงในยามนี้
ผ่ายผอมจนแทบจำไม่ได้ เขาซูบผอมจนเนื้อหนังแทบหุ้มกระดูก
“พี่รอง”
“เจ้ารอง”
สวี่โม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว จึงพาเวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ย
นวิ่งออกมา หลังเห็นเจิ้งหรูเชียนนอนอยู่บนพื้น พี่น้องชายทั้งสามคน
ถึงกับพูดไม่ออก
ตอนเจิ้งหรูเชียนจากไปนั้นร่างกายแข็งแรงเพียงใด ตอนกลับมา
ก็ผอมแห้งลงเพียงนั้น
เวินจืออวิ่นตาแดงก ่าขณะจับชีพจรให้เขา หลังจากตรวจสอบซ ้า
หลายครั้งจึงกล่าวว่า “เขาไม่ได้ป่วย เพียงแค่ร่างกายอ่อนแอเกินไป
ต้องบำรุงให้ดีสักระยะ”
พี่น้องทุกคนร่วมแรงร่วมใจกัน คนหนึ่งยกตัว อีกคนอุ้มขา
ช่วยกันหามเจิ้งหรูเชียนที่หมดสติกลับเข้าในห้อง
แต่ไม่คิดว่าแค่ขยับตัว เขาก็ตื่นขึ้นมา เปิดดวงตากลมโตที่โปน
ออกมาเล็กน้อย แล้วยื่นมือไปทางรถม้า “ส่ง… ไปส่งเป็ดย่างก่อน…”
วังเสี่ยวซงที่ยังมีแรงอยู่บ้างรีบยื่นหน้าเข้าไป “ท่านไม่ต้องกังวล
ข้าจะไปส่งเดี๋ยวนี้”
ได้ยินเช่นนั้นเจิ้งหรูเชียนจึงสลบไปอย่างสบายใจ
การนอนครั้งนี้ของเขากินเวลาถึงสองวันเต็ม
นอนจนถึงวันที่ยี่สิบแปดเดือนสาม
ตั้งแต่เช้าตรู่ ป้าจางเตรียมกับข้าวร้อน ๆ ไว้เต็มหม้อ รอให้สวี่โม่
กินข้าว แล้วเติมกระบอกน ้าให้เต็ม เตรียมกระโถนที่มีฝาปิด เครื่อง
เขียนต่าง ๆ แป้งเปียกสำหรับแก้ไขตัวอักษร รวมไปถึงอาหารที่เก็บไว้
ได้นานโดยที่ไม่ต้องอุ่นก็ยังทานได้
การสอบจวี่เหรินต้องสอบสามครั้ง ครั้งละสามวัน
สามวันนี้เมื่อเข้าไปแล้วไม่สามารถออกมาได้ ต้องอยู่ในห้องเล็ก
ๆ ทำทุกอย่างตั้งแต่กิน ดื่ม ขับถ่าย และนอน
เมื่อก่อนเป็นเจียงเซิงที่เตรียมข้าวของให้ แม้เด็กหญิงจะพยายาม
คิดอย่างถี่ถ้วน แต่ด้วยยังเด็ก ก็ย่อมมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง
บัดนี้มีป้าจางคอยดูแล ทุกอย่างจึงครบครันพร้อมสรรพ ทั้งของ
เย็นของร้อนล้วนเตรียมไว้หมดแล้ว ไม่มีข้อบกพร่องเลยแม้แต่น้อย
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ทุกสิ่งทุกอย่างได้ถูกจัดเข้าไปใน
ตะกร้าเรียบร้อย สวี่โม่เพียงสะพายมันไว้ก็พร้อมจะไปสำนักสอบเพื่อ
เข้าสอบแล้ว
แต่เขายังคงไม่ยอมออกเดินทาง สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่
ประตูห้องของเจิ้งหรูเชียนตลอดเวลา
“พี่ใหญ่ ท่านออกเดินทางก่อนเถอะ รอให้พี่รองตื่นแล้วค่อยไป
รับท่านที่สำนักสอบ” จ่างเยี่ยนเอ่ยปากเกลี้ยกล่อม
เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลา สวี่โม่จึงไม่มีทางเลือก ได้แต่พยักหน้าเบา
ๆ
เจียงซานรีบนำรถม้ามา ขณะที่ทุกคนกำลังสะพายตะกร้าและ
เตรียมตัวออกเดินทาง เจิ้งหรูเชียนที่หลับไปสองวันสองคืนก็ตื่น
ขึ้นมาในที่สุด เขารีบสวมเสื้อผ้าอย่างลวก ๆ รองเท้าก็ยังไม่ได้ใส่ ผม
เผ้ายุ่งเหยิงราวกับเป็นคนสติไม่ดี
แต่พอเห็นรถม้าที่กำลังจะออกเดินทาง เขาก็ตะโกนเสียงดัง
พลางใช้ทั้งมือทั้งเท้าปีนขึ้นไป
“พี่ใหญ่! พี่ใหญ่ ข้าจะไปส่งท่านเข้าสอบด้วย”
ในเมื่อบอกว่าจะไปด้วยกัน ต่อให้จะอยู่ในความฝัน เขาก็ต้องตื่น
