พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 170 เส้นทางการเป็นทหารของพี่สาม
หลังส่งพี่ใหญ่เข้าสำนักสอบไป เด็ก ๆ ในเรือนดอกไม้ก็ยังไม่ได้
ออกไปไหน
เวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนได้ยินเสียง จึงรีบวางของในมือแล้ววิ่งมา
ดู
ป้าจางและป้าซุ่ยก็รีบตามมาด้วยความกังวล
แม้ว่าฟางเหิงจะชอบล้อเจียงเซิงว่า “เด็กขี้แย” แต่ความจริงแล้ว
นางมีนิสัยเข้มแข็งอดทน หลายครั้งที่นางพยายามไม่ร้องไห้ หาก
เจียงเซิงร้องไห้ออกมา แสดงว่าต้องเกิดเรื่องร้ายแรงแน่นอน
ทุกคนรีบร้อนวิ่งมาจนรองเท้าแทบหลุด
ก่อนจะเห็นเจิ้งหรูเชียนอ้าปากกว้าง ในมือถือตั๋วเงินมากมาย ซ ้า
ยังมีเจียงเซิงที่กำลังร้องไห้โฮ เสียงนางร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกเกิน
กว่าทุกครั้ง ถึงขนาดทำให้คนฟังน ้าตาซึม
“มีอะไร เกิดอะไรขึ้นหรือ” จางเซียงเหลียนรีบเข้ามาถามด้วย
ความเป็นห่วง พลางดึงเจียงเซิงเข้ามากอด “หรูเชียน น้องสาวเจ้า
ร้องไห้ทำไม”
เจิ้งหรูเชียนหุบปาก ในใจก็เต็มไปด้วยความสงสัย
คงไม่ใช่ว่าเป็นเขาที่ทำให้นางร้องไห้กระมัง?
จ่างเยี่ยนจ้องมองตั๋วเงินในมือของเจิ้งหรูเชียนด้วยสายตาเฉียบ
คม “พี่รอง เงินพวกนั้นมาจากไหน?”
“เจียงเซิงให้ข้ามา” เจิ้งหรูเชียนเกาศีรษะงุนงง “แล้วนางก็ร้องไห้
ข้าไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน”
เวินจืออวิ่นขยับปาก เอ่ยกระซิบเบา ๆ “พี่รอง ท่านแน่ใจหรือว่า
เจียงเซิงเป็นคนให้?”
เจิ้งหรูเชียนเงียบไป
เขานึกขึ้นได้ว่าเหมือนตนเองจะเป็นคนฉวยแย่งมา ตอนนั้นใน
หัวเขามีแต่เรื่องซื้อบ้าน ขุดห้องใต้ดินและจ้างคนงาน จึงเผลอคว้าตั๋ว
เงินมาโดยไม่รู้ตัว
จ่างเยี่ยนและเวินจืออวิ่นเข้าใจสถานการณ์แล้ว พวกเขาจึงยัก
ไหล่ให้กันอย่างช่วยไม่ได้
หมายความว่า ใครทำให้ร้องก็ต้องปลอบกันเอง
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นเต่า ร่างกายหนักอึ้งราว
กับแบกกระดองเอาไว้ เขาทำหน้าหนาเดินเข้าไปหาเจียงเซิง แล้วยัด
ตั๋วเงินคืนใส่มือนาง “น้องรัก พี่รองรู้แล้วว่าทำผิด พี่รองจะไม่แย่งเงิน
เจ้าอีก พี่รองคืนเงินให้เจ้า คืนให้ทั้งหมดเลย”
เสียงร้องไห้ของเจียงเซิงหยุดชะงักไปชั่วครู่ แต่น ้าตายังไม่หยุด
ไหล
เจิ้งหรูเชียนจำต้องปลอบนางต่อไป “พี่รองไม่ซื้อบ้านแล้ว ไม่ขุด
ห้องใต้ดินด้วย จะไม่จ้างคนงานอีก เงินทั้งหมดนี้จะมอบให้เจียงเซิง
ให้เจ้าทั้งหมด ดีหรือไม่”
ป้าจางก็ช่วยเช็ดน ้าตานาง “เจียงเซิงน้อย เด็กดีเจ้าอย่าร้องไห้
ข้าจะช่วยตีก้นหรูเชียนให้ พวกเราจะสั่งสอนเขาเอง”
นางปลอบเจียงเซิงเหมือนตอนที่เด็ก ๆ ในบ้านชนโต๊ะจนล้ม แล้ว
ผู้ใหญ่ก็จะอุ้มเด็กไว้ พลางทุบตีโต๊ะไปพลางปลอบใจเด็กไปพลาง
แต่เจียงเซิงไม่ได้ร้องไห้เพราะเรื่องนี้
นางพยายามเงยหน้าขึ้น สูดลมหายใจสองครั้ง จึงหยุดร้องไห้ได้
อย่างยากเย็น
