พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 168 แผนที่การค้าของพี่รอง
การขนส่งเป็นการค้าที่ยากลำบาก ระยะทางทำให้สินค้าระหว่าง
สองเมืองลำเลียงได้ยาก โดยเฉพาะอาหารที่เน่าเสียง่าย จึงแทบไม่มี
ใครทำ
แต่ของหายากย่อมมีค่า ยิ่งขนส่งยากเท่าไหร่ ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น
เท่านั้น กำไรก็ยิ่งน่าสนใจตามไปด้วย
หากเขาสามารถทำให้น ้าแข็งรักษาอุณหภูมิไว้ได้นานขึ้น วิ่งรถ
ม้าได้เร็วขึ้น และทำให้สินค้าส่งถึงระหว่างเมืองต่าง ๆ ได้ มันจะไม่ใช่
ผลกำไรมหาศาลหรอกหรือ
แน่นอนว่ามันย่อมมีข้อเสียมากมาย เช่น จำนวนคนมีไม่พอหรือ
การจ้างงานอย่างเร่งรีบอาจได้คนงานที่ไม่ซื่อสัตย์ รวมถึงสินค้าที่
ขนส่งมาจะมีผู้รับซื้อหรือไม่ ล้วนเป็นปัญหาทั้งสิ้น
เจิ้งหรูเชียนกำมือแน่น มองเถ้าแก่ฮ่าวหยิบตั๋วเงินมูลค่าร้อย
ตำลึงออกมาสองใบ เขายื่นมือไปรับมาพิจารณาอย่างละเอียดสอง
สามครั้ง แล้วส่งให้เจียงเซิง
เจียงเซิงเก็บมันเข้าถุงเงินใบเล็กอย่างระมัดระวัง นางยิ้มจนตาหยี
เกือบจะเข้าไปจุมพิตแก้มเจิ้งหรูเชียนอยู่แล้ว
ในสายตาของเจียงเฉิงเหยี่ยน เขาไม่เข้าใจนางอีกแล้ว เงินแค่
สองร้อยตำลึง นางกลับดีใจขนาดนี้เชียวหรือ
เถ้าแก่ฮ่าวเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมจึงเข้าใจจุดสำคัญ “พี่น้อง
คู่นี้ พี่ชายหาเงินได้เท่าไหร่ก็มอบให้น้องสาวทั้งหมดเสมอ เริ่มจาก
เงินไม่กี่เหวิน แล้วก็เป็นเงินไม่กี่ตำลึง จนมาถึงหลายร้อยตำลึงแล้ว
ข้าเชื่อว่าต่อไปเมื่อเขาหาเงินได้เป็นพันเป็นหมื่นตำลึง ก็คงจะมอบให้
น้องสาวทั้งหมดเช่นกัน”
การให้เงินไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนที่มากหรือน้อย แต่ขึ้นอยู่กับ
สัดส่วน
เจิ้งหรูเชียนมอบทุกอย่างให้เจียงเซิง ครั้งแรกเป็นทองคำสอง
ก้อน ต่อมาเป็นเงินไม่กี่เหวิน และหลังจากนั้นก็ยังเป็นเงินสองร้อย
ตำลึง
“วันนี้พี่รองหาเงินได้อีกแล้ว ตอนเย็นข้าจะบอกป้าจางว่าให้ทำ
อาการเพิ่ม” เจียงเซิงกล่าวอย่างตื่นเต้น “เป็นขาหมูตุ๋นได้หรือไม่?”
“เจ้าว่าได้ก็ได้” เจิ้งหรูเชียนยิ้มพลางกล่าวลาเถ้าแก่ฮ่าว และนัด
หมายว่าจะส่งเป็ดย่างชุดถัดไปมาให้โดยเร็ว
สวี่โม่ยังคงอยู่ในสำนักสอบ ซึ่งการสอบจะดำเนินต่อไปอีกเก้าวัน
เจิ้งหรูเชียนก็ซูบผอมจนดูแทบไม่ออกแล้ว จึงไม่เหมาะจะ
เดินทางอีกครั้ง
โชคดีที่ยังมีเจียงซานกับเจียงซื่อขออาสา หลังจากจดบันทึกที่
อยู่อย่างละเอียดแล้ว ทั้งสองก็ขับรถม้ามุ่งหน้าไปยังเขตตันหยาง
แต่มันก็ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาอย่างแท้จริง
ครั้งนี้เป็นเจียงซานและเจียงซื่อไป แล้วครั้งหน้าเล่า? แล้วครั้ง
ถัดไปอีกเล่า?
