พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 175 ทุกคนออกเดินทาง
หลังตัดสินใจจนกระทั่งถึงวันไปจริง ๆ ใช้เวลาเพียงแค่สิบวัน
เท่านั้น
เจียงเซิงนั่งอยู่บนคานรถม้า มองผืนแผ่นดินที่เลี้ยงดูนางมาอย่าง
เงียบ ๆ ในใจเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
ไปจากวัดร้างนางก็อาลัย ไปจากอำเภอเซี่ยหยางนางก็อาลัย แต่
นางก็ยังอยู่ในเขตอันสุ่ย
การไปเมืองหลวงครั้งนี้ นับเป็นการไปจากผืนแผ่นดินที่นาง
ผูกพันอย่างสมบูรณ์
เด็กหญิงถอนหายใจ กวาดตามองจากหน้ารถม้าไปจนถึงท้าย
ทุกคนล้วนกำลังบอกลากันอยู่
สิ่งแรกตกอยู่ในสายตาคือพี่ใหญ่สวี่โม่ ร่างกายของเด็กหนุ่มตั้ง
ตรง ยิ่งอายุเพิ่มขึ้นก็ยิ่งสงบนิ่งและมั่นคง แม้ในยามต้องอำลากัน
เช่นนี้เขาก็ไม่มีท่าทีผิดปกติใด ๆ
คนที่ยืนอยู่ตรงข้ามเขาคือพี่ชายฝูเฟิงผู้มีบุคลิกโดดเด่นเช่นกัน
การพักผ่อนสิบวันนี้ทำให้เขาฟื้นตัวมาได้บ้าง สายตาที่เหม่อมองไป
ยังพี่ใหญ่เปิดเผยถึงความเศร้าสร้อย
“การจากไปของพวกเจ้าครั้งนี้ ไม่รู้ว่าปีไหนถึงจะได้กลับมาพบ
กันอีก” หวังฝูเฟิงก้มหน้าลง “เมืองหลวงเจริญรุ่งเรือง ดอกไม้งามลวง
ตาผู้คน ข้าเกรงว่าพี่สวี่จะหลงลืมความเงียบสงบของเขตอันสุ่ย”
“พี่ฝูเฟิงพูดเกินไปแล้ว เขตอันสุ่ยคือสถานที่ที่ข้าเติบโตมา ที่นี่
เป็นบ้านเกิดของข้า ไม่มีที่ใดสามารถเทียบได้” สวี่โม่รู้ว่าอีกฝ่าย
ทุกข์ใจเรื่องร่างกายที่ทรุดหนัก จึงได้แต่ปลอบประโลมสุด
ความสามารถ “ท่านวางใจเถอะ ขอเพียงท่านกินยาที่เจ้าสี่จัดให้
อย่างดี ต่อไปความงามรุ่งเรืองที่ข้าได้เห็นในเมืองหลวง ข้าจะบรรยาย
ให้ท่านฟังทั้งหมดในจดหมาย”
“ความงดงามนับหมื่นของราชวงศ์ต้าอวี๋นี้ ท่านไม่อาจได้เห็น แต่
ข้าจะมองแทนท่าน”
หวังฝูเฟิงหันหน้าไปอีกทาง เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกที่ไม่อยาก
ให้ใครเห็น
เขามีบุญวาสนาอันใดกัน ถึงไม่เพียงมีโอกาสได้รู้จักกับพี่น้องทั้ง
หกคนนี้ แต่ยังทำให้พวกเขาเก็บไว้ในใจ คอยคิดถึงอยู่เสมอ
