พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 176 ชาวเมืองหลวงผู้หยิ่งผยอง
รถม้าแล่นโคลงเคลงไม่หยุดไปตลอดเส้นทาง
โชคดีที่เจียงเซิงเตรียมการไว้พร้อมแล้ว จึงได้ปูผ้าฝ้ายรองไว้
หลายชั้น
น่าเสียดายที่รถม้าราคาถูกคุณภาพจึงน้อยตาม ผ้าฝ้ายหลาย
ชั้นช่วยให้นั่งสบายขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ไม่อาจช่วยให้สีหน้าซีดขาว
ของจ่างเยี่ยนดีขึ้น และยิ่งไม่อาจช่วยให้เวินจืออวิ่นกลืนน ้าขมที่
อาเจียนออกมากลับเข้าไปได้
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกสงสารน้องชายจึงชะลอความเร็วลง
แต่หากทำเช่นนี้พวกเขาคงต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะไป
ถึงเมืองหลวง
“พี่รอง ข้าไม่เป็นไร” จ่างเยี่ยนเอ่ยอย่างยากลำบาก “ท่านเร่งม้า
เถอะ ข้ากับพี่สี่จะหลับตานอน”
พูดจบพวกเขาก็ทิ้งตัวลงบนผ้าฝ้าย
เจียงเซิงดีกว่าพวกพี่ชายหน่อย ไม่ใช่เพราะนางร่างกายแข็งแรง
แต่เป็นเพราะป้าจางอุ้มนางไว้ในอ้อมกอดและใช้ขาทั้งสองช่วยรับแรง
กระแทก
แต่หากมันก็ไม่ใช่วิธีการที่ดี เพราะแขนขาของป้าจางก็คงจะชา
ได้
เจียงเซิงรู้ความจึงกระโดดลงมานอนกับพี่สี่พี่ห้า นางหลับตาแล้ว
ทำเป็นหลับ “ข้าก็จะนอนเหมือนกัน”
การหลับครั้งนี้พอลืมตาขึ้นอีกทีก็เป็นเวลากลางคืนเสียแล้ว
รถม้าหยุดนิ่ง เจิ้งหรูเชียนหาโรงเตี๊ยมได้แห่งหนึ่ง เขากำลัง
เจรจากับเถ้าแก่อยู่
พวกเขามีทั้งหมดหกคน ต้องการเข้าพักสองห้อง จางเซียง
เหลียนกับเจียงเซิงพักอยู่หนึ่งห้อง ส่วนพี่น้องชายสี่คนนอนอีกหนึ่ง
ห้อง
ส่วนรถม้ามีคนพาไปให้อาหารม้าโดยเฉพาะ จากนั้นผู้คนที่ต่าง
เหนื่อยล้าก็ได้นอนบนเตียงนุ่ม ๆ ซุกหัวหนุนหมอนหลับไปจนถึงรุ่ง
เช้า
วันรุ่งขึ้นหลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ ก็เดินทางต่อไปยังทิศ
ตะวันตกเฉียงเหนือ
เจียงเซิงนอนคว ่าอยู่บนตักของป้าจาง พลางบ่นว่า “นั่งอยู่ในรถ
ม้าแค่สี่ห้าวันข้าก็ทนไม่ไหวแล้ว คิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าพี่สามจะขี่ม้าไป
ถึงชายแดนทางเหนือได้อย่างไร หากลงจากหลังม้าแล้ว แขนขาของ
เขาจะยังอยู่ในตำแหน่งเดิมหรือไม่?”
