พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 177 ปักหลักและเช่าบ้าน
แม้ว่าเจิ้งหรูเชียนจะคุ้นเคยกับการทำการค้า และคิดว่าตนเอง
เคยผ่านลมพายุมามากมาย แต่ในช่วงเวลาที่ถูกผลักจนล้มนั้น เขาก็
ยังรู้สึกมึนงงอยู่บ้าง
เมืองหลวงเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยคนเก่งและมีพรสวรรค์ เป็นที่
ประทับของฮ่องเต้ แต่ทุกคนก็มีแขนสองข้าง มีขาสองข้าง ตาสอง
ข้าง และปากหนึ่งเหมือนกัน แล้วเหตุใดจึงรังแกผู้อื่นอย่างนี้
หากความโกรธเป็นดั่งไฟที่จับต้องได้ ตัวเจิ้งหรูเชียนคงลุกไหม้
จากหัวจรดเท้าแล้วแน่นอน
แต่คนที่โกรธมากกว่าเขาคือน้องชายและน้องสาวที่อยู่ด้านหลัง
“เหตุใดท่านถึงผลักผู้อื่นแบบนี้!” เจียงเซิงโกรธจัด อยากจะพุ่ง
เข้าไปกัดคนผู้นั้นสักสองที “แพงแล้วอย่างไร พวกท่านกล้าตั้งราคา
มา พวกข้าก็มีสิทธิ์บ่นว่าแพงได้!”
เวินจืออวิ่นกำขวดยาในแขนเสื้อแน่น ในใจรู้สึกหวาดกลัว
เล็กน้อย แต่ก็ตั้งในแน่วแน่ว่าจะปกป้องพี่รอง
จ่างเยี่ยนหรี่ตาลง เก็บซ่อนแววเยาะเย้ยไว้ในดวงตา ผู้คนที่เกิด
และเติบโตในเมืองหลวงเหล่านี้ยังคงรู้สึกว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่น
เหมือนเดิม
มีเพียงสวี่โม่ที่ยังคงสงบนิ่ง เขาใช้มือข้างหนึ่งกอดเจียงเซิงที่
กำลังดิ้นพล่านอยู่ ส่วนอีกมือกั้นน้องชายทั้งสองคนที่กำลังคิดคะนอง
จากนั้นจึงส่งสายตาให้กำลังใจเจิ้งหรูเชียน “เจ้ารอง ลุกขึ้นเถอะ!”
แม้พวกเขาจะไม่มีทั้งบิดามารดา ไม่มีฐานะอันสูงส่ง ไม่มีทรัพย์
สมบัติมากมาย และไม่มีความสามารถพิเศษอะไร แต่พวกเขาก็ผ่าน
ความยากลำบากมามากมายจากจุดเริ่มต้นอันว่างเปล่า พร้อมกับ
เคยเผชิญลมพายุมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
คนเมืองหลวงที่เย่อหยิ่งจองหองเช่นนี้ มีอะไรให้รู้สึกว่าน่าเกรง
ขามกัน
เมื่อได้รับสายตาจากสวี่โม่ เจิ้งหรูเชียนก็ค่อย ๆ สงบลง เขาลุก
ขึ้นจากพื้นอย่างคล่องแคล่ว ปัดมือ แล้วแค่นหัวเราะ “ก็แค่นายหน้า
คนหนึ่งแต่กลับทะนงตนถึงเพียงนี้ ข้าสามารถจ่ายค่าเช่าบ้านร้อย
ตำลึงได้ แล้วท่านเล่า หาเงินได้ปีละร้อยตำลึงหรือไม่?”
นายหน้าที่ยังไม่ได้เดินไปไกลนักถึงกับชะงักฝีเท้า
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่มีเงินร้อยตำลึง เพียงแต่ไม่อยากเช่าบ้านของท่าน
ก็เท่านั้น” เจิ้งหรูเชียนเยาะหยัน “คิดว่าในเมืองหลวงนี้มีแต่เจ้าที่เป็น
นายหน้าหรืออย่างไร?”