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความรู้สึกที่ถูกคนคิดถึงนี้ช่างดีเหลือเกิน
บางทีคนบางคนอาจไม่ได้รับความรักความเอ็นดูจากบิดามารดา
มาตลอดชีวิต แต่หากได้พบเจอมิตรแท้ก็นับว่าชีวิตนี้ไม่สูญเปล่า
หวังฝูเฟิงหันกลับมาอีกครั้ง ความรู้สึกเหล่านั้นถูกปกปิดไป
หมดแล้ว เขามองสวี่โม่ซึ่งอนาคตถูกลิขิตให้เจิดจรัสอย่างเงียบ ๆ ทุก
คลื่นอารมณ์ในแววตาถูกแทนที่ด้วยคำอวยพร
‘ขอให้ท่านโชคดี แสงสว่างของข้า’
หากการอำลาของพี่ใหญ่เป็นความรู้สึกเศร้าสร้อย เพียงย้ายมา
ทางพี่รองบรรยากาศก็เปลี่ยนไปทันที
จางฉีเฉวียนพับแขนเสื้อขึ้น ตบไหล่เจิ้งหรูเชียนพลางยิ้มตาหยี
พูดว่า “เจ้าหนุ่มนี่อนาคตไกลจริง ๆ ! ไม่นานก็คิดจะไปทำการค้าถึง
เมืองหลวงแล้ว”
เจิ้งหรูเชียนรีบโบกมืออย่างถ่อมตัว “ข้ายังไม่ได้ไปเลยนะท่านลุง
จาง แต่ท่านวางใจได้ ขอเวลาข้าหนึ่งปี ข้าจะต้องยืนหยัดอย่างมั่นคง
ในเมืองหลวงให้ได้!”
“ดี ดีมาก เจ้าหนู ความคิดดี!” ดวงตาจางฉีเฉวียนเต็มไปด้วย
ความชื่นชม “ข้าเห็นแววในตัวเจ้า”
เจิ้งหรูเชียนยิ้มแยกเขี้ยวยังไม่ลืมกำชับวังเสี่ยวซง “เรื่องเขต
อันสุ่ยกับเป็ดย่างข้าฝากเจ้าแล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องคนงาน ใครควรไล่
ออกไปก็ไล่ออก ใครควรใช้งานก็ใช้งาน เจ้านายของเจ้ามีเงิน!”
เขาลืมไปเสียสนิทว่าทั้งบ้านเหลือเงินแค่ห้าร้อยตำลึงเท่านั้น
วังเสี่ยวซงน ้าตาคลอ “คุณชาย ท่านรอข้าอยู่ที่เมืองหลวงนะ…
ต้องรอข้า แล้วก็ช่วยดูแลน้องสาวให้ข้าด้วย”
มองมาทางพี่สี่ ทางนั้นกลับดูสงบเงียบกว่ามาก
หมอหญิงทุกคนในสำนักแพทย์เวินนอกจากวังเสี่ยวจูแล้ว ไม่มี
ใครเต็มใจจะไปเมืองหลวงกับเวินจืออวิ่น
แต่พอคิดดูพวกนางทุกคนก็ล้วนมีครอบครัวอยู่ที่นี่ แล้วจะทิ้ง
บ้านเกิดไปได้อย่างไร
แต่เวินจืออวิ่นกลับไม่สนใจ เขายังยิ้มพลางเอ่ยว่า “พอไปถึง
เมืองหลวงก็คงต้องเปิดรับหมอหญิงเข้ามาทำงานอีกรอบแล้ว”
วังเสี่ยวจูน ้าตาคลอเบ้า “แล้วสำนักแพทย์ที่นี่ท่านจะไม่ดูแลแล้ว
หรือ? หากไม่มีคนคอยควบคุมดูแลแล้วเกิดวุ่นวายขึ้นมาจะทำ
อย่างไร?”