สวี่โม่อดขำไม่ได้ ลุกขึ้นสลับเปลี่ยนหน้าที่กับเจิ้งหรูเชียน
“วางใจเถอะ แขนขาของเขายังอยู่ในตำแหน่งเดิม”
เจียงเซิงจึงถอนหายใจออกมา
โชคดีที่ไม่กี่วันก็มาถึงฮุยโจว ด้วยคารมอันคมคายพี่รองเจิ้ง ทำ
ให้ไม่เพียงเดินทางผ่านเมืองทั้งเมืองมาได้อย่างถูกต้อง แต่ยังซื้อขนม
เปี๊ยะสดที่มีชื่อเสียงของอำเภอหวงซาน และเต้าหู้ขนของอำเภอเซี่ย
ได้อีกด้วย
ความทุกข์ทรมานจากการเดินทางจางหายไปในช่วงเวลานี้
ความสุขในยามกินอาหาร ความพึงพอใจในยามได้เพิ่มพูน
ประสบการณ์ เป็นสิ่งที่ไม่มีวันได้รับหากอาศัยยังอยู่ในอำเภอเซี่ย
หยางตลอดไป
ต่อจากนั้น ทั้งเหอหนานและเจียงเซี่ยที่เจียงเซิงเดินทางผ่านก็
ล้วนมีทิวทัศน์และประเพณีอันงดงามหลากหลาย
แม้แต่จางเซียงเหลียนยังรู้สึกประหลาดใจ “ไม่นึกเลยว่าโลกจะ
กว้างใหญ่ถึงเพียงนี้”
หนึ่งเดือนต่อมา พวกเขาก็เดินทางผ่านเขตฮั่นจงกระทั่งมาถึง
เขตเมืองหลวง
เมื่อภูมิประเทศเปลี่ยนไป อุณหภูมิและอากาศก็เปลี่ยนแปลงตาม
ไปด้วย สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือผิวเริ่มแห้ง หายใจติดขัด และเวินจืออ
วิ่นถึงกับมีเลือดกำเดาไหลออกมา
แต่เพราะเขาเป็นหมอจึงจับชีพจรตัวเองและรู้ว่ามันไม่ใช่ปัญหา
ใหญ่ เป็นเพียงร่างกายที่ไม่คุ้นชินกับอากาศที่แห้งเกินไปเท่านั้น
เจียงเซิงเม้มปากอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อหันไปเห็น
เทือกเขาที่ทอดยาวสลับซับซ้อนก็ต้องตะลึงงันไป “นั่นคืออะไรหรือ?”
ภูเขาอันยิ่งใหญ่ ใกล้ไกลสูงต ่าแตกต่างกันไป ทิวทัศน์สีเข้มจาง
อย่างพอเหมาะราวกับสวรรค์สรรค์สร้าง
ทิวเขาที่ทอดยาวเชื่อมต่อกับท้องฟ้า ราวกับว่าพร้อมจะ
เปลี่ยนเป็นเซียนและล่องลอยไปตามสายลมได้ทุกเมื่อ
สีเขียวต่างชั้นทำให้มันดูมีชีวิตชีวา ความไม่สม ่าเสมอกันทำให้
มันเหมือนถูกปกคลุมไปด้วยความลึกลับ
“นี่คือเทือกเขาคุนหลุน เป็นชีพจรมังกรของราชวงศ์ต้าอวี๋
ทั้งหมด” จ่างเยี่ยนลุกขึ้นมานั่งอย่างเงียบ ๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เขา
กล่าวว่า “ตอนที่บรรพบุรุษของราชวงศ์ต้าอวี๋สร้างเมืองหลวงขึ้นที่นี่
ก็เพราะชีพจรมังกรนี้นั่นเอง”
ฮ่องเต้คือมังกรที่แท้จริงแห่งสวรรค์ เมืองหลวงย่อมต้องมีชีพจร
มังกรเช่นกัน
อาศัยเทือกเขาคุนหลุนเป็นกำแพงธรรมชาติ เมืองหลวงจึงมีที่
มั่นอันมั่นคงไม่มีวันพ่ายแพ้ ทุกคนมองไปไกล ๆ ในดวงตามีความ
