พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 167 อำนาจของท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อ
หนึ่งคือตระกูลฟางที่ยื่นมือเข้ามาช่วยอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
อีกหนึ่งคือตระกูลเจียงที่ไม่ได้สนิทสนมกันนัก
เจียงเซิงน้อยยืนงุนงงอยู่กับที่พลางมองซ้ายมองขวา
สัญชาตญาณบอกนางว่าทั้งสองฝ่ายล้วนไม่ควรยุ่งเกี่ยวด้วย แต่เรื่อง
ของพี่ชายกำลังเร่งด่วน จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสอบก่อน
นางเม้มปาก สายตาจับจ้องไปมาระหว่างพ่อบ้านตระกูลฟางกับ
เจียงเฉิงเหยี่ยน สุดท้ายก็หยุดลงที่เจียงเฉิงเหยี่ยน
คำว่า ‘พี่ชายเจียง’ ยังไม่ทันหลุดจากปาก เจ้าหน้าที่หยวนซึ่งอยู่
ข้าง ๆ ก็แสดงสีหน้ายินดีออกมาทันที
ทุกคนหันกลับไปมองจึงพบว่าผู้ว่าการเขตอันสุ่ยมาถึงแล้ว
เงาร่างสูงแปดฉื่อ ก้าวเท้ายาว ๆ มาอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตา
ก็มาถึงหน้าประตูสำนักสอบ ยืนตรงตระหง่านอยู่เบื้องหน้ารถม้าทั้ง
สามคัน
“ใต้เท้า…” เจ้าหน้าที่หยวนประสานมือคำนับ ตั้งใจจะเล่า
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด
เฮ่อเฉิงจางกลับโบกมือตัดบทเขา “ไม่ต้องพูดแล้ว ให้ผู้เข้าสอบ
เข้าไปสอบก่อน”
ทุกคนตกตะลึงทันที
“ทุกเรื่องต้องเลื่อนออกไปก่อน ให้ผู้เข้าสอบเข้าไปสอบก่อน
เถอะ อย่าได้พลาดการสอบจวี่เหรินเด็ดขาด” ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อมี
สีหน้าเคร่งขรึม เอ่ยเสียงดังกังวานจนกลบเสียงทั้งหมดในที่นั้น
เจียงเซิงรู้สึกจมูกแสบร้อน จู่ ๆ ก็รู้สึกเสียใจที่เคยแอบสาปแช่งให้
ท่านผู้ว่าการท้องเสียตอนกลางดึก
“เร็วเข้า รีบเข้าไปสำนักสอบเดี๋ยวนี้” เสียงของเฮ่อเฉิงจางไม่เปิด
โอกาสให้ใครโต้แย้ง
สวี่โม่และผู้เข้าสอบที่นอนเจ็บอยู่บนพื้นต่างได้สติ รีบลุกขึ้นหยิบ
สัมภาระทันที
ซุนเฉวียนจูไม่พอใจมาก ชี้ไปที่สวี่โม่แล้วตะโกน “ใต้เท้า เขา
เป็นคนทำ เป็นคนชั่ว ทำไมถึงปล่อยให้เขาเข้าไปสอบได้ ทำไมกัน!”
“ทำไมหรือ?” เฮ่อเฉิงจางยิ้มเย็น “เพราะเขาสอบอั้นโฉ่วได้ถึง
สองครั้ง เพราะเขาเป็นซิ่วไฉได้ตั้งแต่อายุสิบสาม เพราะเขาไม่ต้อง
สอบระดับมณฑลก็มาสอบจวี่เหรินได้!”
เมื่อพูดจบ ทุกคนก็เงียบกริบ
ใครจะคิดว่าเด็กหนุ่มอายุแค่สิบสามสิบสี่ปีจะเป็นอัจฉริยะถึง
เพียงนี้
“แต่ แต่เขาเป็นตัวการ…” ซุนเฉวียนจูยังดื้อดึงไม่ยอมแพ้
เฮ่อเฉิงจางเผยรอยยิ้มเย็นชา “การที่เขาจะเป็นตัวการหรือไม่นั้น
ยังต้องพิจารณาต่อไป แต่เจ้าที่ก่อเหตุทำร้ายผู้เข้าสอบกลางถนนนั้น
มีทั้งพยานและหลักฐานครบถ้วน เจ้าหน้าที่! จับเขาไปขังคุกที่ศาล
เขต สอบสวนคนทันที!”