เจียงเซิงมองพี่รองที่เอามือปิดก้นไว้ แล้วมองป้าจางที่มีสีหน้ารัก
ใคร่ นางสะอื้นพลางกล่าว “ข้าไม่ได้ไม่ให้เงินพี่รอง แต่เงินเหล่านี้
ส่วนใหญ่เป็นของพี่สาม ต้องเก็บไว้ให้เขาแต่งงาน จะเอาไปใช้ไม่ได้”
ถ้าเป็นยามปกตินางคงไม่คิดอะไร แต่ตอนนี้ฟางเหิงยังต้องอยู่
ชายแดนโดยไม่รู้ชะตากรรมด้วยซ ้า
เจียงเซิงไม่กล้าและไม่อยากแตะต้องเงินของพี่สามจริง ๆ
อีกทั้งพอนึกถึงพี่สามขึ้นมา น ้าตาของเด็กหญิงตัวน้อยก็ร่วง
กราวลงมาราวกับสร้อยไข่มุกที่ขาดสาย
นางพูดพลางสะอื้น เจิ้งหรูเชียนที่อยู่ตรงข้ามก็มีสีหน้าดูดีขึ้น
ทีเดียว
เขารู้สึกดีใจเล็กน้อยที่น้องสาวไม่ได้นึกเสียดายที่จะให้เงินเขา
แต่ก็แอบรู้สึกปวดใจ เพราะเขาทำงานอย่างหนักมาหลายปี แต่
ยังสู้เงินปีของเจ้าสามไม่ได้
เจิ้งหรูเชียนถอนหายใจ รู้สึกเสียใจอีกครั้งที่ตนเองไม่ได้เกิดมา
ในตระกูลสูงศักดิ์
“เอาล่ะ ๆ เจียงเซิงอย่าร้องไห้เลย อาเหิงก็คงไม่อยากให้เจ้า
ร้องไห้หรอก” ภายใต้คำปลอบโยนอันอ่อนโยนของป้าจาง น ้าตาของ
เจียงเซิงจึงหยุดไหลในที่สุด
นางมองเงินสองพันตำลึงในมือด้วยดวงตาเปี่ยมหยาดน ้า หยิบ
เงินไปหนึ่งพันห้าร้อยตำลึง ที่เหลืออีกห้าร้อยตำลึงไม่เพียงพอจะทำ
อะไรได้
ในที่สุด นางก็ยัดเงินกลับใส่มือของเจิ้งหรูเชียน
“พี่รอง ท่านใช้เงินของพี่สามแล้ว ภายหลังเมื่อหาเงินได้ก็ต้องใช้
คืนให้เขานะ” เด็กหญิงพูดเบา ๆ “ข้าไม่ควรร้องไห้จนทำให้พี่รอง
ตกใจ ข้าแค่…คิดถึงพี่สามนิดหน่อย”
ดวงตาของเจิ้งหรูเชียนชื้นขึ้น เขายื่นมือตบไหล่นางแผ่วเบา
ความรู้สึกรับผิดชอบในใจยิ่งเข้มข้นขึ้น “เจ้าวางใจได้ พี่รองไม่เพียง
จะคืนเงินหนึ่งพันห้าร้อยตำลึงให้เจ้าสาม แต่จะคืนให้เขาอีกหลายเท่า
ให้เขาได้แต่งภรรยาอย่างที่เขาต้องการ”
เจียงเซิงหัวเราะทั้งน ้าตา
ทั่วทั้งเรือนดอกไม้เปลี่ยนจากความหม่นหมองเป็นความสดใส
ราวกับเมฆหมอกสลายเปิดเผยท้องฟ้าสีครามแจ่มใส
ฟางเหิงซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปพันลี้คล้ายจะรู้สึกบางอย่าง เขาล้วง
กระจกป้องใจที่อยู่ตรงอกออกมาดู แล้วเก็บกลับเข้าไปอีกครั้ง
“คุณชาย เกิดอะไรขึ้นหรือ?” เจียงอีเข้ามาถามใกล้ ๆ
ฟางเหิงส่ายหน้า “ข้าบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกข้าว่าคุณชาย”
ทุกคนเดินทางจากเขตอันสุ่ยมาถึงชายแดนทางเหนือ เข้า
ร่วมกับกองทัพในฐานะ ‘เด็กเร่ร่อน’ ตอนนี้เด็กทั้งหมดอยู่ในหน่วยที่
สอง กองกำลังย่อยที่ห้าของกองพันที่แปดประจำชายแดนเหนือ
ในหน่วยมีคนไม่มาก มีเพียงยี่สิบกว่าคน มักถูกส่งออกไปปฏิบัติ
ภารกิจเล็ก ๆ น้อย ๆ
เช่น ตัดฟืน ล่าสัตว์ป่า หรือหาแหล่งน ้าสะอาด
เมื่อเวลาผ่านไปก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่บางคนจะเริ่มบ่น “พวกเรามา
เป็นทหารก็เพื่อสู้รบกับพวกต๋าลู่ ทำไมถึงต้องมาทำงานเล็กน้อย
เช่นนี้ด้วย”
แต่ฟางเหิงเพียงก้มหน้าทำงานต่อไปโดยไม่เคยถามหาเหตุผล
และไม่เคยบ่น