ใฝ่ฝัน ความตื่นตาตื่นใจ และเลือดกำเดาที่ไหลออกมาเป็นทาง
สองวันต่อมา
รถม้าหยุดนิ่งอยู่หน้าประตูใหญ่ของเมืองหลวง
เมื่อเทียบกับประตูของเขตอันสุ่ยที่สร้างติดกับภูเขา ประตูเมือง
ของเมืองหลวงกลับดูยิ่งใหญ่อลังการและประณีตงดงามกว่า
เสาหินกลมแกะสลักฝังอยู่กับประตูไม้ที่หนาหนัก สองข้างเป็น
กำแพงเมืองทอดยาวราวกับเทือกเขา อิฐและกระเบื้องซ้อนทับกันสูง
จนยากจะปีนป่าย ทหารหลายสิบนายถือทวนยืนเฝ้าอยู่ที่ประตู คอย
ตรวจค้นสัมภาระและพาหนะของผู้คนที่ผ่านไปมา
เมื่อเทียบกับการตรวจค้นอย่างง่าย ๆ ของเขตอันสุ่ย ทหารของ
เมืองหลวงตรวจค้นละเอียดกว่ามาก แม้แต่แขนเสื้อกว้างของพวก
ชาวบ้านก็ยังต้องคลำดู ราวกับกลัวว่าจะซ่อนอาวุธร้ายแรงอะไรไว้
“เมืองหลวงเป็นที่ประทับของฮ่องเต้ จึงมีข้อกำหนดเรื่องความ
ปลอดภัยสูงมาก” จ่างเยี่ยนอธิบาย
เจียงเซิงพยักหน้ารับ
รถม้าเคลื่อนเข้าไปถึงอยู่ใต้ประตูเมือง มีทหารเข้ามาตรวจสอบ
ตามธรรมเนียม เจิ้งหรูเชียนเปิดม่านอย่างว่าง่าย แล้วหยิบเอกสาร
แสดงตนที่ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยมอบให้ออกมา สุดท้ายก็เปิดห่อ
สัมภาระ
หลังจากตรวจสอบและไม่พบสิ่งใดผิดปกติ นายทหารชำเลือง
มองใบหน้าแปลกตาเหล่านั้นแล้วถอยหลังเปิดทางให้
รถม้าแล่นเข้าสู่เมืองหลวงอย่างแผ่วเบา ท่ามกลางเสียงตะโกน
ด้วยภาษาทางการที่คุ้นเคยเข้าสู่โสตประสาท
จ่างเยี่ยนเงยหน้าขึ้นจากมุมหนึ่งในรถม้า แขนขาเย็นเฉียบแต่
สมองกลับแจ่มชัดเป็นพิเศษ
หลังจากผ่านไปสามปี เขาก็ได้กลับมายังเมืองแห่งนี้อีกครั้ง
คราวนี้เขาเป็นเพียงจ่างเยี่ยน เด็กหนุ่มธรรมดาที่มีพี่ชายและ
น้องสาว
จู่ ๆ ก็มีฝ่ามืออันอบอุ่นมากุมไว้ พร้อมกับเสียงบ่นของเจียงเซิง
“พี่ห้า เหตุใดมือของท่านจึงเย็นเช่นนี้ ท่านหนาวหรือ”
ความอบอุ่นแผ่ซ่านมาไม่ขาดสายทำให้มืออุ่นขึ้นมา รวมถึง
จิตใจของเขาที่ค่อย ๆ สงบลงด้วย
“จริงหรือ? เจ้าห้าหนาวหรือ?” เวินจืออวิ่นที่เพิ่งเช็ดเลือดกำเดา
เสร็จเข้ามากอดขาของเขาไว้ “พี่สี่จะช่วยทำให้เจ้าอุ่นนะ”
สวี่โม่มองครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียวกันด้วยรอยยิ้ม
มีเพียงเจิ้งหรูเชียนที่อยู่ภายนอกชำเลืองมองเสื้อผ้าตัวเบาของ
ตน มองพระอาทิตย์ที่สว่างจ้าแผดเผา และเหงื่อที่ไหลออกมาจาก
หน้าผากของผู้คนซึ่งสัญจรไปมา
อากาศในเดือนหกเดือนเจ็ดจะหนาวแล้วหรือ?