เจ้าหน้าที่หยวนรับคำสั่งด้วยความกระตือรือร้น พุ่งเข้าไป
ข้างหน้า จับอีกฝ่ายพลิกตัวแล้วมัดแขนทั้งสองข้างของซุนเฉวียนจู
ขณะเดียวกัน
ประตูใหญ่ของสำนักสอบค่อย ๆ ปิดลง สวี่โม่ที่กำลังจะเดินเข้า
ไปหันกลับมามองน้องชายน้องสาวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะมุ่งหน้าสู่
ห้องสอบของตนไปอย่างเด็ดเดี่ยว
เจียงเซิงโบกมือสุดแรงอยู่ด้านนอก กระทั่งประตูใหญ่ของสำนัก
สอบปิดสนิท จึงกระโดดกลับไปหาพวกพี่ชาย
“โชคดีจริง ๆ ที่พี่ใหญ่ไม่เป็นอะไร” เด็กน้อยตบอกด้วยความโล่ง
ใจ
เจิ้งหรูเชียนลูบผมเปียเล็ก ๆ ของนาง “พี่ใหญ่มีบุญวาสนา ย่อม
ผ่านพ้นอันตรายไปได้ เจ้าอย่ากังวลไปเลย รอให้พี่ใหญ่สอบได้อั้น
โฉ่วกลับมา ยิ่งจะได้ทำให้พวกคนชั่วตกใจจนตายแน่”
เจียงเซิงพยักหน้าจริงจัง
จ่างเยี่ยนที่อยู่ข้าง ๆ อดทนแล้วอดทนอีก สุดท้ายก็อดไม่ไหวเอ่ย
แทรกขึ้นมาว่า “พี่รอง ผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งในการสอบระดับมณฑล
ไม่เรียกว่าอั้นโฉ่วแล้ว แต่เรียกว่าเจี้ยหยวน”
การสอบจวี่เหรินหรืออีกชื่อหนึ่งก็คือการสอบระดับเขต ผู้ที่สอบ
ได้อันดับหนึ่งในการสอบระดับเขตเรียกว่าเจี้ยหยวน
หลังการสอบระดับเขตเสร็จสิ้นแล้ว ก็ต้องไปที่เมืองหลวงเพื่อเข้า
ร่วมการสอบระดับแคว้น ผู้ที่ได้อันดับหนึ่งในการสอบระดับแคว้น
เรียกว่าฮุ้ยหยวน
เมื่อผ่านการสอบระดับแคว้นไปก็จะเป็นการสอบในวังหลวง ผู้ที่
ได้อันดับหนึ่งของการสอบในวังหลวงเรียกว่าจอหงวน
หากผู้ใดสามารถคว้าอันดับหนึ่งได้ทั้งสามระดับนี้เรียกว่าเหลียน
จงซานหยวน ซึ่งถือเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่ง เป็นคนที่เกิดมาเพื่อ
เก่งกาจทางด้านวิชาการ ย้อนกลับไปหลายร้อยปีก่อนในราชวงศ์
ต้าอวี๋ก็มีเพียงสามถึงห้าคนเท่านั้นที่ทำได้
ผู้ที่เข้าใจการสอบขุนนางอย่างแท้จริงและคุ้นเคยกับความ
ยากลำบากบนเส้นทางนี้ ล้วนไม่คาดหวังให้สวี่โม่สามารถคว้าอันดับ
หนึ่งได้ทั้งสามระดับ
ในความคิดของพวกเขา การสอบผ่านไปอย่างราบรื่นจน
กลายเป็นจวี่เหรินและก่งเซิ่ง*[1]แล้วเข้าราชสำนักได้ ก็นับว่าเป็นผู้
เหลือรอดจากการต่อสู้ท่ามกลางกำลังพลนับพันนับหมื่นแล้ว
ความยากลำบากนั้นเทียบได้กับการไถนาด้วยมือเปล่า