ขึ้นมา
สวี่โม่รู้สึกแสบจมูก แต่มุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อย เขายื่นมือ
ออกมาจากรถม้า “มาเถอะเจ้ารอง”
เจิ้งหรูเชียนคว้ามือนั้นไว้ ด้วยแรงฉุดดึงเล็กน้อยก็เข้าไปนั่งในรถ
ม้า
เจียงซานที่อยู่ด้านนอกเหวี่ยงแส้ยาว ม้าวิ่งไปอย่างคล่องแคล่ว
น่าเสียดายที่ครั้งนี้ขาดเจ้าสามไป
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงหน้าประตูสำนักสอบ
ผู้เข้าสอบหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ บางคนนั่งอยู่ในรถม้า
บางคนแบกตะกร้ายืนอยู่สองข้างทาง บางคนกระซิบกระซาบกับ
สหายร่วมชั้น บางคนขมวดคิ้วทบทวนเป็นครั้งสุดท้าย
เจียงเซิงรู้สึกอยากรู้อยากเห็นมาก นางชะโงกหน้าออกไปมอง
รอบ ๆ แล้วกลับมารายงานพี่ชายว่า “ข้าเห็นผู้เข้าสอบหลายคนผม
ขาวโพลนแล้ว บางคนแก่กว่าท่านลุงจางเสียอีก”
“ข้ายังเห็นน้องชายของพี่ชายฝูเฟิงด้วย เขากำลังนั่งยอง ๆ อยู่
หน้าประตูสำนักสอบ พึมพำอ่านหนังสือ”
แต่เมื่อนางเห็นพ่อบ้านฟางอยู่ในมุมหนึ่งก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
รู้สึกไม่ค่อยสบายใจทันที
นางจึงหดศีรษะน้อย ๆ กลับเข้ามา
สวี่โม่ไม่ได้ทบทวนเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ได้สำรวจไปรอบ ๆ แต่
หลับตาลงพักผ่อนจิตใจ รักษาพลังงาน
เจิ้งหรูเชียน เวินจืออวิ่นและจ่างเยี่ยนไม่กล้ารบกวนเขา แม้แต่ลม
หายใจก็ยังผ่อนเสียงเบาลง
ทุกคนกำลังรอให้สำนักสอบเปิดประตู
ช่วงเวลาอันยาวนานทว่าแสนสั้นนี้ ในรถม้าคันหนึ่งที่ไม่ได้
บรรทุกผู้เข้าสอบแล่นผ่านมาเงียบ ๆ คนขับรถม้าอายุราวสามสิบปี
ใบหน้าใหญ่ปากกว้าง เดิมทีอาจเรียกได้ว่าสง่างาม หากไม่ใช่เพราะ
ดวงตาของชายคนนั้นมองไปมองมาจนทำให้ดูไม่น่ามองและเหมือน
คนเจ้าเล่ห์
สายตาของเขากวาดมองท่ามกลางฝูงชน เมื่อเห็นพวกซิ่วไฉที่
กำลังเตรียมตัวสอบ ดวงตาของเขาเผยแววอิจฉาริษยา
เขาเหมือนกำลังมองหาบางสิ่งแต่ก็หาไม่พบ สายตากวาดผ่าน
เจียงซานที่ขับรถม้า แต่เพราะไม่รู้จักจึงมองผ่านไป สุดท้ายจึงจับจ้อง
ไปยังรถม้าอีกสองคันที่อยู่ข้าง ๆ รถม้าจากเรือนดอกไม้
เมื่อครู่ระหว่างการสนทนา ได้ยินมาว่าหนึ่งในรถม้าสองคันนั้นมี
ผู้เข้าสอบแซ่สวี่
เขาไม่ลังเลอีกต่อไป หยิบเข็มเล่มหนึ่งลอบแทงก้นม้าอย่างแรง
ม้าร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดและพุ่งชนรถม้าอีกสองคัน พวกเขา
หลบไม่ทัน รถม้าทั้งคันจึงแตกกระจาย ผู้เข้าสอบถูกเหวี่ยงจนตกลง
พื้น ฝ่ามือบาดเจ็บจนเลือดไหลนองไปหมด
“ใครกัน! ใครกันที่มาทำร้ายคนถึงหน้าประตูสำนักสอบ” ผู้เข้า
สอบตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยว
เจ้าหน้าที่หยวนและคนอื่น ๆ ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูสำนักสอบรีบ
หยิบดาบยาวขึ้นมา ปิดล้อมบริเวณโดยรอบ
รถม้าของเรือนดอกไม้ก็ถูกล้อมอยู่ในวงเพราะอยู่ใกล้ ๆ
สวี่โม่ขมวดคิ้วแล้วเปิดม่าน เมื่อเห็นผู้ก่อเหตุเขาก็ตกตะลึงไป
ชั่วขณะ ก่อนจะจำได้ในทันที “ซุนเฉวียนจู!?”
