พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 171 เสน่ห์ของการเรียนรู้
เรื่องราวของเขตอันสุ่ย ดินแดนทางเหนือไม่อาจล่วงรู้ได้
เรื่องราวของดินแดนทางเหนือ เขตอันสุ่ยก็ไม่เคยได้ยิน
ยามนี้เจียงเซิงกำลังพาพวกพี่ชายมาเฝ้าอยู่หน้าประตูสำนักสอบ
รอบ ๆ มีครอบครัวของผู้เข้าสอบซึ่งต่างก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน พลางจ้อง
มองประตูใหญ่ของสำนักสอบด้วยสายตาตื่นเต้น
เวลาผ่านไปนาน ในที่สุดประตูไม้สองบานก็ค่อย ๆ เปิดออก
ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย มีผู้เข้าสอบคนหนึ่งอายุราว
สามสิบปีวิ่งออกมาจากสำนักสอบ เขาดูตื่นเต้นมาก พอออกมาได้ก็
หันกลับไปตะโกนสามครั้งราวกับต้องการจะระบายอารมณ์
ในกลุ่มคนที่กำลังรอคอย มีสตรีผู้หนึ่งวิ่งเข้าไปหาเขาด้วยความ
ดีใจ พอยืนได้มั่นคงก็ถูกผู้เข้าสอบคนนั้นโอบกอดและอุ้มหมุนตัวไป
สามรอบ
ฝ่ายหนึ่งร้องเรียก “ภรรยาข้า!”
อีกฝ่ายสะอื้นไห้ “ท่านพี่!”
ช่วงเวลานั้นไม่มีใครรู้สึกว่าพวกเขาทำตัวไม่เหมาะสมหรือคิดว่า
พวกเขาแสดงอาการตื่นเต้นจนเกินไป
พวกเขาทนทรมานเพื่อการสอบจวี่เหรินมาตั้งเก้าวัน นี่ถือเป็น
ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่และเป็นการอดทนอย่างแท้จริง
“การสอบครั้งนี้ทั่วทั้งเขตอันสุ่ยมีผู้มาเข้าสอบเกือบห้าร้อยคน
แต่ผู้ที่อดทนสอบจนจบมีเพียงสามร้อยกว่าคนเท่านั้น” เจิ้งหรูเชียนก
ระซิบข้างหูเจียงเซิง
ผู้เข้าสอบคนอื่น ๆ บ้างก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจนร่างกายอ่อนล้า
ไม่สามารถทนสอบได้ถึงเก้าวัน บ้างก็ทนสอบมาหลายวันจนกระทั่ง
เขียนต่อไม่ไหว จึงโยนพู่กันทิ้งด้วยความโกรธแค้นแล้วจากไป
แม้ว่าในบรรดาผู้เข้าสอบสามร้อยกว่าคนนี้ จะมีเพียงไม่กี่สิบคน
ที่มีความสามารถโดดเด่น แต่การที่พวกเขาสามารถทนผ่านการ
สอบจวี่เหรินที่ยาวนานถึงเก้าวันได้โดยที่หกวันไม่อาจล้มตัวนอนได้
ต้องทนนั่งหลับไปทั้งอย่างนั้นก็นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว
เจียงเซิงเม้มปากไม่พูดอะไร
เมื่อเทียบกับเจิ้งหรูเชียนและคนอื่นที่สนใจเรื่องความอดทน นาง
กลับสงสัยเกี่ยวกับบรรยากาศแปลก ๆ ที่ปรากฏรอบตัวคู่สามีภรรยา
คู่นี้มากกว่า
ราวกับมีบางสิ่งแปลกประหลาดแผ่ซ่านออกมาจากร่างของพวก