พูดจบเขาก็จูงมือน้องชายทั้งสองเดินจากไป
สวี่โม่จับมือเจียงเซิงเดินตามมาติด ๆ
ไม่ว่านายหน้าคนนั้นจะเยาะเย้ยด้วยความโกรธเคือง หรือจะด่า
ทอพวกเขาว่าเป็นคนบ้านนอกอย่างไร พวกเขาก็ไม่เหลียวกลับไป
มอง
เมืองหลวงคือนครหลวงของราชวงศ์ต้าอวี๋ เป็นศูนย์กลางของ
แคว้น เมื่อถึงคราวสอบระดับแคว้น ผู้เข้าสอบจากทั่วทุกสารทิศก็
หลั่งไหลมา เมื่อถึงเวลาทำงาน ผู้คนจากแดนไกลก็มาที่นี่มากมาย
นับไม่ถ้วน
พวกเขาขยันขันแข็ง พวกเขาไม่ใช่คนพื้นเมือง แต่พวกเขา
ครอบครองเมืองหลวงถึงครึ่งหนึ่ง ค่อย ๆ บีบสิทธิ์ของคนพื้นเมืองให้
น้อยลง
ยิ่งคนพื้นเมืองในเมืองหลวงเกลียดชังคนต่างถิ่นก็ยิ่งหมายความ
ว่าในเมืองหลวงมีคนต่างถิ่นเพิ่มมากขึ้น
มีเพียงคนต่างถิ่นเท่านั้นที่จะไม่รังเกียจคนต่างถิ่นด้วยกัน
หลังจากเจิ้งหรูเชียนวิเคราะห์อย่างละเอียดและทนสอบถามอยู่
หลายครั้ง ในที่สุดก็พบร้านของพ่อค้านายหน้าคนใหม่
ตามที่ได้ยินมา พ่อค้านายหน้าคนนี้ไม่เพียงเป็นคนต่างถิ่น แต่
ยังเป็นคนจากแถบตอนกลางด้วยเหมือนกัน
เจิ้งหรูเชียนตั้งใจพูดสำเนียงอันสุ่ยแล้วเข้าไปถามว่า “ใกล้ ๆ
กับกั๋วจื่อเจี้ยนมีเรือนสองลานหรือไม่?”
นายหน้าเงยหน้าขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ แต่ไม่มีท่าทีนึกดู
ถูกหรือรังแกพวกเขาแต่อย่างใด “คุณชายท่านยอมรับราคาได้สูงสุด
เท่าไหร่? มีข้อกำหนดเรื่องอายุบ้านหรือไม่? ต้องการการตกแต่ง
อย่างไร?”
“ขอเพียงอาศัยอยู่ได้ก็พอ” เจิ้งหรูเชียนคิดสักครู่ “แต่ไม่เกินร้อย
ตำลึง”
นายหน้าพลิกดูบันทึกบ้านที่มีอยู่ แล้วหยิบออกมาสามหลังที่ตรง
ตามเงื่อนไข “ข้าจะพาคุณชายไปดู”
กั๋วจื่อเจี้ยนมีทำเลดี อยู่ใกล้ย่านที่คึกคักที่สุดของเมืองหลวง
บ้านที่เหมือนกันย่อมมีราคาสูงลิ่ว
ในทางกลับกัน หากราคาถูกลงมาหน่อยก็ต้องอยู่ไกลออกไปอีก
เรือนสามหลังที่นายหน้าให้มา หลังแรกอยู่ไกลมาก ตัวบ้านดี
ราคาหกสิบตำลึงก็นับว่าไม่แพง แต่น่าเสียดายที่จากหน้าบ้าน
มาถึงกั๋วจื่อเจี้ยน แม้จะนั่งรถม้าก็ต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วยามกว่าจะถึง
ซึ่งเท่ากับระยะทางจากหมู่บ้านสิบลี้ไปถึงอำเภอเซี่ยหยางเลยทีเดียว
เรือนหลังที่สองอยู่ใกล้กว่ามาก ใช้เวลาเดินทางเพียงครึ่งถ้วยชา