สุดท้ายแล้ว เขาก็ต้องจ้างงานคนอยู่ดี
ไม่มีเจ้าของกิจการคนไหนที่จะทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง คนที่
เฉลียวฉลาดจริง ๆ ต้องเรียนรู้จะที่มีผู้ใต้บังคับบัญชา เรียนรู้ที่จะจ้าง
วานคน เรียนรู้ที่จะออกคำสั่ง
สิ่งที่คนหนึ่งคนทำได้นั้นมีจำกัด แต่ปากเพียงปากเดียวสามารถ
ออกคำสั่งได้นับครั้งไม่ถ้วน
เหมือนกับสำนักแพทย์ของเวินจืออวิ่น หลังจากจ้างวานหมอ
หญิงมาสิบคน เขาก็ไม่จำเป็นต้องตากยาด้วยตนเองอีกต่อไป ทุกวัน
เขาทำเพียงตรวจชีพจรและสั่งเทียบยาเท่านั้น ส่วนงานที่เหลือก็มี
เหล่าสาวน้อยคอยจัดการให้
พวกนางเรียนรู้การแยกแยะยาสมุนไพรจากเวินจืออวิ่น เรียนรู้
จุดฝังเข็มและกล้ามเนื้อจากเสี่ยวจู ใช้เวลาเพียงแค่เดือนเศษพวก
นางก็สามารถลงมือนวดได้แล้ว แม้จะไม่อาจเทียบได้กับเสี่ยวจู แต่ก็
มีภรรยาพวกขุนนางลงชื่อเพื่อใช้บริการแล้ว
หากมองเพียงผิวเผิน รายจ่ายของสำนักแพทย์เวินก็ดูเพิ่มขึ้น
มาก
เวินจืออวิ่นให้เงินแก่หมอหญิงเกือบสองตำลึง สิบคนก็เกือบยี่สิบ
ตำลึง ดูเหมือนเป็นเงินที่มาก แต่ผลประโยชน์ที่หมอหญิงเหล่านี้ทำ
จากการบีบนวดนั้นมีมากกว่ายี่สิบตำลึงนัก ชื่อเสียงที่นำมาสู่สำนัก
แพทย์เวินยิ่งเป็นสิ่งที่เงินทองไม่อาจวัดค่าได้
เจิ้งหรูเชียนเห็นด้วยกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง
เขารู้มาตลอดว่าตนเองจำเป็นต้องจ้างคน นอกจากวังเสี่ยวซงกับ
ผังต้าซานแล้ว เขาต้องการผู้ช่วยที่มีความสามารถมากขึ้น เพื่อทำ
ให้การขนส่งในแต่ละเมืองเป็นจริง
แต่กำไรจากการขนส่งเป็ดย่างนั้นมากมายเหลือเกิน
การลงทุนสี่ตำลึงนี้ ถ้าอดทนกับความยากลำบากสักหน่อย
เพียงขนส่งสินค้าแค่ครึ่งเดือนก็จะได้เงินกลับมาสองร้อยตำลึงแล้ว
หากบอกกับเถ้าแก่ฮ่าวว่าเขาไม่ต้องการเงินสองร้อยตำลึง ขอ
เปลี่ยนเป็นเงินหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงก็พอ แล้วจะส่งเป็ดย่างให้หนึ่งร้อย
ตัว เถ้าแก่ฮ่าวจะตกลงหรือไม่?
