พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 173 ความลับของกฎระเบียบในเขตอันสุ่ย
มันเป็นเสียงฝีเท้าอึกทึก เสียงฆ้องเสียงกลอง พร้อมกับเสียงหอบ
หายใจและเสียงเรียกอันคุ้นเคย
“เจอแล้ว ๆ ข้าบอกแล้วว่าพวกเด็ก ๆ ต้องมาดูประกาศผลแน่”
จางฉีเฉวียนพับแขนเสื้อขึ้นพลางเช็ดเหงื่อ
เหล่าเจ้าหน้าที่ผู้นำข่าวดีซึ่งตามหลังเขามา ต่างก็เหงื่อโซมกาย
ท่าทางดูรีบร้อนกระวนกระวาย
แต่เมื่อพวกเขาเห็นสวี่โม่ สีหน้าของเจ้าหน้าที่ก็เปลี่ยนเป็น
ประจบประแจงและแสดงความยินดี พวกเขาเข้ามาทีละคน คนตีฆ้อง
ก็ตีฆ้อง คนตีกลองก็ตีกลอง และมีคนหนึ่งร้องตะโกนว่า “ข่าวดี
มาแล้ว ข่าวดีมาแล้ว!”
ผู้ที่สามารถนำข่าวดีมาได้ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่สอบได้สามอันดับ
แรกอย่างแน่นอน
เจียงเซิงถอนหายใจ ตัดสินใจไม่ดูรายชื่อที่เหลืออยู่อีกไม่กี่คน
นางรู้สึกโล่งใจอยู่บ้างที่ตนไล่ดูรายชื่อจากท้ายไปหน้า เพราะใน
ความคิดของนาง สวี่โม่ไม่มีทางสอบตกแน่นอน
ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวก็คือ เขาจะได้สามอันดับแรกหรือ
ห้าอันดับแรก
บัดนี้เมื่อผู้นำข่าวดีมาถึง ย่อมหนีไม่พ้นการสอบได้สามอันดับ
แรก
เจียงเซิงน้อยหันศีรษะมาพร้อมรอยยิ้ม แต่สายตากลับเหลือบไป
มองป้ายประกาศโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้นนางก็เห็นชื่อของสวี่โม่ปรากฏ
อยู่ในอันดับหนึ่งอย่างชัดเจน
นางตกตะลึงไป พอหันกลับมาอีกครั้งก็ได้ยินเสียงคนที่มาแจ้ง
ข่าวดีว่า
“ขอแสดงความยินดีกับเจี้ยหยวนสวี่! ขอแสดงความยินดีกับเจี้ย
หยวนสวี่! ท่านสอบได้อันดับหนึ่งในสอบจวี่เหริน ท่านได้รับตำแหน่ง
อันดับหนึ่งไม่ต้องสงสัย!” เจ้าหน้าที่กล่าวคำอวยพรเสร็จแล้วก็พูดต่อ
“ต่อไปเมื่อท่านมีชื่อเสียงโด่งดังแล้ว โปรดอย่าลืมพวกข้าด้วยนะ
ขอรับ”
ทว่าสวี่โม่ยังคงอยู่ในอาการตกตะลึง
เจิ้งหรูเชียนรีบตอบสนอง เขาหยิบเงินห้าตำลึงออกมาจากแขน
เสื้อแล้วยัดใส่มือของผู้แจ้งข่าวดี
ผู้แจ้งข่าวดีวางหนังสือและกระดาษสีแดงลงก่อนจากไปอย่างมี
ความสุข
เจียงเซิงซึ่งอยู่ข้าง ๆ ตกตะลึงอีกครั้ง แต่ก่อนพวกเขามอบ
สินน ้าใจให้ไปเพียงหนึ่งตำลึงเท่านั้น แต่ครั้งนี้กลับให้มากถึงห้าตำลึง
เจิ้งหรูเชียนราวกับมีตาหลัง เขาปลอบใจนางโดยไม่หันหลัง
