พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 169 เงินเก็บของครอบครัว
เสียงของสวี่โม่ไม่ได้ดังมาก ทั้งยังไม่มีน ้าเสียงดุดันแต่อย่างใด
แต่เจิ้งหรูเชียนกลับตกใจจนต้องหดคอ พลางดึงเจียงเซิงมาบัง
หน้าตัวเองแล้วไปหลบด้านหลัง
เจียงเซิงทำสีหน้ารังเกียจ
เมื่อหันกลับมา นางก็มองสวี่โม่ด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความรัก “พี่
ใหญ่ สามวันที่ผ่านมาท่านคงลำบากมาก ท่านหิวหรือไม่ ป้าจางทำ
ขาหมูตุ๋นไว้หม้อใหญ่ รอพี่ใหญ่กลับไปกินอยู่นะเจ้าคะ”
นางยื่นมือออกมาคิดจะดึงพี่ชาย แต่สวี่โม่กลับถอยหลังไปพลาง
โบกมือให้น้องสาว แล้วหมุนตัวไปเทกระโถนที่สำนักสอบ ก่อนจะเดิน
กลับมา
เหล่าพี่น้องขึ้นรถม้ากลับไปยังเรือนดอกไม้ หลังพักผ่อนเพียง
คืนเดียวก็ต้องเตรียมตัวสู้ศึกในอีกสามวันต่อไป
แต่ก่อนหน้านั้น มีเรื่องหนึ่งที่ต้องจัดการให้เรียบร้อยเสียก่อน
ยามดึก
สวี่โม่มาหาท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อตามลำพัง
หลังเคาะประตูและถูกพานำเข้าไปพบแล้ว เด็กหนุ่มสูงสง่าก็ยืน
นิ่งอยู่ต่อหน้าท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อที่สวมเสื้อคลุมชุดบาง ก่อนจะค้อม
กายคำนับ “คารวะท่านผู้ว่าการ ข้ามาขอบคุณที่ท่านช่วยแก้ไข
สถานการณ์ให้ที่หน้าสำนักสอบเมื่อสามวันก่อนขอรับ”
เฮ่อเฉิงจางมองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ในดวงตาฉายแวว
ขบขัน “เจ้าไม่ต้องมากพิธีหรอก ข้าไม่ได้จงใจช่วยเจ้า ผู้เข้าสอบคน
ใดประสบเหตุย่อมต้องให้ความสำคัญกับการสอบเป็นอันดับแรก”
การสอบจวี่เหรินจัดขึ้นทุก ๆ สามปี หากพลาดโอกาสในปีนี้ไปก็
ต้องรออีกสามปีข้างหน้า
สิ่งล ้าค่าที่สุดคือเวลา เจี้ยหยวนวัยสิบสี่กับเจี้ยหยวนวัยสิบเจ็ด
นั้นแตกต่างกันมาก
สวี่โม่ค้อมกายคำนับอีกครั้ง “ข้ามาพบท่านยามดึกเช่นนี้ แค่
เพียงอยากถามใต้เท้าว่า ซุนเฉวียนจูได้รับคำสั่งจากผู้ใดมาและเขามี
จุดประสงค์อะไร?”
แม้ในใจจะคาดเดาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจยืนยันตัวการที่อยู่
เบื้องหลังได้
สวี่โม่ครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วจึงตัดสินใจมาพบท่านผู้ว่าการเขต
เฮ่อเพื่อสอบถามด้วยตนเอง
การตัดสินใจครั้งนี้กล้าหาญนัก พาให้เฮ่อเฉิงจางชื่นชมเขามาก
ขึ้น
เขาคิดครู่หนึ่งแล้วนิ้วเคาะกับเก้าอี้ไม้ซ ้าไปซ ้ามา สุดท้ายจึงลุก
ขึ้นยืนเอามือไพล่หลังแล้วกล่าวเสียงเบา “เป็นตระกูลฟาง”
จริงดังคาด
แม้หวังอวี้เหยาจะเกลียดชังพวกเขาพี่น้องเพราะฟางเหิง แต่ก็
ไม่ได้เจ้าเล่ห์ถึงเพียงนั้น ถึงขั้นจะวางแผนทุกอย่างก่อนจากไป
เหตุการณ์หน้าสำนักสอบต้องเป็นฝีมือของคนตระกูลฟางที่สั่งการ
ตระกูลซุนอย่างแน่นอน
เพียงแต่ผู้ที่มาจากเมืองหลวงของตระกูลฟางได้ยื่นมือเข้ามา
ช่วยเหลือ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง
สวี่โม่รู้สึกหวาดกลัวในใจ ความคิดต่าง ๆ นานาผุดขึ้นในสมอง
แต่ก็ไม่อาจรู้คำตอบได้
หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงโค้งคำนับกล่าวขอบคุณ
“ขอบคุณท่านผู้ว่าการเขต ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”
เฮ่อเฉิงจางมองเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่วางตา ยกมือตบไหล่เขาเบา ๆ