เมื่อมาถึงเมืองหลวงครั้งแรก การหาที่อยู่อาศัยจึงเป็นสิ่งแรกที่
ต้องจัดการ
หลังคำนึงถึงค่าครองชีพที่สูงในเมืองหลวง เหล่าพี่น้องจึงเห็น
พ้องต้องกันว่าจะเช่าบ้าน
แต่ราคาค่าเช่าบ้านก็ทำให้พวกเขาตกตะลึงไม่น้อย
สวี่โม่เป็นจวี่เหริน ก่อนการสอบระดับแคว้นจะต้องเข้าศึกษา
ที่กั๋วจื่อเจี้ยน*[1] ดังนั้นที่อยู่อาศัยดีที่สุดควรเลือกใกล้ ๆ กับกั๋วจื่อ
เจี้ยน
เจิ้งหรูเชียนสนใจเรือนเล็กที่มีสองชั้น จึงสอบถามราคาอย่าง
ระมัดระวัง “เรือนหลังนี้ราคาเท่าไหร่หรือขอรับ?”
นายหน้าแคะเล็บท่าทางเกียจคร้านพลางตอบ “หนึ่งร้อยตำลึง”
เจิ้งหรูเชียนตกใจจนสีหน้าเปลี่ยนไป
นึกถึงอำเภอเซี่ยหยางที่บ้านขนาดเดียวกันแต่มีราคาเพียงสิบ
ตำลึง ตอนนั้นเขายังคิดว่ามันราคาแพงเกินไปแล้วด้วยซ ้า
ต่อมาเรือนเล็กในเขตอันสุ่ยที่ใหญ่โตขนาดนั้น เงินยี่สิบห้าตำลึง
ก็สามารถเช่าได้หนึ่งปี
แต่ทำไมเรือนเล็กในเมืองหลวง ถึงต้องใช้เงินถึงหนึ่งร้อยตำลึงจึง
จะเช่าได้
เจิ้งหรูเชียนไม่เข้าใจ ยิ่งไปกว่านั้นคือเขากำลังโมโหและรู้สึกไร้
พลัง
ความมั่นใจที่เต็มเปี่ยมตอนออกจากเขตอันสุ่ยค่อย ๆ หดหายไป
ในยามนี้ เขานึกถึงเงินสองพันตำลึงที่ตนเองคิดว่าเป็นเงินก้อนใหญ่
หากโยนมันออกไปในเมืองหลวงอาจจะไม่พอแม้แต่จะซื้อเรือกระดาษ
เล่น
“อะไรกัน คิดว่าแพงรึ?” นายหน้าหัวเราะเยาะ ใบหน้าเผยความ
เย็นชาอย่างเหนือกว่า “มองปราดเดียวก็รู้ว่าพวกเจ้าเป็นคนบ้านนอก
มาจากที่กันดาร อีกทั้งยังดูยากจนข้นแค้น เจ้าคิดจริงหรือว่าเมือง
หลวงจะเป็นเหมือนบ้านนอกของพวกเจ้า? ที่นี่คือเมืองหลวงนะ เป็นที่
ประทับของฮ่องเต้ ถ้าไม่มีเงินก็ไปอยู่กับขอทานในวัดร้างเถอะ อย่า
มาทำให้ข้าเสียเวลา”
พูดจบเขาก็ผลักเจิ้งหรูเชียนล้มลงกับพื้นแล้วก้าวข้ามตัวเขาไป
[1] กั๋วจื่อเจี้ยน : สถาบันการศึกษาชั้นสูงในสมัยโบราณ