พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 172 การประกาศผลสอบ
เจียงเซิงถึงกับสงสัยว่าคนสมัยอาจก่อนบันทึกเรื่องไร้สาระไว้
ไม่คิดว่าจางเซียงเหลียนจะเป็นคนดื้อรั้น นางพับแขนเสื้อขึ้นแล้ว
พูดอย่างหนักแน่นว่า “เช่นนั้น ข้าจะลองดู!”
อุณหภูมิค่อย ๆ ร้อนขึ้น สินค้าเนื้อหมักของเรือนดอกไม้ทยอย
ลดลง พอถึงเดือนเจ็ดเดือนแปดก็ต้องขายสินค้าที่เก็บไว้ช่วงฤดู
หนาวไปจนเกือบหมดแล้ว นางจึงไม่มีอะไรให้ทำมากนัก
การทำอาหารให้พวกเด็ก ๆ กลายเป็นสิ่งที่จางเซียงเหลียนชื่น
ชอบที่สุด
เมื่อเจียงเซิงคิดสงสัย นางจึงลงมือลองทำดู ถึงขนาดยอมใช้เงิน
ส่วนตัวซื้อไก่ตัวเล็กมาตั้งสิบตัว
การเชือดไก่นั้นไม่ลำบาก การทำความสะอาดไก่ก็ง่ายดาย แต่
ตอนหมักเนื้อไก่ จางเซียงเหลียนกลับประสบปัญหา เจียงเซิงบอก
นางเพียงว่าให้หมักไก่ทิ้งไว้หนึ่งวัน แต่ไม่ได้บอกว่าใช้อะไรหมัก
โชคดีที่เจียงเซิงอ่านหนังสือเล่มนั้นอีกรอบเมื่อคืน ตอนนี้จึง
กล่าวอย่างมั่นใจว่า “ในหนังสือบอกว่า ต้องนำเครื่องเทศพร้อมกับ
เกลือคั่วให้หอมก่อน”
น่าเสียดายที่หนังสือแค่อธิบายอย่างคร่าว ๆ มันไม่ใช่ตำรา
อาหารจึงไม่ได้บอกว่าใช้เครื่องเทศอะไรบ้าง
จางเซียงเหลียนจึงนำเครื่องเทศที่ใช้หมักหมูรมควันใส่เข้าไป
ทั้งหมด ลงมือคั่วเกลือให้หอมแล้วทาให้ทั่วบนไก่ทั้งสิบตัว
หลังจากหมักทิ้งไว้หนึ่งวันก็นำเกลือที่หมักออกให้สะอาด แล้ว
นำไปตากไว้ข้าง ๆ หมูรมควันและไส้กรอกรมควัน
ประมาณสิบวัน ผิวของไก่ก็แห้งดีแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอต่อการ
บดเป็นผง
แต่เพราะสภาพอากาศที่ร้อน หากยังตากต่อไปไก่ก็จะเน่าเสียได้
จางเซียงเหลียนจำใจต้องใช้วิธีอบ หลังจากอบไก่จนแห้งกรอบ
ไปสองตัว ในที่สุดก็อบไก่ทั้งแปดตัวจนกรอบ แล้วใช้โม่บดให้เป็นผง
ละเอียด จากนั้นนำไปผสมกับแป้ง
ตอนต้มบะหมี่ก็ใช้แค่น ้าต้มจริง ๆ แต่เส้นบะหมี่ที่ผสมกับผงไก่จะ
ไม่มีกลิ่นหอมกรุ่นได้อย่างไร
เจียงเซิงมองชามบะหมี่ต้มน ้าเปล่าที่ตนเป็นคนเสนอและป้าจาง
พยายามทำออกมา ตอนนี้มันถูกยกมาวางไว้อยู่กลางโต๊ะ รอให้เด็ก
ๆ ทั้งห้าคนได้ลิ้มลอง
“นะ นี่คือบะหมี่ต้มน ้าเปล่าในตำนานที่ทำให้คนติดใจจนหยุดกิน
ไม่ได้ใช่หรือไม่” เจียงเซิงเดินวนรอบชามบะหมี่ด้วยความสงสัย
ในช่วงหลายวันนี้เจิ้งหรูเชียนเหนื่อยล้าจากการวิ่งวุ่นเรื่องการ
จ้างงานคน จึงพูดอย่างอ่อนแรงว่า “หากอยากรู้เจ้าก็ลองชิมดูสิ”
พอเขาพูดจบ ชามบะหมี่ก็ถูกเลื่อนไปอยู่ตรงหน้าสวี่โม่
เจียงเซิงพูดจาน่ารัก “พี่ใหญ่เหนื่อยที่สุด พี่ใหญ่ชิมก่อนเถอะ”
“น้องสาวเป็นคนเสนออาหารจานนี้ขึ้นมา เช่นนั้นเจ้าก็ชิมเถอะ”
สวี่โม่หัวเราะ สังเกตเห็นน ้าลายยืดของนางจึงเลื่อนชามกลับไป
ชามบะหมี่หนึ่งชามถูกผลักส่งไปมา
จางเซียงเหลียนถือบะหมี่อีกสี่ชามมาให้พวกเขา “อย่าเกรงใจ