“ดึกมากแล้ว กลับไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องไปที่สำนักสอบอีก”
สวี่โม่พยักหน้าแล้วหมุนตัวกล่าวลา
เมื่อออกจากประตูใหญ่ของจวนผู้ว่าการ ด้านนอกก็มีเด็กน้อยสี่
คนเรียงแถวกันอยู่ พวกเขากำลังเฝ้ารถม้าอยู่อย่างง่วงงุน
แต่พอได้ยินเสียงประตูเปิดออก พวกเขาก็ตื่นตัวขึ้นมา แล้วพา
กันวิ่งเข้ามาถามอย่างกระตือรือร้น “พี่ใหญ่ สรุปแล้วตัวการเป็นใคร
กันแน่”
“ท่านผู้ว่าการเขตบอกว่าอย่างไรบ้าง เป็นตระกูลฟางใช่หรือไม่”
สวี่โม่อดขำไม่ได้ แต่เดิมเขาตั้งใจมาพบท่านผู้ว่าการเขตคน
เดียว แต่น้องชายน้องสาวกลับไม่วางใจจึงพากันร้องขอจะตามมา
ด้วย
หากแค่ตามมาด้วยก็ช่างเถอะ แต่เพราะพวกเขาไม่อยากพบ
ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อ จึงนั่งยอง ๆ รออยู่หน้าประตูเพื่อจะได้รู้ข่าวเป็น
คนแรกเท่านั้น
สวี่โม่เม้มปากเล็กน้อย แต่ในที่สุดก็พูดความจริงออกมา “เป็น
ตระกูลฟาง”
“ข้านึกอยู่แล้ว!” เจิ้งหรูเชียนตวาดด้วยความโมโห “สุนัขที่ไม่
เคยเลิกกินของเก่า แม้เจ้าสามจะจากไปแล้วก็ยังไม่ปล่อยพวกเราไป
คงกลัวว่าพวกเราจะมีชีวิตที่ดีกระมัง”
“พวกเขายังแกล้งทำเป็นคนดี มาสอบถามพวกเราว่าต้องการ
ความช่วยเหลือหรือไม่” เจียงเซิงโกรธจนยกมือเท้าสะเอว “โจร
ตะโกนว่าจับโจร สุนัขกินของเก่าแล้วด่าว่าของเก่าเหม็น!*[1]”
ช่างเป็นการอุปมาอุปไมยที่แปลกจริง ๆ
เจิ้งหรูเชียนกับเวินจืออวิ่นต่างหัวเราะขำ ยื่นมือไปดึงผมเปียของ
เจียงเซิง
มีเพียงจ่างเยี่ยนที่ยังจำได้ว่าต้องปลอบใจพี่ใหญ่ด้วย “มี
ท่านผู้ว่าการเขตอยู่ เขตอันสุ่ยก็ย่อมสงบสุข”
ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเป็นศัตรูกับท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อ ภายหลัง
พบว่าเป็นเพียงจุดยืนของพวกเขาต่างกัน แต่หัวใจที่รักและคิด
ปกป้องประชาชนนั้นเหมือนกัน
เหมือนกับเหตุการณ์ที่หน้าประตูสำนักสอบ ท่านผู้ว่าการเขต
เฮ่อที่สามารถเมินเฉยต่อสวี่โม่ได้ แต่ก็ยังเลือกที่จะยืนหยัดเข้าช่วย
การมีเขาอยู่ เขตอันสุ่ยย่อมสงบสุข ประชาชนก็สามารถ
ดำรงชีวิตอย่างสงบสุขต่อไปได้
ดวงตาของสวี่โม่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง เขานึกถึงท่านผู้ว่าการ
เขตคนก่อน นึกถึงนายอำเภอผัง นึกถึงบิดา นึกถึงขุนนางผู้ซื่อสัตย์
ที่ยอมเสียสละทุกสิ่งเพื่อประชาชน
การมีพวกเขานับพันนับหมื่นคนเช่นนี้ ราชวงศ์ต้าอวี๋จึงสามารถ
เจริญรุ่งเรืองและมั่นคงแข็งแกร่ง สามารถมีความยุติธรรมและ
เที่ยงตรงได้
อีกทั้งเป็นเพราะพวกเขาเหล่านี้ที่ทุ่มเทแรงกายค ้าจุนท้องฟ้าอัน
สดใส มอบความสุขสงบให้แก่ประชาชน
สวี่โม่ประสานมือ ยืนอยู่หน้าประตูจวน ค้อมกายคำนับอย่างนอบ
น้อม
หลังจากนั้นจึงพาพี่น้องทุกคนขึ้นรถม้ากลับเรือน
……
วันรุ่งขึ้น หน้าประตูสำนักสอบ
เพื่อป้องกันไม่ให้ตระกูลซุนมาก่อกวนอีก วันนี้พวกเด็ก ๆ จึงไม่
เพียงเปลี่ยนรถม้า แต่ยังเปลี่ยนคนขับเป็นจางฉีเฉวียนที่ไม่ค่อย
ปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนอีกด้วย
เมื่อรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในครั้งก่อน ท่านลุงจางถึงกับพับแขนเสื้อ
ขึ้นจนถึงข้อศอก พลางกัดฟันกรอดเอ่ยว่า “หากวันนี้เขายังกล้ามา
หาเรื่องอีก แล้วข้าไม่อาจสั่งสอนจนฟันในปากเขาให้หลุดออกมาจน
หมดได้ อย่าเรียกข้าว่าจางฉีเฉวียน!”
