พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 174 มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง
ไม่มีใครคาดคิดว่าในวันแห่งความสุขเช่นนี้ หวังฝูเฟิงที่ตั้งใจพา
หวังอวี้เหยาไปขอพรที่ภูเขาไท่ซานจะกลับมาแล้ว
เขายังเป็นเด็กหนุ่มผู้อ่อนโยนดั่งต้นหลิวไหวตามลม ชายเสื้อผ้า
พลิ้วไหว ทั้งยังดูผ่ายผอมลงไป ร่างกายยิ่งบอบบางอ่อนแอกว่าเดิม
อาจเป็นเพราะรีบกลับมาหรืออาจเพราะรีบมาแสดงความยินดี
แขนเสื้อของหวังฝูเฟิงจึงยังมีคราบดินติดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจบดบัง
ความสง่างามของเขาได้แต่อย่างใด กลับยิ่งทำให้บรรยากาศอัน
บริสุทธิ์รอบตัวเขามีกลิ่นอายของโลกมนุษย์มากขึ้น
“พี่ฝูเฟิง” สวี่โม่ประสานมือคำนับ ซาบซึ้งในน ้าใจของอีกฝ่าย
“ช่วงนี้ท่านลำบากไม่น้อย”
หวังฝูเฟิงยิ้มบาง ในสายตาเปี่ยมด้วยความปลาบปลื้ม ชื่นชม
และอิจฉา
แม้ไม่อยากยอมรับ แต่ร่างกายที่อ่อนแอก็เป็นภาระมากจริง ๆ
เขาเพียงออกไปกราบไหว้ขอพรบรรพบุรุษที่ภูเขาไท่ซานสองเดือน
แล้วรีบเดินทางกลับมาภายในไม่กี่วันก็แทบทนไม่ไหวแล้ว
ข้าอิจฉาพวกพี่น้องกลุ่มนี้จริง ๆ
พวกเขาเดินทางจากวัดร้างผ่านหมู่บ้านสิบลี้แล้วมายังอำเภอ
เซี่ยหยางจนกระทั่งถึงเขตอันสุ่ย
ต่อจากนี้พวกเขาก็จะไปเมืองหลวง ไปชายแดนทางเหนือ ไปยัง
เมืองที่คึกคักอีกมากมาย ไปลิ้มรสอาหารต่าง ๆ ในโลกนี้ ไปเที่ยวชม
วิวทิวทัศน์อันหลากหลาย
ส่วนตัวเขาหากไม่อยู่ในเขตอันสุ่ยคอยเฝ้ามองไปยังดินแดนอัน
แสนไกล
ก็คงกลายเป็นผงดินหนึ่งกำมือที่โปรยปลิวตามสายลม
ทว่าวันนี้เป็นวันมงคล ไม่เหมาะกับความรู้สึกเศร้าสร้อย
หวังฝูเฟิงเก็บความหม่นหมองไว้ในใจ แล้วยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง “ไม่
ว่าอย่างไรข้าก็ต้องมาแสดงความยินดีกับพี่สวี่ และต้องขอบคุณ
น้องชายจ่างเยี่ยนด้วย ช่วงนี้ต้องรบกวนเจ้าไว้ไม่น้อย”
จ่างเยี่ยนผู้ถูกเอ่ยถึงก้าวออกมาสองก้าว ส่งป้ายหยกเจ้าบ้านคืน
ให้หวังฝูเฟิง “บัญชีทั้งหมดอยู่ในมือของพ่อบ้านแล้ว”
“สำหรับพวกเจ้าพี่น้องข้าล้วนเชื่อใจ” หวังฝูเฟิงไม่มีท่าทีจะคิด
ตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด “ครั้งนี้ข้ารีบเดินทางกลับมาก่อน ส่วนคน
อื่น ๆ เดินทางช้ากว่าเล็กน้อย อย่างมากอีกสักสิบวันก็จะมาถึงเขต
อันสุ่ยแล้ว”
ช่วงนี้ไม่มีท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อคอยกดดัน อีกทั้งยังมีตระกูลฟาง
คอยสนับสนุน ตระกูลซุนจึงกำลังค่อย ๆ ฟื้นตัว ดูท่าจะกลับมามี
สภาพเหมือนตระกูลใหญ่ในยามก่อน
การที่หวังอวี้เหยามีที่ให้พึ่งพิงมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับ
พวกเขา
ทว่าความบาดหมางระหว่างสองฝ่ายก็ไม่อาจคลี่คลายลงได้ จึง
ราวกับจะเป็นทางตันที่บีบให้ต้องต่อสู้กันอย่างเลี่ยงไม่ได้
สวี่โม่มองใบหน้าอ่อนเยาว์ของน้องชายน้องสาว มองเรือน
ดอกไม้อันแสนคุ้นเคย สูดกลิ่นเนื้อตามแห้งทั้งหลายที่หอมฟุ้งมาจาก
โรงผลิต ความคิดมากมายผุดขึ้นมาในใจ
บางความคิดที่หว่านเอาไว้นานแล้ว ยามนี้ก็ค่อย ๆ ขยายตัวจน
เบ่งบานอย่างเต็มที่
“บางที…คงถึงเวลาที่ต้องจากไปแล้ว” เขาถอนหายใจออกมา
หวังฝูเฟิงเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ดวงตาฉายการ
คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ทว่าก็ยังแสดงความอาลัยอาวรณ์ออกมา
“จากไป?” บรรดาน้องชายน้องสาวต่างประหลาดใจอย่างยิ่ง
พวกเขาเอ่ยถามพร้อมกันว่า “เหตุใดพี่ใหญ่ถึงต้องจากไป?”
เจียงเซิงมีโรงผลิตอยู่ในเขตอันสุ่ย
เจิ้งหรูเชียนมีเรือนพักและกิจการอยู่ในเขตอันสุ่ย
เวินจืออวิ่นมีสำนักแพทย์อยู่ในเขตอันสุ่ย
จ่างเยี่ยนไม่มีอะไรเลย แต่พี่ชายและน้องสาวของเขาล้วนอยู่ใน
เขตอันสุ่ย!
เหตุใดจึงต้องจากไป?
จะจากไปได้อย่างไร?
เจียงเซิงรู้สึกว่าตนเองกำลังจะร้องไห้อีกครั้ง แต่เพื่อไม่ให้
กลายเป็นเด็กขี้แยในสายตาของทุกคน นางจึงข่มกลั้นความรู้สึก
เจ็บปวดที่พุ่งขึ้นจากลำคอมายังจมูกเอาไว้ แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “พวก
เราสัญญากับพี่สามไว้แล้วว่าจะรอเขาอยู่ที่เขตอันสุ่ย รอจนกว่าเขา
จะกลับมา”
“หากพวกเราจากไป เมื่อเขากลับมาแล้วจะพบผู้ใดเล่า?”