แต่เจียงเซิงน้อยไม่คิดเช่นนั้น ในใจของนาง พี่ใหญ่คือคนที่
เก่งกาจที่สุดในแผ่นดิน เขาเก่งกว่าคนที่มีพรสวรรค์ทางด้านวิชาการ
เสียอีก
“พี่ใหญ่ต้องคว้าตำแหน่งเจี้ยหยวนได้แน่นอน บางทีอาจจะได้
อันดับหนึ่งทั้งสามระดับด้วย” เด็กหญิงกำหมัดให้กำลังใจ
จ่างเยี่ยนกับเวินจืออวิ่นเม้มปากไม่พูดอะไร
ทว่าเจียงเฉิงเหยี่ยนทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยปากขึ้นมา “การสอบ
ได้อันดับหนึ่งติดกันถึงสามนั้นทำได้ยากเย็นนัก ขิงน้อย เจ้าอย่าฝัน
เฟื่องไปเลย”
เจียงเซิงกลับจ้องตาอีกฝ่ายเขม็ง
นางอยากโต้เถียงกับคนผู้นี้เหลือเกินว่านางไม่ได้ชื่อขิงน้อย นาง
ชื่อเจียงเซิง
แต่นึกขึ้นได้ว่าพี่รองยังต้องทำการค้ากับร้านเรือนโยวหราน และ
คนผู้นี้คือเจ้าของร้านเรือนโยวหราน นางจึงจำใจปิดปากเงียบไป
ทำเพียงบ่นพึมพำเบา ๆ “เจียงเซิงเชื่อมั่นในตัวพี่ใหญ่ พี่ใหญ่
เก่งกาจที่สุด”
เจิ้งหรูเชียนเดินเข้ามาลูบศีรษะน้อย ๆ ของนาง ใบหน้าผอมบาง
แย้มยิ้มกว้าง “ข้าก็เชื่อมั่นในตัวพี่ใหญ่เช่นกัน”
“พวกเราก็เชื่อในตัวพี่ใหญ่” จ่างเยี่ยนเอียงศีรษะ พูดพร้อม
กับเวินจืออวิ่น
เจียงเฉิงเหยี่ยนยืนงุนงงอยู่กับที่ คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก
การสอบได้อันดับหนึ่งนับว่ายากแล้ว การสอบได้อันดับหนึ่งถึง
สามครั้งยิ่งเป็นสิ่งที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นในรอบร้อยปี พี่น้องกลุ่มนี้คง
เสียสติไปหมดแล้ว ถึงได้เชื่อมั่นอย่างไร้เหตุผลกับเรื่องเพ้อฝันเช่นนี้
เขาไม่ทันได้สังเกตเลยว่า ภายในส่วนลึกของจิตใจ มีความ
อิจฉาอันบางเบากำลังค่อย ๆ งอกเงยขึ้นมา และมันกำลังขยายใหญ่
ขึ้นเรื่อย ๆ
หน้าประตูสำนักสอบ
เมื่อเหล่าผู้เข้าสอบเข้าไปแล้ว ประตูใหญ่ของสำนักสอบก็ปิดลง
เจ้าหน้าที่สิบกว่านายถือดาบยาวยืนรักษาความปลอดภัยโดยรอบ
การทำเช่นนี้นอกจากจะปกป้องสำนักสอบแล้ว ยังป้องกันไม่ให้มี
ผู้ไม่หวังดีสร้างเสียงรบกวนซึ่งจะทำให้ผู้เข้าสอบที่กำลังสอบตกใจได้
บรรดาญาติพี่น้องของผู้เข้าสอบส่วนใหญ่ต่างเดินจากไปอย่าง
อาลัยอาวรณ์
ส่วนคนที่ไม่อยากจากไป ก็ถอยหลังไปไม่กี่ก้าวแล้วรออยู่ในที่ซึ่ง
ห่างออกไปเพียงเล็กน้อย
เจียงเซิงเองก็ไม่อยากกลับ เจิ้งหรูเชียนก็ยังไม่ได้กินข้าวเช้า