บรรดาผู้ติดตามทั้งหกเห็นเขาเป็นเช่นนั้นจึงปิดปากเงียบและทำ
ตาม
วันนี้เป็นครั้งที่ยี่สิบแล้วที่หัวหน้ากองกำลังย่อยที่ห้าออกคำสั่ง ให้
คนไปตักน ้าสะอาดกลับมาหนึ่งร้อยกระบอก
ในกองทัพเริ่มมีเสียงบ่นอีกครั้ง รู้สึกว่าหัวหน้ากองกำลังใช้มีด
เชือดวัวมาฆ่าไก่ คิดว่าหัวหน้าใช้คนผิดที่ผิดทาง ทำให้ความใฝ่ฝัน
ของพวกเขายากจะเป็นจริง
บางคนถึงกับเกียจคร้าน คิดว่าหัวหน้าสั่งแค่ให้ตักน ้ามาหนึ่งร้อย
กระบอกแต่ไม่ได้ระบุเวลา จึงค่อย ๆ ตักก็ได้ เพราะเห็นว่าเป็นเพียง
เรื่องเล็กน้อยไม่ได้สำคัญอะไร
มีเพียงฟางเหิงที่พาผู้ติดตามหกคน รวมทั้งเด็กหนุ่มอีกสองคน
อายุสิบหกสิบเจ็ดปี ปีนข้ามภูเขาสูง เดินผ่านป่าเขา จนกระทั่งมาถึง
ลำธารที่มีน ้าใสสะอาด
พวกเขาล้วงถุงน ้าออกมาจากอก เทน ้าสะอาดใส่กระบอกจนเต็ม
แล้วปิดจุกให้แน่น โยนใส่ตะกร้าบนหลังม้า
คนเก้าคน ตักน ้าคนละสิบกว่ากระบอก แม้จะเหนื่อยอยู่บ้างแต่ก็
ทำภารกิจสำเร็จ
ในขณะนั้นเอง ฟางเหิงรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจ ราวกับมีคนกำลัง
ร้องไห้
คงจะเป็นน้องสาวของเขากระมัง มีเพียงเด็กขี้แยคนนี้เท่านั้นที่แม้
จิตใจจะเข้มแข็ง แต่ก็ยังเป็นเด็กหญิงคนหนึ่ง เวลาเสียใจหรือกังวลก็
ยังคงหลั่งน ้าตาออกมา
น่าเสียดายที่พวกเขาอยู่ห่างไกลกันนับพันลี้ กระทั่งจะเช็ดน ้าตา
ให้นางเขาก็ยังทำไม่ได้
ฟางเหิงถอนหายใจ
เขาหันกลับไปขึ้นม้า แล้วนำน ้าหนึ่งร้อยกระบอกกลับไปยังค่าย
พัก
แต่กลับพบว่าค่ายพักเงียบผิดปกติ
ฟางเหิงตื่นตัวขึ้นมาทันที พร้อมกับบรรดาคนรับใช้ทั้งหกคนที่
ต่างตื่นตัวเต็มที่ มีเพียงเด็กหนุ่มอีกสองคนที่ยังคงงุนงงอยู่บ้าง พลาง
กอดกระบอกน ้าไว้แน่น
พวกเขาค่อย ๆ เข้าไปในค่ายพัก เจียงอีพาคนอีกห้าคนกระจาย
ตัวไปตามจุดต่าง ๆ หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วก็กลับมา
รายงาน “คุณ…ฟางเหิงไม่มีกับดักอะไรเลย”
“ไม่มีใครอยู่ที่นี่ด้วย” เจียงเอ้อร์พูดเสริม
เช่นนั้นแล้วคนที่เคยอยู่ในค่ายพักหายไปไหนกัน?
ฟางเหิงรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงวางกระบอกน ้าลงในตำแหน่ง
ที่หัวหน้ากองกำลังกำหนด
จู่ ๆ ก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้น ที่แท้ก็เป็นหัวหน้ากองกำลังย่อยที่ห้า
เขาสูงสง่า มีหนวดเคราครึ้ม คาดเดาอายุไม่ออก มีเพียงสองมือ
ที่มีน ้าหนักมาก ตอนเขาตบไหล่ของฟางเหิง หากเด็กหนุ่มไม่มีวร
ยุทธ์สักหน่อยคงถูกกดจนล้มไปแล้ว
เขาได้ยินเสียงของอีกฝ่ายดังกึกก้องราวกับสายฟ้าฟาด “เจ้าหนู
พวกเจ้าผ่านการทดสอบแล้ว นับจากนี้ไป พวกเจ้าจะได้เข้าร่วมกับ
กองกำลังย่อยที่ห้าอย่างเป็นทางการ”
ที่แท้เหตุการณ์ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงการทดสอบ
คนทั้งเก้าต่างพากันเข้าใจในทันที
ขณะเดียวกัน อีกฝ่ายยังชี้ไปทางฟางเหิง “ส่วนเจ้า จากนี้จงเป็น
หัวหน้าหน่วยของคนทั้งเก้านี้เสีย”