คำถามไร้เดียงสาของเด็กหญิงตัวน้อยก้องอยู่ในโสตประสาท
ของทุกคน
ไม่มีผู้ใดสามารถตอบได้ รวมถึงสวี่โม่
พวกเขาต่างต้องการรอฟางเหิงอยู่ที่เขตอันสุ่ย แต่เขตอันสุ่ยก็
เต็มไปด้วยขวากหนามแหลมคม ทำให้ไม่อาจใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุข
หลังจากครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน สวี่โม่จึงยกเหตุผลที่ชอบธรรมที่สุด
ขึ้นมา “เดือนสองของปีหน้าจะมีการสอบระดับแคว้น ข้าต้องไปที่
เมืองหลวง”
หวังฝูเฟิงหลับตาลง
ส่วนเจียงเซิงเบิกตากว้าง
การสอบระดับแคว้นเรียกอีกอย่างว่าการสอบช่วงใบไม้ผลิ เป็น
ด่านสำคัญของจวี่เหรินเพื่อให้ได้ไปสอบจิ้นซื่อ หากผ่านการสอบ
ระดับแคว้นไปก็จะกลายเป็นก่งเซิ่ง และเมื่อผ่านการสอบในวังหลวง
แล้วก็จะได้เป็นจิ้นซื่อเหล่าเหยียอย่างแน่นอน
ระบบการสอบเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการสิ้นสุดที่จิ้นซื่อ หากเป็นผู้
เข้าสอบที่โดดเด่นเหนือใคร ก็จะสามารถเข้ารับราชการในเมือง
หลวงได้ในปีนั้นทันที เพื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางราชการและเปิดทางสู่
อนาคตอันสดใสไร้ขีดจำกัด
ความสามารถอันเป็นเลิศของพี่ใหญ่นั้น ไม่มีผู้ใดในเรือนที่จะ
กล้าปฏิเสธ
การปล่อยให้เขาไปสอบที่เมืองหลวงเพียงลำพัง กระทั่งเจียงเซิง
เองก็ยังไม่วางใจ
แต่เมื่อนึกถึงภาพพี่สามกลับมาอย่างโดดเดี่ยวหลังออกไปจาก
เขตอันสุ่ย ต้องทำสีหน้างุนงงโดยที่หาใครไม่เจอแล้ว เจียงเซิงก็รู้สึก
ปวดใจขึ้นมา
จู่ ๆ ในสมองของนางก็ปรากฏภาพตาชั่งด้านซ้ายมีพี่สามนั่งอยู่
ส่วนด้านขวามีพี่ใหญ่นั่งอยู่ มันกำลังโยกเอนไปมาไม่หยุดนิ่ง
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่
เจิ้งหรูเชียนลูบศีรษะน้อย ๆ ของนาง พลางกล่าวเสียงเบาว่า
“พวกเราสามารถเขียนจดหมายส่งไปให้เจ้าสามได้ บอกเขาว่าให้ไป
เจอพวกเราที่เมืองหลวง”
เจียงเซิงเงยหน้าขึ้นด้วยความตื่นเต้น “จริงหรือพี่รอง พวกเรา
สามารถเขียนจดหมายถึงพี่สามได้หรือ?”
เจิ้งหรูเชียนเกาศีรษะ
ความจริงแล้วเขาก็ไม่รู้ว่าทำได้หรือไม่ คำพูดเมื่อครู่จึงเป็นเพียง
การปลอบใจน้องสาวเท่านั้น
แต่เมื่อเห็นสายตาซึ่งเต็มไปด้วยความไว้วางใจของน้องสาว เจิ้ง
หรูเชียนก็ตัดสินใจในใจว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องส่งจดหมายฉบับนี้ไป
ถึงชายแดนทางเหนือให้ได้ และหากเป็นไปได้เขาก็อยากจะนำสินค้า
ไปด้วย เพื่อเอาเสบียงให้กับน้องชายคนที่สาม
“ได้ ข้าต้องทำได้แน่นอน” เด็กหนุ่มกล่าวอย่างหนักแน่น
เจียงเซิงยิ้มกว้าง ความลังเลทั้งหมดถูกคลี่คลายลง นางตัดสินใจ
เลือกได้ในที่สุด “ตกลง ข้าจะไปเมืองหลวงกับพี่ใหญ่”