โชคดีที่จนกระทั่งสวี่โม่เข้าไปในสำนักสอบ ก็ไม่มีเรื่องวุ่นวาย
อะไรเกิดขึ้น
แม้แต่พ่อบ้านฟางคนนั้นก็ไม่ปรากฏตัวออกมา
พวกเด็ก ๆ ต่างพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วกลับไป
ยังโรงผลิตเพื่อทำงานของตน
ความจริงแล้วส่วนใหญ่เป็นเจิ้งหรูเชียนที่กำลังยุ่งอยู่
หลังจากรวบรวมความคิดเห็นของทุกคนและเข้าใจประเด็น
สำคัญทั้งหมดแล้ว เขาก็เริ่มจ้างงานคนอย่างเต็มที่ ทั้งยังซื้อบ้านและ
ขุดห้องใต้ดิน
เขตอันสุ่ยเข้าสู่เดือนสี่แล้ว ไม่อาจทำน ้าแข็งได้อีกต่อไป แต่
สามารถซื้อน ้าแข็งในราคาช่วงที่ถูกทำเก็บไว้ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงเรื่อง
ราคาน ้าแข็งที่พุ่งสูงในช่วงฤดูร้อน
ช่วงเวลานั้น เจิ้งหรูเชียนเกลี้ยกล่อมเจียงเซิงให้คำนวณเงินเก็บ
ทั้งหมดที่มีอยู่ในบ้าน
เจียงเซิงมีสีหน้าระแวง ในความทรงจำของนาง ทุกครั้งที่คำนวณ
เงินเก็บในบ้าน เขามักจะใช้มันจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือ
“เจียงเซิงน้อย เจ้าช่วยคำนวณหน่อยเถอะ พวกเราไม่อาจใช้
จ่ายสะเปะสะปะได้นะ พวกเราต้องรู้ว่าในบ้านมีเงินเท่าไหร่ด้วย” เจิ้ง
หรูเชียนปลอบน้องสาว ขณะที่ในใจกำลังคำนวณเงินที่ต้องใช้ในการ
จ้างคน ซื้อบ้านและน ้าแข็ง
แล้วก็ยังมีเงินสำหรับขุดห้องใต้ดินด้วย
เจียงเซิงแสดงสีหน้าไม่เต็มใจ พลางเทถุงเงินของนางออกมา
ทั้งหมด
โรงผลิตทำกำไรประมาณปีละหนึ่งร้อยตำลึง เงินปีของพี่สามมี
หนึ่งพันตำลึง พี่รองวิ่งขายเป็ดย่างรอบนี้ได้กำไรกว่าหนึ่งร้อยตำลึง
ผังต้าซานกับวังเสี่ยวซงขนส่งผักหนึ่งปีสามารถทำเงินได้ประมาณ
หนึ่งร้อยตำลึง พี่ใหญ่ทำงานเป็นที่ปรึกษาได้เงินหนึ่งร้อยตำลึง พี่สี่
เปิดสำนักแพทย์ลงทุนไปกว่าห้าสิบตำลึง
ยังมีอีกห้าร้อยตำลึงที่พี่ชายฝูเฟิงมอบให้พี่สามก่อนออกเดินทาง
ทั้งหมดยังอยู่ในมือเจียงเซิง
รวมกับเงินที่เก็บออมไว้ก่อนหน้านี้ รวมทั้งหมดสองพันตำลึง
นี่เป็นตัวเลขที่เมื่อก่อนนางไม่กล้าแม้แต่จะคิดฝัน หากประหยัดก็
อาจจะพอใช้จ่ายไปได้ตลอดชีวิต
หลังกำตั๋วเงินและเงินทั้งหมดไว้ในมือแล้ว เจียงเซิงถึงกับรู้สึก
งุนงงราวกับตกอยู่ในห้วงความฝัน
ทันใดนั้น เจิ้งหรูเชียนก็ยื่นมือมาคว้าไป ยิ้มแยกเขี้ยวพลางนับดู
“ดีมาก ๆ เงินจำนวนนี้น่าจะพอแล้ว”
มือเจียงเซิงว่างเปล่าในพริบตา
เพียงสายลมพัดผ่าน เงินในมือนางก็ไม่เหลือแล้ว
นางขมวดคิ้วมุ่น เม้มปากน้อย ๆ อดทนอดกลั้นอยู่หลายครั้ง แต่
สุดท้ายก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป พลันร้องไห้โฮออกมาด้วยความปวดใจ
[1] โจรตะโกนว่าจับโจร สุนัขกินของเก่าแล้วด่าว่าของเก่าเหม็น
: บุคคลหนึ่งทำผิดพลาดหรือกระทำการไม่ดี แต่กลับพยายาม
กล่าวหาผู้อื่นว่าเป็นคนทำ