เขาและแพร่กระจายไปทั่ว
น่าเสียดายที่นางอายุยังน้อยและไม่มีใครเคยสอน นางจึงไม่รู้ว่า
สิ่งนี้เรียกว่าบรรยากาศแห่งความรัก
หลังจากผู้เข้าสอบอายุสามสิบปีออกมาก็มีผู้เข้าสอบอีกมาก
ทยอยออกมาจากสำนักสอบไม่ขาดสาย ท่าทางของคนส่วนใหญ่ดู
กระปรี้กระเปร่า แต่บางคนก็ห่อเหี่ยวและมีบางคนที่ถูกหามออกมา
หัวใจของเหล่าพี่น้องเริ่มเต้นระรัวขึ้นอีกครั้ง
การสอบติดต่อกันเก้าวันนี้ หกวันแรกก็ทำให้สวี่โม่ผ่ายผอมลง
ไปรอบหนึ่งแล้ว ยังได้ยินว่าสามวันสุดท้ายข้อสอบจะยากมาก กดดัน
จนผู้เข้าสอบหลายคนจนแทบอาเจียนเป็นเลือด ไม่รู้ว่าสวี่โม่จะทน
ความลำบากเช่นนั้นได้หรือไม่
โชคดีที่ตอนนั้น สวี่โม่ก็ถือตะกร้าสอบเดินออกมาสู่สายตาพวก
เขา
เขาผอมลงอีกรอบจริง ๆ แต่เนื่องจากเคยทำงานหนักมามากใน
วัดร้าง แม้ร่างกายจะผอมแห้งลงแต่ก็ยังแข็งแรงดี แตกต่างจากคนที่
ผอมเพราะความอ่อนแอ
เมื่อเห็นน้องชายน้องสาว สวี่โม่ก็ยิ้มมุมปากอย่างรวดเร็ว
แต่เจียงเซิงไม่ได้รีบร้อนวิ่งเข้าไปหา แต่กลับมองตะกร้าสอบสอง
สามครั้ง ราวกับกลัวว่าจะมีอะไรบางอย่างอยู่ในตะกร้าสอบ
สวี่โม่หัวเราะ “ไม่มีอะไรแล้ว ข้าเทออกหมดแล้ว”
สามวันแรกของการสอบ กระโถนใบเล็กมักจะเต็มเสมอ ผู้เข้า
สอบไม่สามารถออกจากสถานที่สอบได้ ดังนั้นก่อนการสอบจะสิ้นสุด
ลง เจ้าหน้าที่ของเขตอันสุ่ยจะช่วยเทกระโถนให้
แต่เพราะมีผู้เข้าสอบมากเกินไปและมีเจ้าหน้าที่จำนวนจำกัด
เมื่อการสอบสิ้นสุดลง ผู้เข้าสอบบางส่วนจึงไม่สามารถเทกระโถนได้
ทันเวลา พวกเขาจึงต้องนำไปเทเองที่กระโจมใหญ่
สวี่โม่โชคดีอยู่พอสมควร ก่อนการสอบครั้งนี้จะสิ้นสุด เจ้าหน้าที่
หยวนบังเอิญผ่านสถานที่สอบของเขา ด้วยมีความสัมพันธ์อันดีเขา
จึงใจดีช่วยเทกระโถนให้ซิ่วไฉสวี่ก่อนออกมา
“ดีจริง ๆ เท่านี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องกระโถนของพี่ใหญ่แล้ว” เจิ้งหรู
เชียนยิ้มกว้างอย่างโง่เขลา
เจียงเซิงจ้องมองเขาด้วยสายตาดุดัน เจิ้งหรูเชียนพลันเก็บ
รอยยิ้ม แล้วกล่าวเสียงจริงจังว่า “พี่ใหญ่ ข้าได้ซื้อเรือนพักที่หมู่บ้าน
เสี่ยวฟู่ไว้ ข้าขุดห้องใต้ดินและเก็บน ้าแข็งไว้มากมาย อีกทั้งยังจ้าง
คนงานมาไม่น้อย เพื่อทำหน้าที่ขนส่งสิ่งของมีค่าต่าง ๆ ในวันหน้า”
แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยตั๋วเงินสองพันตำลึง จนเหลือเงินอยู่แค่
แปดร้อยตำลึงเท่านั้น
“พี่ใหญ่ สำนักแพทย์เวินสร้างชื่อเสียงและเริ่มทำกำไรได้แล้วนะ
ขอรับ” เวินจืออวิ่นเอ่ยเบา ๆ พลางเม้มริมฝีปาก
จ่างเยี่ยนยักไหล่ “พี่ชายฝูเฟิงไปที่ภูเขาไท่ซาน ข้าจึงถูกไหว้
วานให้ช่วยดูแลกิจการของตระกูลหวัง”
แม้จะไม่ได้เงิน แต่ประโยชน์ที่ได้จากการจัดการดูแลตระกูล
ทั้งหมดนั้นยากจะประเมินค่าได้
แม้แต่เจียงเซิงก็ยังเอียงคอพูดว่า “พี่ใหญ่ ปลาตากแห้งกับหมู
รมควันของโรงผลิตขายไปหมดแล้ว แต่เพราะอากาศร้อนขึ้นจึงทำ
สินค้าได้ลดลง พวกท่านป้าเองก็กำลังเตรียมคิดจะผลิตสินค้าอย่าง
อื่นแล้วด้วย”
สวี่โม่พยักหน้าเบา ๆ ในขณะที่เขาทุ่มเทอยู่ในสำนักสอบ
น้องชายน้องสาวของเขาก็ไม่ได้ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า
พวกเขาทุกคนต่างพยายามก้าวไปข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นก้าวเล็ก
ๆ หรือก้าวที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะมีรายได้หรือผลกำไรหรือก็ตาม ขอเพียง
มีความก้าวหน้าเมื่อเทียบกับตนเองในอดีตก็แสดงว่าเวลาที่ทุ่มเท
เหล่านั้นไม่ได้สูญเปล่า
“ดี ดีมาก” สวี่โม่เงยหน้า มองไปทางทิศเหนือ “ข้าเชื่อว่าเจ้าสาม
ที่อยู่ชายแดนเหนือก็คงจะสบายดีแน่”
พวกเขาพี่น้องขึ้นรถม้า รีบกลับไปยังเรือนดอกไม้
การสอบจวี่เหรินแตกต่างจากการสอบถงเซิงหรือซิ่วไฉ
เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญ เป็นด่านสุดท้ายของการสอบในท้องถิ่นจึง
ได้รับความสนใจมาก ดังนั้นเวลาประกาศผลสอบจึงต้องใช้เวลานาน
กว่าปกติ
การประกาศผลสอบถงเซิงและซิ่วไฉใช้เวลาเพียงครึ่งเดือน ส่วน
การประกาศผลสอบจวี่เหรินต้องใช้เวลาเกินหนึ่งเดือน
หลังกลับมาที่เรือนดอกไม้
สวี่โม่ไม่ได้คิดปล่อยตัวหลังจากสอบจวี่เหรินเสร็จ แต่ยังคงศึกษา
ตำราต่ออีกสี่ห้าเล่มอย่างต่อเนื่อง กระทั่งหนังสือที่เคยอ่านตั้งแต่วัย
เด็กก็นำกลับมาอ่านใหม่อีกครั้ง
เขายังคงจริงจังเหมือนช่วงก่อนสอบ ความมุ่งมั่นในการศึกษา
เล่าเรียนไม่เคยลดลงเลยสักนิด
เจียงเซิงลากพี่รอง พี่สี่ และพี่ห้ามาแอบดูพี่ใหญ่อยู่ครู่ใหญ่ ก่อน
จะถอยออกไปอย่างเงียบ ๆ
สวี่โม่เคยพูดไว้ว่าการเรียนรู้ไม่มีจุดสิ้นสุด ต้องเรียนรู้ได้ตลอด