นางแยกจากกับพี่ชายคนหนึ่งไปแล้ว นางไม่อยากแยกจากกับ
พี่ชายอีกคนไปอีก
“ข้าก็จะไปด้วย” เจิ้งหรูเชียนบอกเจตนา “ถึงแม้ว่ากิจการในเขต
อันสุ่ยจะยังไม่มั่นคง แต่การได้ขยายกิจการในเมืองหลวงจะทำให้ข้า
รู้สึกยินดีมาก”
เวินจืออวิ่นเองก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย “พวกท่านอยู่ที่ไหน ข้าก็จะ
อยู่ที่นั่น”
สำนักแพทย์เวินเปิดขึ้นมาก็เพื่อปกป้องพวกเขาเท่านั้น หาก
พวกเขาไม่อยู่ สำนักแพทย์แห่งนี้ก็จะไม่มีความหมาย
ทุกสายตามองจ่างเยี่ยน เด็กหนุ่มผู้ไม่มีอะไรติดค้างคนนี้ยักไหล่
แม้แต่จะพูดเขาก็ยังคร้านจะเอ่ย
ใครเล่าจะยอมแยกจากกับคนในครอบครัว
จะมีก็แต่พี่สามผู้โง่งมคนนั้น
เมื่อทุกคนไม่มีข้อคัดค้านจึงสามารถเริ่มเตรียมตัวสำหรับการ
เดินทางไปยังเมืองหลวงได้แล้ว
เริ่มจากโรงผลิต เจียงเซิงสอบถามความเห็นของสองสามีภรรยา
จางฉีเฉวียนและพวกเขาก็ยินดีจะอยู่ดูแลที่นี่ นางจึงมอบหมายให้
พวกเขาดูแลโรงผลิตต่อ
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือจางเซียงเหลียนยินดีจะตามพวกเด็ก ๆ ไป
ที่เมืองหลวง
หลิวซุ่ยเรียนรู้การทำเนื้อตากแห้งและบะหมี่ต้มน ้าเปล่าไว้แล้ว จึง
สามารถทำสินค้าและส่งให้เมืองโดยรอบได้อย่างต่อเนื่อง
จางเซียงเหลียนกล่าวพลางยิ้มว่า “ข้าจะไปเมืองหลวง จะนำเนื้อ
ตากแห้งไปด้วยและข้าก็จะเปิดโรงผลิตที่นั่น”
แม้จะพูดเช่นนั้นแต่เมื่อถึงเวลาต้องจากลา สตรีทั้งสองคนก็ยัง
กอดคอกันร้องไห้
ส่วนเจิ้งหรูเชียนก็จัดการเรื่องต่าง ๆ พวกพี่น้องของผังต้าซาน
ยังคงดูแลการขนส่งผักในเขตอันสุ่ย วังเสี่ยวซงและวังเสี่ยวจูยินดีจะ
ไปเมืองหลวงด้วย แต่เพราะกิจการในเขตอันสุ่ยยังไม่เรียบร้อย วัง
เสี่ยวซงจึงตัดสินใจอยู่ต่ออีกสองสามเดือน รอให้ทุกอย่างลงตัวแล้ว
จึงจะตามเขาไป
สำนักแพทย์เวินยังคงเปิดให้การรักษา เวินจืออวิ่นสอบถามเหล่า
หมอหญิงทั้งหลาย ผู้ที่ยินดีจะไปด้วยก็ให้ลงนามสัญญา ส่วนผู้ที่ไม่
ต้องการจะไปด้วยก็ให้อยู่ทำงานที่สำนักแพทย์เวินต่อไป เพียงแต่จะ
ไม่มีแพทย์ใหญ่คอยตรวจรักษาแล้ว
สวี่โม่ส่งข่าวไปบอกเปียนเหวินซวนและคิดจะกลับไปกราบไหว้
บิดามารดา
เจิ้งหรูเชียนส่งข่าวให้นายอำเภอผัง และกำชับผังต้าซานให้ส่ง
เนื้อตากแห้งไปให้อีกฝ่ายเป็นประจำ อีกทั้งไม่ลืมที่จะกล่าวลาเถ้าแก่
ทั้งสองของร้านเรือนโยวหราน
เวินจืออวิ่นไปกล่าวอำลากับท่านหมออู๋
สิบวันผ่านไป
ลูกหลานตระกูลหวังเดินทางกลับมาถึงเขตอันสุ่ยอย่างยิ่งใหญ่
ส่วนคนจากเรือนดอกไม้กำลังยืนอยู่ทางทิศตะวันออกของเขต
อันสุ่ย ในอดีตพวกเขาเคยมาส่งผู้ว่าการเขตคนก่อน แต่บัดนี้ถึงเวลา
ที่ผู้อื่นจะมาส่งพวกเขาบ้างแล้ว…