กันไปเลย ข้าทำสำหรับทุกคนไว้แล้ว”
เด็กห้าคน บะหมี่คนละชาม ไม่มากไม่น้อย ไม่ขาดส่วนของใคร
เจียงเซิงรู้สึกโล่งใจจึงหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบเส้นบะหมี่ใส่เข้า
ปากเพื่อลองชิม
พอบะหมี่เข้าปากก็รู้สึกว่ามันเป็นเพียงบะหมี่ธรรมดาชามหนึ่ง
แต่หลังเคี้ยวให้ละเอียดก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมของไก่อันเข้มข้น
ความเหนียวนุ่มของเส้นบะหมี่ผสมกับกลิ่นหอมของไก่ บางครั้งยัง
สามารถรับรู้ได้ถึงเนื้อไก่บดเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้รสชาติของบะหมี่
ยกระดับขึ้นไปอีก
“เป็นอย่างไรบ้าง อร่อยหรือไม่?” จางเซียงเหลียนซึ่งพยายามมา
สิบกว่าวันถามอย่างกังวลใจ
เจียงเซิงพยักหน้าอย่างหนัก
ความอร่อยเป็นเรื่องรอง สิ่งสำคัญที่สุดคือสิ่งที่อยู่ในหนังสือมา
ปรากฏขึ้นตรงหน้าแล้วจริง ๆ แม้ว่าป้าจางจะเป็นคนทำ แต่ก็เป็น
ความคิดของนางที่เสนออาหารนี้ขึ้นมาและค้นพบการมีอยู่ของบะหมี่
ต้มน ้าเปล่า
เป็นครั้งแรกที่เจียงเซิงรู้สึกถึงเสน่ห์ของการเรียนรู้
ขณะเดียวกัน เจิ้งหรูเชียนวางชามบะหมี่ที่ว่างเปล่าลง “ท่านป้า
บะหมี่นี้ยังมีเหลืออีกหรือไม่ ข้าอยากได้เพิ่มอีกสักหน่อย”
จางเซียงเหลียนตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ยังมีอีกมาก ข้าหั่นเตรียม
ไว้บนเขียงหมดแล้ว”
พอเจิ้งหรูเชียนไปที่ครัวก็เห็นจางฉีเฉวียนกับหลิวซุ่ยกำลังชิม
บะหมี่ต้มน ้าเปล่านี้อยู่ ทั้งสองต่างเอ่ยชมไม่ขาดปาก เมื่อเห็นเขาถือ
บะหมี่ที่เหลือไป จางฉีเฉวียนพลันตอบสนองเร็วที่สุด “คุณชายรอง
เจ้าตั้งใจจะนำบะหมี่นี้ไปขายที่เรือนโยวหรานหรือ?”
“ข้าจะนำไปให้เถ้าแก่ฮ่าวลองชิมดู” เจิ้งหรูเชียนหัวเราะเบา ๆ
ไม่ได้พูดถึงเรื่องการค้าขายเลยสักคำ
จางฉีเฉวียนรู้ดีว่าเจ้าเด็กคนนี้คงจะคิดขึ้นราคากับอีกฝ่าย
แน่นอน
บะหมี่ต้มน ้าเปล่าทำได้ไม่ง่าย แน่นอนว่าไม่สามารถขายได้ใน
ราคาถูก ส่วนจะขึ้นราคาได้เท่าไหร่นั้นก็ขึ้นอยู่กับฝีปากของเจิ้งหรู
เชียนแล้ว
วันต่อมา
เจิ้งหรูเชียนไปที่ร้านเรือนโยวหรานอีกครั้ง เขาได้รับคำสั่งซื้อ
บะหมี่ต้มน ้าเปล่าห้าสิบชั่ง เงินมัดจำมีถึงสิบตำลึง เมื่อส่งสินค้าครบ
แล้วก็จะได้รับเงินอีกสี่สิบตำลึง
หมายความว่าบะหมี่ต้มน ้าเปล่าถูกขายในราคาที่สูงลิ่วถึงชั่งละ
หนึ่งตำลึง
จางเซียงเหลียนตกตะลึง เจียงเซิงก็ตกตะลึงเช่นกัน
หนทางข้างหน้ายังคลุมเครือ ถนนสายใหญ่เต็มไปด้วยเมฆ
หมอก ทุกคนที่เดินผ่านมาต่างก้าวเท้าลึกบ้างตื้นบ้าง หากไม่ใช่
เพราะกำลังลองผิดลองถูกก็คงเป็นฝ่ายที่กำลังเสียเปรียบอยู่
แต่บะหมี่ต้มน ้าเปล่ากลับทำให้เจียงเซิงและจางเซียงเหลียนค่อย
ๆ มองเห็นหนทางข้างหน้าชัดเจนขึ้น รวมถึงค้นพบเส้นทางของ
ตนเอง
ซึ่งเส้นทางของจางเซียงเหลียนนั้นชัดเจนกว่ามาก