ชีวิต และได้แสดงให้เห็นถึงสิ่งนี้ด้วยการกระทำของตัวเอง เพื่อเป็น
แบบอย่างที่ดีให้กับน้องชายน้องสาว
เจิ้งหรูเชียนกำหมัดแน่น “ข้าจะไปจ้างคนงานมาเดี๋ยวนี้ เพื่อเปิด
เส้นทางจากเขตอันสุ่ยไปถึงเขตตันหยางก่อนพี่ใหญ่จะประกาศผล
สอบให้ได้”
เวินจืออวิ่นหยิบกล่องยาใบเล็กขึ้นมา กล่าวอย่างจริงจัง “ข้าก็
ต้องกลับไปอำเภอเซี่ยหยางสักหน่อย เร็ว ๆ นี้ข้าพบปัญหาบางอย่าง
ตอนจับชีพจรคนไข้ ข้าต้องไปขอคำแนะนำจากท่านหมออู๋”
จ่างเยี่ยนยักไหล่อีกหน “ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปจัดการเรื่องตระกูล
หวังให้เรียบร้อยก่อนที่พี่ชายฝูเฟิงจะกลับมา”
เรือนดอกไม้ที่เมื่อครู่ยังคงคึกคักก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
เจียงเซิงยืนอยู่ในลานบ้าน รู้สึกไม่คุ้นชินอย่างบอกไม่ถูก
นางไม่ชอบอ่านหนังสือและพอใจกับการดูแลโรงผลิต แต่ความ
พยายามของเหล่าพี่ชายทำให้นางรู้สึกละอายใจนัก หลังจากลังเลอยู่
ครู่หนึ่ง นางก็กลับเข้าห้องไปหยิบหนังสือที่พี่ใหญ่ให้มาแล้วเริ่มตั้งใจ
อ่าน
ตกเย็น
ป้าจางทำบะหมี่น ้าแกงไก่ให้พวกเด็ก ๆ พอเห็นพวกเขาทานกัน
อย่างเอร็ดอร่อยเหมือนลูกหมูตัวน้อย นางก็ยิ้มมีความสุข “น ้าแกงไก่
นี้ใช้แม่ไก่เคี่ยวในหม้อนานครึ่งวันจนกระดูกและเนื้อนุ่ม เคี่ยวกระทั่ง
ได้น ้าแกงเข้มข้น แล้วใช้แป้งกับไข่นวดเป็นเส้นบะหมี่ ต้มจนได้เส้น
บะหมี่ที่เหนียวนุ่มและหอมกรุ่น เป็นอย่างไร รสชาติถูกปากหรือไม่?”
หากเป็นยามปกติ เจียงเซิงคงพยักหน้าพลางกลืนอาหารเข้า
ปากไปแล้ว
แต่วันนี้นางนึกถึงบะหมี่ต้มน ้าเปล่าที่อ่านเจอในหนังสือ จึงพึมพำ
เบา ๆ “บะหมี่ที่ท่านป้าทำอร่อยมาก แต่ข้าเห็นในหนังสือวันนี้บอกว่า
บะหมี่ต้มน ้าเปล่าก็ทำให้คนติดใจได้ ไม่รู้ว่ามันจะมีรสชาติวิเศษ
อย่างไร”
จางเซียงเหลียนชะงัก รู้สึกไม่ยอมแพ้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“บะหมี่ต้มน ้าเปล่าจะอร่อยได้อย่างไร?”
เจียงเซิงเกาศีรษะ พยายามนึกถึงคำอธิบายในหนังสือ “ใน
หนังสือบอกว่า ต้องหมักไก่ไว้หนึ่งวัน แล้วตากให้แห้ง สุดท้ายให้บด
เป็นผงผสมลงในแป้ง แม้จะต้มด้วยน ้าเปล่าก็ยังมีรสชาติที่อร่อยมาก”
จะทำให้เนื้อไก่แห้งจนบดเป็นผงแล้วนำไปผสมกับแป้งได้
อย่างไร?