กลับมา “การสอบจวี่เหรินของพี่ใหญ่ไม่เหมือนกับครั้งก่อน ให้เงินห้า
ตำลึงไปก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว”
เจียงเซิงเม้มปากแล้วเหลือบมองตัวอักษร ‘สวี่โม่’ บนป้าย
ประกาศอีกครั้ง
ตามปกติแล้วสามอันดับแรกจะไม่มีชื่อบนป้ายประกาศ ชื่อที่
ปรากฏอยู่ในอันดับแรกควรจะเป็นคนที่สอบได้อันดับที่สี่ แต่คนที่แจ้ง
ข่าวดีกลับบอกว่าสวี่โม่คือเจี้ยหยวนแล้ว
เจี้ยหยวนก็คือผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่ง
เจียงเซิงรู้สึกว่าสมองน้อย ๆ ของตนเองกำลังจะถูกปั่นจนแหลก
ละเอียด
โชคดีที่สวี่โม่สังเกตเห็นประเด็นสำคัญของปัญหานี้ เขากวาดตา
มองไปรอบ ๆ สองสามครั้ง แน่นอนว่าตรงมุมของประตูสำนักสอบ
เขาเห็นท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ยกำลังยืนยิ้มอยู่
เขาพาน้องชายน้องสาวมาคำนับอย่างนอบน้อมและถามขึ้นว่า
“ขอถามใต้เท้า ตามธรรมเนียมของราชวงศ์ต้าอวี๋จะไม่มีการประกาศ
รายชื่อของสามอันดับแรกมิใช่หรือไม่?”
เฮ่อเฉิงจางลูบเคราสั้นของตน “นี่ไม่ใช่ธรรมเนียมของราชวงศ์
ต้าอวี๋ แต่เป็นธรรมเนียมของเขตอันสุ่ย”
สวี่โม่ตกตะลึงอีกครั้ง
เฮ่อเฉิงจางอารมณ์ดี เอามือไพล่หลัง ยกยิ้มพลางกล่าวว่า “ตาม
ธรรมเนียมของราชวงศ์ต้าอวี๋ ผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งต้องได้รับการ
ประกาศชื่อเสมอ แต่เพราะผู้เข้าสอบหลายคนไม่ใช่คนในท้องที่จึงมี
การส่งข่าวดีส่งไปถึงที่บ้าน”
นั่นคือไม่ใช่แค่จะส่งข่าวดีให้กับผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งเท่านั้น แต่
จะส่งให้กับผู้ที่สอบผ่านทุกคน
“ส่วนเรื่องที่เขตอันสุ่ยไม่ประกาศรายชื่อของสามอันดับแรกนั้น
เป็นเพียงกฎที่ท่านผู้ว่าการคนก่อนซึ่งเป็นคนหัวโบราณแก้ไขเอง
ตามอำเภอใจเท่านั้น ยามนี้ข้าเป็นผู้ว่าการเขตอันสุ่ยแล้ว ย่อมต้อง
แก้ไขกฎที่ไม่ถูกต้องนั้น”
“อั้นโฉ่ว เจี้ยหยวน สมควรปรากฏชื่อในป้ายประกาศ สมควร
ได้รับความเคารพนับถือจากผู้คน สมควรได้รับสายตาชื่นชมและ
อิจฉา”
ยังมีบางคำที่เฮ่อเฉิงจางไม่ได้เอ่ยออกมา
แต่มันก็เพียงพอจะคลายความสงสัยของพวกสวี่โม่แล้ว
เด็กหนุ่มผู้สง่างามประสานมืออีกครั้ง กล่าวขอบคุณท่านผู้ว่า
การเขตอันสุ่ยแล้วค่อย ๆ ถอยกลับไป