หากเป็นเจิ้งหรูเชียนคนเดิมก็คงยังคิดไปเองอย่างไร้เดียงสาถึง
คำสัญญา เห็นแก่ความสัมพันธ์ที่รู้จักกันมานาน
แต่เจิ้งหรูเชียนในวัยสิบสามเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า เมื่อเผชิญหน้า
กับผลประโยชน์แล้ว มันไม่มีมิตรภาพที่แท้จริง
วันนี้เถ้าแก่ฮ่าวอาจจ่ายเงินสองร้อยตำลึงเพื่อซื้อเป็ดย่างของเขา
เพราะไม่มีผู้ใดสามารถขนส่งเป็ดย่างได้ แต่พรุ่งนี้หากมีผู้ใดยอมลด
ราคากำไรของตนลง เถ้าแก่ฮ่าวก็จะทอดทิ้งเขาและหันไปสนใจเป็ด
ย่างที่ราคาถูกกว่าแทน
สรุปก็คือเจิ้งหรูเชียนต้องการกอบโกยผลกำไรทั้งหมดไว้เพียงผู้
เดียว ด้วยเกรงว่าการค้าจะถูกคนขโมยไป
จ่างเยี่ยนสังเกตเห็นความลังเลของเขา จึงตัดสินใจเข้ามาถาม
“พี่รอง ท่านเคยคิดบ้างหรือไม่ว่า น ้าแข็งต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญ
ในการขนส่งครั้งนี้”
เจิ้งหรูเชียนชะงักไป
จริงอยู่ว่าใคร ๆ ก็สามารถขนส่งเป็ดย่างได้ แต่ในสภาพอากาศที่
ร้อนจัด ทุกสิ่งย่อมเน่าเสียได้ง่าย น ้าแข็งต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญ
ในการขนส่งครั้งนี้
“น ้าแข็งไม่ได้ราคาถูก แต่เงินสิบตำลึงก็ยังซื้อมันได้ถึงหนึ่ง
เกวียน” เจิ้งหรูเชียนกล่าวอย่างกลัดกลุ้ม “น ้าแข็งไม่สามารถหยุดยั้ง
คนที่จะมาแย่งการค้ากับข้าได้หรอก”
“พี่รอง หากสิบตำลึงเป็นราคาของน ้าแข็งในช่วงฤดูหนาว แล้ว
ช่วงฤดูร้อนเล่า?” จ่างเยี่ยนถามช้า ๆ
หากราคาน ้าแข็งสิบตำลึงเพิ่มขึ้นไปถึงห้าสิบหรือหนึ่งร้อยตำลึง
อีกทั้งยังหาซื้อไม่ได้ เช่นนั้นกำไรจากเป็ดย่างก็จะหดหายไปโดย
สิ้นเชิง
“อีกอย่าง จุดแข็งของการค้าของพี่รองไม่ได้อยู่ที่การขนส่งในตัว
เมืองเพียงอย่างเดียว” จ่างเยี่ยนเอียงศีรษะเตือน “เถ้าแก่ฮ่าวอาจไม่
ต้องการเป็ดย่างที่ท่านขนส่งมาจากเขตตันหยาง แต่เขาจะยอมสละ
หมูรมควันกับปลาตากแห้งจากโรงผลิตหรือ? จะยอมสละถั่วฝักยาว
จากอำเภอเซี่ยหยาง หน่อไม้น ้า และหนิวป้างจากอำเภออวิ๋นสุ่ยได้
หรือ?”
รอให้เครือข่ายการค้าของเจิ้งหรูเชียนขยายใหญ่ขึ้นอีกสัก
หน่อย ไม่ว่าจะไปเขตอวี๋หังจนถึงอำเภอหย่งเจีย หรือแม้แต่ไปถึงเมือง
หลวง ทั่วทุกหนแห่งจะเต็มไปด้วยเส้นทางการค้าของเขา
แม้จะมีคนที่คิดจะแย่งชิงผลประโยชน์ในสักเส้นทางหนึ่ง ก็ไม่มี
ใครกล้ารับสินค้าราคาถูกเหล่านั้นแล้ว
เจิ้งหรูเชียนยิ่งคิดก็ยิ่งกระจ่าง ราวกับเมฆหมอกสลายไปเผยให้
เห็นท้องฟ้าอันสดใส “ยอดเยี่ยมมาก! เจ้าห้า เจ้าพูดถูกแล้ว แทนที่
ข้าจะคอยหวาดกลัวว่าจะมีคนมาแย่งการค้า สู้สร้างเส้นทางขนส่งทั่ว
ทั้งราชวงศ์ต้าอวี๋ให้เต็มไปด้วยคนและรถม้าของพี่รองเจ้าดีกว่า!”