ครั้งหนึ่งที่อำเภอเซี่ยหยาง ซุนเฉวียนจูได้รับคำแนะนำจาก
ตระกูลหวัง ให้ไปเป็นที่ปรึกษาของเปียนเหวินซวนโดยเฉพาะ แต่ไม่
คิดว่าเปียนเหวินซวนจะเฉลียวฉลาดและว่าจ้างสวี่โม่ให้เป็นที่ปรึกษา
แทน
นับแต่นั้นมาทั้งสองก็เป็นศัตรูกัน แต่เพราะคนหนึ่งเป็นถงเซิง อีก
คนเป็นซิ่วไฉ จึงมีโอกาสพบปะกันน้อยมาก ถึงขนาดที่ไม่เคย
เผชิญหน้ากันเลยสักครั้ง
การได้พบกันอีกครั้งกลับเป็นที่หน้าสำนักสอบ ทั้งยังเกิดเหตุรถ
ม้าชนกันทื่มาจากเจตนาเช่นนี้อีก
สวี่โม่อดไม่ได้ที่จะนึกถึงตระกูลซุน รวมถึงตระกูลหวังกับตระกูล
ฟางด้วย
“เจ้าอยู่ในนั้นหรือ!?” ซุนเฉวียนจูก็ตกตะลึงเช่นกัน เขาหาอยู่ตั้ง
นานแต่สุดท้ายก็ยังเลือกเล่นงานผิดคน เขาบอกไม่ถูกว่าตนรู้สึก
อย่างไร
ตอนนั้นเองที่พวกเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ
เขาตัดสินใจอย่างโหดเหี้ยม ชี้ใส่สวี่โม่แล้วตะโกนว่า “เขาเป็น
คนสั่งให้ข้าทำ เขากลัวว่าตนเองจะสอบจวี่เหรินไม่ผ่าน จึงจงใจทำ
ร้ายสหายร่วมเรียน”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ที่นั่นก็พลันเกิดความโกลาหล
บรรดาผู้เข้าสอบทั้งหมดหันมามอง บ้างรังเกียจ บ้างโกรธแค้น
และมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง
เจียงเซิงแทบโกรธจนเสียสติ นางตะโกนเสียงดังลั่น “ท่านใส่ร้าย
พวกข้า ท่านพูดจาเหลวไหล สาดน ้าสกปรกใส่พวกเรา พวกข้าไม่
รู้จักท่านด้วยซ ้า”
แต่เมื่อซุนเฉวียนจูชี้ตัวคนแล้ว พวกเจ้าหน้าที่ก็ไม่อาจนิ่งดูดาย
ได้
เจ้าหน้าที่หยวนรู้ว่าสวี่โม่ต้องสอบจวี่เหรินในวันนี้ จึงเข้าไปพูด
อย่างลำบากใจว่า “ข้าได้ส่งคนไปเชิญท่านผู้ว่าการเขตมาแล้ว บางที
เขาอาจจะแก้ไขคดีได้ในทันที”
แต่มันก็เป็นเพียงความเป็นไปได้เท่านั้น
ตราบใดที่ซุนเฉวียนจูยังยืนกรานว่าสวี่โม่เป็นผู้ชี้นำเขา เพื่อสืบ
หาความจริงก็จำเป็นต้องนำตัวสวี่โม่ไปที่ศาลและสอบสวนให้กระจ่าง
หากเป็นเช่นนั้น การสอบจวี่เหรินก็จะต้องล่าช้าออกไป
ในช่วงเวลาคับขันนั้น ประตูสำนักสอบก็เปิดออก
เจียงเซิงร้อนใจจนแทบบ้า วิ่งวนไปมาด้วยความกังวลใจ กลัวว่า
เรื่องนี้จะทำให้การสอบของพี่ชายต้องล่าช้าจริง ๆ
ชั่วพริบตานั้น
พ่อบ้านฟางซึ่งอยู่ในกลุ่มคนก็ก้าวออกมา กล่าวด้วยน ้าเสียง
อ่อนโยนว่า “สหายน้อย เจ้าต้องการความช่วยเหลือหรือไม่? ตระกูล
ฟางยินดีจะยื่นมือช่วยเหลือตามกำลังอันน้อยนิด”
พวกเด็ก ๆ ในเรือนดอกไม้ต่างตกตะลึง
ทันใดนั้น เจียงเฉิงเยวี่ยนที่ผ่านทางมาเห็นเหตุการณ์นี้ จึงขมวด
คิ้วแล้วเข้ามาดูใกล้ ๆ พลางกล่าวว่า “เจ้าคือขิงน้อยนี่เอง เกิดอะไร
ขึ้นหรือ ต้องการให้พี่ชายเจียงคนนี้ช่วยหรือไม่”