“ไม่มีทางไม่มีคนดูแลหรอก” เวินจืออวิ่นสีหน้าไม่เปลี่ยน เขาลูบ
ตำราแพทย์ในอกโดยไม่รู้ตัว “ท่านหมออู๋บอกว่าเขาจะแวะมาดูบ่อย
ๆ”
อู๋สั่วเว่ยผู้นี้มีนิสัยอิสรเสรีอีกทั้งยังเกลียดการอำลา จึงไม่ยอม
ปรากฏตัวมาที่ประตูเมืองเพื่อส่งพวกเขา
เวินจืออวิ่นยังพยายามมองหาเงาร่างของเขาท่ามกลางกลุ่มคน
แต่ก็ไม่เห็น ได้แต่ก้มหน้าอย่างเศร้าสร้อย กอดตำราแพทย์ที่ท่าน
หมออู๋มอบให้แน่นขึ้นอีก
สุดท้ายเจียงเซิงก็มองไปทางพี่ห้า จิตใจของนางพลันสงบลง
จ่างเยี่ยนนั่งอยู่อีกด้านของแป้นนั่งรถม้า ชันเข่าทั้งสองข้างวาง
คางไว้บนหัวเข่า ไม่มีสหายมาส่งและไม่มีผู้ติดตามอยู่เคียงข้าง
เขานั่งนิ่ง ๆ อยู่อย่างเดียวดายพลางมองเมืองใหญ่แห่งนี้ ดวงตา
งดงามฉายแววคิดถึงและอาลัย พร้อมกับความรู้สึกหม่นหมองในใจ
อันเล็กน้อย
ในที่สุด…ก็ต้องกลับไปแล้ว
มันอยู่นอกเหนือความคาดหมาย แต่ก็สมเหตุสมผล
หากไม่ใช่เพราะหวังอวี้เหยาบีบบังคับอย่างหนัก พวกเขาก็คงไม่
จากที่นี่ไปเร็วเช่นนี้
แต่ตราบใดที่สวี่โม่ยังต้องการจะสอบขุนนางก็จำเป็นต้องเข้า
เมืองหลวง
เมืองซึ่งเจริญรุ่งเรืองถึงขนาดที่แม้แต่บ่าวไพร่ยังสวมเสื้อคลุมผ้า
ฝ้ายเนื้อดี แต่แท้จริงแล้วภายในกลับสกปรกและเต็มไปด้วยการชิงดี
ชิงเด่น
มันแตกต่างกับความสงบเรียบง่ายของเขตอันสุ่ย แต่กลับมีเสน่ห์
ดึงดูดอย่างร้ายกาจ พาให้ผู้คนมากมายทุ่มเททุกอย่างเพื่อไปที่นั่น
แล้วก็จากมาอย่างน่าสังเวช
นั่นแหละคือเมืองใหญ่
คือเมืองหลวง
เมื่อจางเซียงเหลียนและหลิวซุ่ยอำลากันเสร็จก็เงยหน้ามอง
ท้องฟ้า หลิวซุ่ยเอ่ยว่า “ถึงเวลาแล้ว”
จางฉีเฉวียนรู้สึกตัวเช่นกัน นางจึงเร่งเร้าพวกเด็ก ๆ “หากไม่
ออกเดินทางวันพรุ่งนี้ ก็รีบไปตอนนี้เถอะ ไม่เช่นนั้นฟ้ามืดแล้วพาก
เราจะหาโรงเตี๊ยมพักไม่ได้”
สวี่โม่ถอนหายใจ ประสานมือคำนับหวังฝูเฟิงแล้วขึ้นรถม้า
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากอยู่ที่นี่ แต่วันนี้คนของตระกูลหวังกำลัง
จะกลับมา ด้วยนิสัยของหวังอวี้เหยาเกรงว่านางคงจะหาเรื่องทันที
ที่มาถึง
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็สู้หลีกเลี่ยงนางแล้วรีบจากไปดีกว่า
“พี่สวี่วางใจได้ หวังอวี้เหยายังไม่ถึงวัยปักปิ่น ข้าจะไม่ปล่อยนาง
ให้เข้าเมืองหลวงแน่” น ้าเสียงหนักแน่นหวังฝูเฟิงลอดผ่านม่านรถม้า
ราวกับให้คำสัญญา
เจิ้งหรูเชียนกระชับบังเหียน มืออีกข้างยกแส้ม้าขึ้น พร้อมจะออก
เดินทางได้ทุกเมื่อ
แต่เขากลับไม่ได้ฟาดแส้ลงไป
“พี่รอง ทำไมยังไม่ออกเดินทางอีก” เวินจืออวิ่นโผล่หน้าออกมา
ถาม
เจิ้งหรูเชียนมองกลับไปทางประตูเมืองทิศตะวันออก ราวกับกำลัง
เฝ้ารอใครบางคน
ผ่านไปสิบลมหายใจก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งขับรถม้ามาอย่างเร่งรีบ
ท่าทางมอมแมมเพราะการเดินทาง เมื่อเห็นเจิ้งหรูเชียนที่อยู่บนรถม้า
เขาก็โบกมือส่งมาให้เต็มแรง “พี่เจิ้ง! เดินทางปลอดภัยนะ!”