ไม่นานหลังพวกเขาจากไป ฮูหยินท่านผู้ว่าการในชุดบุรุษก็โผล่
ออกมาจากด้านหลังเขา พลางถามอย่างแปลกใจว่า “ท่านพี่ ข้ารู้สึก
ว่าท่านยังพูดไม่จบนะ ท่านผู้ว่าการเขตคนก่อนก็ไม่น่าจะเป็นคนไม่ดี
ที่จะแก้ไขกฎระเบียบโดยไร้เหตุผล เรื่องนี้ต้องมีที่มาที่ไปแน่นอน”
คู่ชีวิตย่อมเข้าใจกันดีที่สุด
เฮ่อเฉิงจางนึกถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เขาเผชิญระหว่างการสอบ น ้าเสียง
จึงต ่าลงเล็กน้อย “การเป็นหนึ่งในสามอันดับแรกโดยเฉพาะอั้นโฉ่ว
มักต้องพบเจอกับการลอบทำร้าย ความอิจฉาริษยา และความ
ทะเยอทะยานที่มุ่งแต่จะทำลาย”
ท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ยคนก่อนก็เพิ่งแก้ไขกฎระเบียบนี้อย่าง
เด็ดขาดหลังจากเกิดเหตุโศกนาฏกรรม ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องคนสอบได้
อั้นโฉ่วเท่านั้น
“แล้วทำไมท่านพี่ถึงยกเลิกกฎระเบียบนี้ไป ไม่ปกป้องอั้นโฉ่ว
แล้วเล่า” ฮูหยินท่านผู้ว่าการถามอย่างไม่เข้าใจ
เฮ่อเฉิงจางเงยหน้ามองท้องฟ้า “การปกป้องอย่างเดียวจะมี
ประโยชน์อะไร? สอบจวี่เหรินผ่านก็ต้องเข้าเมืองหลวงและไปสอบใน
วังหลวงอีก อนาคตข้างหน้าเขายังต้องเผชิญกับอุปสรรคอีก
มากมาย”
หากเกรงกลัวคมธนูอันเล็กน้อยก็ไม่ต้องเป็นขุนนางกันแล้ว สู้
กลับบ้านไปทำนาเสียยังจะดีกว่า
“อีกอย่าง สถานะของเจี้ยหยวนก็ไม่ได้นำมาแค่เรื่องเลวร้าย
เท่านั้นหรอก” เฮ่อเฉิงจางพูดจบก็ยิ้มมีเลศนัย
บนรถม้าในขณะเดียวกัน
เหล่าพี่น้องทยอยก้าวเท้าเข้าไปนั่งในรถ โดยมีจางฉีเฉวียนเป็น
คนบังคับเพื่อกลับเรือน
ทันใดนั้นก็มีผู้เข้าสอบคนหนึ่งชี้มาทางสวี่โม่ที่กำลังจะขึ้นรถม้า
แล้วตะโกนว่า “นั่นเขา! เขาคือคนที่สอบได้อันดับหนึ่ง เจี้ยหยวนสวี่
โม่”
สวี่โม่ชะงัก ไม่รู้ว่าควรจะก้าวขึ้นไปหรือก้าวลงมาก่อนดี
เขาคิดแล้วคิดอีก แต่ด้วยความเป็นสุภาพของปัญญาชนทำให้
เขาก้าวขาลงมา แล้วค้อมกายคำนับผู้เข้าสอบคนนั้น
ขณะที่คำพูดแสนสุภาพยังอยู่ในลำคอก็มีกลุ่มคนมากมายรุม
เข้ามาจากด้านหลังของผู้เข้าสอบคนนั้น
พวกเขาสวมใส่เครื่องประดับที่ทำจากทองและเงิน ท่าทางมั่งคั่ง
และร ่ารวยมาก พวกเขามองสำรวจสวี่โม่ขึ้นลง เมื่อเห็นว่าเขามี
ใบหน้าอันงามสง่า ร่างกายสูงโปร่ง กิริยาท่าทีก็สูงศักดิ์ พลันพากัน