เขาตื่นเต้นจนแทบทนไม่ไหว รีบวิ่งออกไปจะจ้างคนงาน
เจียงเซิงที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ กะพริบตาพึมพำ “ราคาน ้าแข็งแพง
มากเหลือเกิน ถ้าพวกเราสามารถทำน ้าแข็งเองได้ก็คงดี”
สิ่งนี้ก็นับเป็นอีกแนวคิดหนึ่ง
ที่แท้ยิ่งมีคนมากยิ่งมีพลังมากก็หมายความเช่นนี้เอง
เจิ้งหรูเชียนแทบจะร้องไห้ เขาหันกลับมากอดเจียงเซิงและจ่าง
เยี่ยน ขณะวิ่งไปก็ไม่ลืมจะขอบคุณพวกเขา “ถูกต้องที่สุด ถูกต้อง
ที่สุดเลย ข้าจะต้องเตรียมน ้าแข็งไว้ทั่วทุกที่ในราชวงศ์ต้าอวี๋ เพื่อกด
ราคาต้นทุนให้ต ่าที่สุด”
ทว่าเรื่องเหล่านี้พูดง่ายแต่ทำได้ยากนัก
เส้นทางของเจิ้งหรูเชียนถูกกำหนดให้ยากลำบาก แต่เมื่อทำ
สำเร็จได้อย่างยิ่งใหญ่แล้ว มันก็จะเป็นอีกหนึ่งภาพฝันอันยิ่งใหญ่อีก
แบบ
พริบตาเดียว การสอบสามวันแรกของสวี่โม่ก็สิ้นสุดลง
เจียงเซิงพาพวกพี่ชายมารอที่หน้าประตูสำนักสอบ ในอ้อมกอด
มีทั้งของกินและเครื่องดื่ม เวินจืออวิ่นก็ถือชามยาบำรุงมาด้วย พร้อม
จะให้พี่ใหญ่ที่อ่อนแรงดื่มเพื่อเสริมกำลัง
เมื่อประตูใหญ่ของสำนักสอบเปิดออก การสอบก็สิ้นสุดลงอย่าง
เป็นทางการ ผู้เข้าสอบทุกวัยต่างทยอยเดินออกมา
พวกเขาบ้างก็ห่อเหี่ยว บ้างก็เหม่อลอย บ้างก็เดินหลังค่อม บ้างก็
ซีดเซียว เห็นได้ชัดว่าสามวันที่ผ่านมานี้ดูท่าจะไม่ค่อยราบรื่นนัก
สวี่โม่ก็เดินออกมาท่ามกลางฝูงชนอย่างสงบในเวลานั้น
เขาอายุสิบสี่ปี หน้าตางดงามหมดจด รูปร่างสง่าผ่าเผย สวมเสื้อ
คลุมสีเขียว ดวงตาสงบนิ่ง ดูโดดเด่นท่ามกลางหมู่ผู้เข้าสอบอย่าง
โดดเด่น
แม้ว่าเขาจะสะพายตะกร้าที่มีทั้งกระโถนและมันก็หนักอึ้ง
แต่เขาก็ดูแตกต่างจากคนอื่นได้อย่างชัดเจน
เจียงเซิงยินดีต้อนรับเขากลับมาอย่างมีความสุข โบกมือไว ๆ
อย่างกระตือรือร้นและคิดจะวิ่งเข้าไปกอดสวี่โม่ แต่กลับถูกเจิ้งหรู
เชียนดึงไว้
“ระวังหน่อย เจ้าอย่าไปชนเขากระโถนล้มเชียว มิเช่นนั้นบารมี
ของพี่ใหญ่คงจะรักษาไว้ไม่ได้แล้ว”
แม้คุณชายรองเจิ้งจะพึมพำเสียงเบา แต่สวี่โม่ก็ยังหันไปมอง
น้องชายที่ค่อย ๆ ฟื้นฟูร่างกายจนแข็งแรง แล้วเลิกคิ้วขึ้น
“หืม?”