นางรู้ว่าตนเองไม่มีความสามารถอะไรมากมายนัก อีกทั้งยังเป็น
สตรีที่เคยหย่าร้างมาแล้ว ชาตินี้ไม่คิดจะแต่งงานใหม่อีก ยิ่งไม่
สามารถมีทายาทได้
นางรักพวกเด็ก ๆ ในเรือนราวกับเป็นลูกของตัวเอง แต่เมื่อพวก
เขาเติบโตขึ้น การเป็นเพียงมารดานั้นช่างบางเบาเกินไป โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งหลังจากที่ได้ลองทำหมูรมควัน ไส้กรอกรมควัน ปลาตากแห้ง
จนมาถึงการทำบะหมี่ต้มน ้าเปล่าในยามนี้ จางเซียงเหลียนก็เริ่มรู้สึก
ว่าการดูแลเด็ก ๆ ไม่เพียงพอสำหรับนางอีกต่อไป
นางยังต้องการมีชีวิตเป็นของตัวเอง นางต้องการเป็นใครอย่าง
อื่นนอกเหนือจากการเป็น “มารดา” และ “ภรรยา”
บะหมี่ต้มน ้าเปล่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้น จางเซียงเหลียนตัดสินใจว่า
จะต้องทำอาหารอร่อย ๆ ให้มากขึ้น ต้องขยายกิจการของโรงผลิต
หากนางยังมีชีวิตอยู่ไปจนถึงวันนั้นได้ การเปิดร้านของตัวเองก็คงจะ
เป็นพิเศษยิ่งนัก
ส่วนความคิดของเจียงเซิงนั้นเรียบง่ายกว่ามาก หลังจากได้
สัมผัสถึงประโยชน์จากการเรียนรู้ นางก็ขยันขันแข็งมากขึ้นกว่าแต่
ก่อน
ไม่เพียงอ่านหนังสือที่พี่ชายมอบให้จนจบ แต่ยังเอ่ยปากขอ
หนังสือเพิ่มอีกสองเล่ม
สวี่โม่คิดว่านางไม่จำเป็นต้องสอบขุนนาง จึงให้หนังสือที่ช่วยเปิด
โลกทัศน์และเพิ่มพูนความรู้แก่นางมากกว่าสี่ตำราห้าคัมภีร์หรือคำ
สอนสำหรับสตรี
บางทีการเรียนรู้อาจทำให้เวลาผ่านไปเร็วเกินไป
เพียงพริบตาวันประกาศผลสอบก็มาถึง
เจียงซานและเจียงซื่อกลับมาพร้อมกับเป็ดย่างชุดใหม่ ทั้งคู่ที่ฝึก
วิชาวิ่งวุ่นทั้งวันทั้งคืนจนผอมลง
เจิ้งหรูเชียนสั่งให้พวกเขาพักผ่อนให้เต็มที่ แล้วจัดการ
มอบหมายให้คนงานใหม่ที่จ้างมาขนส่งเป็ดย่างไปต่อ โดยมีวังเสี่ยว
ซงเป็นผู้ติดตามดูแล
ส่วนตัวเขาก็อยู่เป็นเพื่อนทุกคน รอฟังข่าวอยู่ในเรือนดอกไม้
ตามธรรมเนียมของเขตอันสุ่ย ผู้ที่สอบได้สามอันดับแรกจะไม่
ปรากฏชื่อบนป้ายประกาศ แต่จะมีคนนำข่าวดีไปแจ้งถึงที่บ้าน
แต่วันนี้ข้างนอกมีเสียงโห่ร้องดังขึ้นหลายครั้งแล้ว บ้างก็ฟังดู
ตื่นเต้นเกินไป บ้างก็คล้ายจะไม่อยากเชื่อ แต่กลับไม่มีเสียงคนตีฆ้อง
ร้องป่าวอะไรเลย
เจียงเซิงนึกสงสัย “หรือว่าพี่ใหญ่จะไม่ได้อยู่ในสามอันดับแรก?”
ถ้าเช่นนั้นก็ต้องไปดูที่ป้ายประกาศด้วยตัวเองแล้ว
ดวงอาทิตย์ขึ้นสูงเต็มที่ เหล่าพี่น้องทั้งหลายก็แทบนั่งไม่ติด จึง
เก็บข้าวของแล้วมุ่งตรงไปยังป้ายประกาศหน้าสำนักสอบ
พวกเขาเริ่มดูจากรายชื่อท้ายสุดแล้วไล่ไปทีละชื่อ แต่กลับยังไม่
พบชื่อของสวี่โม่เลย
เมื่อเห็นว่าเหลืออีกเพียงสองสามชื่อเท่านั้นก็ใกล้จะไล่ไปถึงชื่อ
คนแรก แผ่นหลังของเจียงเซิงเกือบจะชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อ
ยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงตีฆ้องทุบกลองอันอึกทึกก็ดังขึ้นมาจาก
ด้านหลังนาง