เพียงประโยคเดียวกลับใช้พลังที่เหลืออยู่หลังจากเดินทางเร่งรีบ
มาสิบกว่าวันไปจนหมด
เจิ้งหรูเชียนหัวเราะเบา ๆ ในที่สุดก็ฟาดแส้ลงไป
ม้าร้องดังลั่น จากนั้นพาพวกเด็ก ๆ ที่ต้องจากบ้านเกิดออก
เดินทางไปอย่างรวดเร็ว
หวังหมิงอวี่ยืนอยู่ด้านหลังหวังฝูเฟิง ดวงตาค่อย ๆ ชื้นขึ้นมา
“ผู้นำตระกูล พวกเขาจะกลับมาอีกหรือไม่”
หวังฝูเฟิงยิ้มขมขื่น “หากพวกเขาไม่กลับมา เจ้าก็สามารถไปที่
เมืองหลวงได้”
อย่างน้อยเจ้าก็ยังมีโอกาสที่จะไป
ผู้คนที่มาส่งยืนอยู่หน้าประตูตะวันออกของเขตอันสุ่ยไม่ยอม
กลับไปเสียที จนกระทั่งเงาของรถม้ากลายเป็นเพียงจุดดำไม่อาจ
มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอีก พวกเขาจึงค่อย ๆ หันหลังกลับไปกันทีละ
คน
เมืองแห่งนี้สูญเสียเด็กไปถึงห้าคน แต่ก็ยังคงดำเนินชีวิตกันไป
อย่างสงบ
เหล่าสตรีที่กำลังหั่นเนื้อชั่งและเลือกผัก บรรดาบุรุษที่ทำงาน
เสร็จและกำลังนับเงิน รวมถึงไปสหายร่วมเรียนที่ถือสัมภาระออกจาก
สำนักศึกษา พวกเขาล้วนมีรอยยิ้มบนใบหน้า ต่างมุ่งหน้ากลับไปยัง
บ้านของตนเอง
เถ้าแก่ฮ่าวคำนวณลูกคิดเสร็จแล้วก็ถอนหายใจเบา ๆ “ไปแล้ว
ไปก็ดีแล้ว ไปยังที่ที่ใหญ่กว่าเพื่อพัฒนาตัวเอง สร้างโอกาสให้มีมาก
ขึ้น”
“ผู้ใดไปหรือ?” เจียงเฉิงหยวนเดินเข้ามาใกล้ ๆ “เถ้าแก่ฮ่าวรู้ได้
อย่างไรว่าข้ากำลังจะไป?”
เถ้าแก่ฮ่าวเงยหน้าขึ้นมา รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็อยู่ใน
ความคาดหมายของเขา
คุณชายใหญ่ตระกูลเจียงจากเมืองหลวง จะอยู่ในเขตอันสุ่ยที่
ห่างไกลความเจริญเช่นนี้ตลอดไปได้อย่างไร ถึงเวลาที่อีกฝ่ายก็ต้อง
กลับไปแล้ว
“คุณชายต้องการเตรียมสิ่งของอะไรหรือไม่ขอรับ?” เขาถาม
“ช่วยนำเนื้อตากแห้งของที่นี่มาให้ข้าเพิ่มอีกสักหน่อย
โดยเฉพาะไส้กรอกรมควัน” เจียงเฉิงหยวนกำชับ “ท่านย่ากับ
น้องสาวของข้าจะต้องชอบมันแน่นอน”