เบิกตากว้างรุมล้อมกันเข้ามา
ราวกับสุนัขที่อดอาหารมาสิบวัน แล้วจู่ ๆ ก็ได้พบอาหารน่า
อร่อย
เจียงเซิงยังไม่ทันได้ดีใจ
สตรีวัยกลางคนคนหนึ่งก็ตะโกนขึ้นเสียงแหลม “เจี้ยหยวน ท่าน
อายุเท่าไหร่แล้ว มีคู่ครองหรือยัง”
ชายคนข้าง ๆ ก็กล่าวอย่างไม่ยอมแพ้ “ลูกสาวคนโตตระกูลอู๋
ของพวกข้า เป็นบุตรสาาวของภรรยาเอก เก่งกาจทั้งพิณ หมากรุก
อักษรและวาดภาพ ปีนี้นางอายุสิบแปดพอดี คงต้องมีวาสนากับเจี้ย
หยวนแน่นอน”
“ลูกสาวตระกูลหลิวของพวกข้ามีเพียงคนเดียว ต้องการหา
ลูกเขยสักคน สมบัติทั้งหมดก็จะยกให้พวกท่านด้วย” หญิงอวบอ้วน
อีกคนแทรกเข้ามาอยู่ด้านหน้าสุด
หากไม่มีจางฉีเฉวียนคอยกันเอาไว้ ตอนนี้พวกเขาคงฉีกทึ้งสวี่
โม่เป็นชิ้น ๆ แล้ว
เด็กหนุ่มผู้ทุ่มเทอ่านหนังสือเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ตอนอยู่ที่
อำเภอเซี่ยหยาง ตอนนั้นเขายังเด็กเกินไปจึงไม่มีใครสนใจ ทำให้
แอบหนีไปได้อย่างเงียบ ๆ
เมื่อเวลาผ่านไป เขากลับตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้อีกครั้ง ทั้ง
ยังกลายเป็นตัวเอกที่ไม่อาจหนีพ้น
สวี่โม่ผู้เปลี่ยนสถานะจากคนธรรมดากลายเป็นถงเซิง จากถง
เซิงสอบได้เป็นซิ่วไฉ สุดท้ายก็เป็นจวี่เหรินได้อย่างราบรื่น บัดนี้กำลัง
ยืนตัวสั่นเทาอยู่ด้านหน้ารถม้า ใบหน้าเขาซีดขาว ดวงตาเต็มไปด้วย
ความหวาดกลัว
โชคดีที่ยังมีมือน้อย ๆ หลายมือยื่นออกมาจากรถม้าจับแขนของ
เขาไว้แน่น
อาศัยแรงต้านแรง เขาก็กลับขึ้นไปอยู่บนรถม้าได้อย่างว่องไว
ก่อนจะรีบมุดเข้าไปในตัวรถม้า
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนร้อง “ลุงจาง” ขึ้นมา
จางฉีเฉวียนรีบนั่งลงบนรถ สะบัดแส้ตบก้นเจ้าม้าแก่หนึ่งที จึงหนี
ออกจากฝูงชนมาได้อย่างทุลักทุเล
ในที่สุดก็หลบหนีจากผู้คนจนมาถึงเรือนได้ด้วยวิ่งรถม้าเลี้ยวไป
เลี้ยวมาอยู่หลายครั้ง
สวี่โม่เพิ่งกระโดดลงมาจากรถม้า ยังไม่ทันได้หายใจหายคอ ก็
เห็นรถม้าอันหรูหราคันใหญ่ผูกไว้หน้าประตูเรือน
ดวงตาของเขาเป็นประกายเล็กน้อย ยกมือผลักประตูใหญ่ของ
เรือนดอกไม้ออก
เป็นอย่างที่คาดไว้ ด้านในมีเด็กหนุ่มรูปร่างบอบบางกำลังยืนอยู่
เขายิ้มน้อย ๆ พลางเอ่ยเสียงเบา “ขอแสดงความยินดีด้วยพี่สวี่ ไม่ได้
พบกันเสียนานเลย”