นางจึงลากพี่ชายทั้งหลายไปนั่งที่ร้านขายเกี๊ยวน ้า
เหมือนครั้งที่สวี่โม่สอบถงเซิง พวกเขาพี่น้องนั่งกินเกี๊ยวน ้ารออยู่
ข้างนอก ไม่รู้ว่าทำไมทั่วหล้าถึงได้เป็นเช่นนี้ไปเสียหมดที่หน้าประตู
สำนักสอบจะต้องมีร้านขายเกี๊ยวน ้าเสมอ
หลังจากกินจนอิ่มแล้ว เจิ้งหรูเชียนจึงก็นึกถึงเป็ดย่างที่เขาทน
ลำบากลำบนไปขนมันกลับมา
“ข้าต้องไปเรือนโยวหรานก่อน” เขากระโดดขึ้นมา ไม่ลืมดึง
ผมเปียเล็ก ๆ ของเจียงเซิงด้วย “พวกเจ้าก็ไปกับข้าด้วยกันเถอะ”
อย่างไรเสียสวี่โม่ก็ต้องอยู่ด้านในนั้นถึงสามวัน พวกเขาที่
สามารถรออยู่ข้างนอกได้ก็ไม่ควรรออยู่เฉย ๆ
เจียงเซิงและพี่ชายอีกสองคนต่างไม่มีข้อคัดค้าน
ดังนั้น พวกเขาจึงได้พบกับเจียงเฉิงเหยี่ยนซึ่งแต่งกายเรียบร้อย
อีกครั้งที่ร้านเรือนโยวหราน
ตอนแรกที่เห็นเจียงเซิงมา เขายังรู้สึกดีใจเล็กน้อยด้วยซ ้า ไม่คิด
ว่าขิงน้อยผู้นี้มาหาตัวเขาเอง
เขาวางของในมือลงแล้วเดินเข้าไปใกล้ จึงได้ยินว่านางมาหาเถ้า
แก่ฮ่าว
“เถ้าแก่ฮ่าว พี่รองของข้าต้องลำบากมากเพื่อขนส่งเป็ดย่างพวก
นี้มา จนเขาร่างกายผ่ายผอมไปเลย ท่านได้รับสินค้าที่เขาส่งมาอย่าง
ยากเย็นแสนเข็ญแล้วหรือเจ้าคะ?” เจียงเซิงน้อยถามพลางทำท่า
ประกอบ
เถ้าแก่ฮ่าวลูบเคราอย่างอารมณ์ดี “ได้รับแล้ว ๆ”
จากนั้นก็เอ่ยชมเจิ้งหรูเชียน “การใช้น ้าแข็งแก้ปัญหานั้นช่าง
ฉลาดจริง ๆ ข้าคิดว่าเป็ดย่างพวกนั้นคงเก็บไว้ได้ไม่นาน แต่ไม่คิดว่า
จนตอนนี้มันก็ยังสดใหม่อยู่”
เจิ้งหรูเชียนลอบเม้มปาก
มันเป็นวิธีการที่ฉลาดจริง ๆ เป็ดย่างร้อยตัวราคาแค่สี่ตำลึง แต่
น ้าแข็งครึ่งคันรถกลับใช้เงินถึงสิบตำลึงเชียวนะ เรื่องนี้ทำเอาหัวใจ
ของเขาเจ็บจนแทบจะแดดิ้นลงตรงนั้น
แต่คำพูดพวกนี้เขาพูดออกไปไม่ได้
ในแง่การค้า เขาตกลงกับเถ้าแก่ฮ่าวไว้แล้วว่าจะจ่ายราคาตัวละ
สองตำลึงก็คือสองตำลึง กำไรที่เหลือเป็นของเขา ต้นทุนที่เสียไปก็ยัง
ต้องเป็นของเขาด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น การเดินทางไปเขตตันหยางครั้งนี้ ก็ทำให้เขา
เติบโตขึ้นไม่น้อย และได้เข้าใจถึงหลายสิ่งหลายอย่างมากขึ้น
[1] ก่งเซิ่ง : ชื่อเรียกผู้เข้าสอบที่จะได้รับโอกาสให้เข้าสอบรอบ
สุดท้ายในพระราชวัง