แต่บ้านหลังเล็กไปหน่อย มีเพียงสองห้อง ไม่พอให้พวกเราอยู่กัน อีก
ทั้งราคายังสูงถึงร้อยตำลึง
เรือนหลังที่สามบังเอิญเป็นที่ที่เจิ้งหรูเชียนเคยสนใจไว้ก่อนหน้า
นี้ มันคือเรือนสองลาน
ขณะที่เขาแกล้งทำเป็นสำรวจลานบ้านอย่างตื่นเต้น ก็ถามหยั่ง
เชิงกับอีกฝ่ายว่า “บ้านหลังนี้เป็นของใครหรือ พวกท่านเป็นนายหน้า
เพียงรายเดียวที่ได้รับมอบหมายให้ปล่อยเช่าหรือ”
นายหน้าส่ายหน้าตอบ “แน่นอนว่าไม่ได้มอบให้นายหน้าเพียง
รายเดียว เจ้าของบ้านเป็นความลับ แต่นายหน้าในเมืองหลวงทุกราย
สามารถปล่อยเช่าบ้านหลังนี้ได้ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะขายได้ก่อนกัน”
เจิ้งหรูเชียนพยักหน้า ตัดสินใจได้แล้ว
แต่ตอนนั้นเองที่นายหน้าก็เข้ามากระซิบว่า “แต่ข้าสามารถบอก
ความลับกับท่านได้ เรือนหลังนี้เป็นทรัพย์สินของตระกูลเจียง ข้าไม่
กลัวว่าท่านจะมองข้ามข้าแล้วไปหาเจ้าของบ้านโดยตรง ตระกูลเจียง
เป็นตระกูลใหญ่ที่พวกเราไม่อาจแตะต้องได้นะ”
พูดจบ เขาก็มองไปทางตะวันออกด้วยความเคารพยำเกรง
ในราชวงศ์ต้าอวี๋ทิศตะวันออกถือเป็นทิศที่สูงส่ง รองลงมาคือทิศ
ตะวันตก
ตัวอย่างเช่นในเขตอันสุ่ย ตระกูลที่มั่งคั่งมักอาศัยอยู่ทางทิศ
ตะวันออกของเขต ส่วนสามัญชนจะอยู่ทางทิศตะวันตก
การที่ตระกูลเจียงซานารถอาศัยอยู่ทางตะวันออกของเมืองหลวง
ได้นั้น เป็นการพิสูจน์ได้ถึงอำนาจและสถานะของตระกูล
เจิ้งหรูเชียนพยักหน้าเบา ๆ ในที่สุดก็ถามถึงประเด็นสำคัญ
“ราคาบ้านหลังนี้คือเท่าไหร่หรือ?”
นายหน้าตอบโดยไม่ลังเล “ปีละแปดสิบตำลึง”
“!!!”
เจิ้งหรูเชียนตกใจ นายหน้าคนก่อนไม่เพียงแต่หยิ่งยโสเท่านั้น
แต่ยังตั้งใจขึ้นราคาอีกด้วย น่ารังเกียจเกินไปแล้ว
เขาเกือบจะลงนามและจ่ายเงินไปแล้วเชียว
แต่พอคิดดูอีกทีการไม่ต่อรองราคานั้นช่างขัดกับนิสัยของ
คุณชายรองเจิ้งอย่างยิ่ง ดังนั้นเขาจึงใช้วาทศิลป์อันเป็นเลิศ พูดจา
ต่อรองอย่างคล่องแคล่วจนสามารถลดราคาจากแปดสิบตำลึงเหลือ
เจ็ดสิบตำลึงได้สำเร็จ
นายหน้าพูดอย่างจนใจ “น้องชาย เจ้าเหมาะจะเป็นนายหน้า
มากกว่าข้าเสียอีก แค่ปากของเจ้าก็สามารถให้เช่าบ้านไปได้หลาย
หลังแล้ว”
เจิ้งหรูเชียนหัวเราะเบา ๆ พลางลงนามและประทับตรา ทั้งยัง
จ่ายเงินเจ็ดสิบตำลึงและเงินมัดจำอีกสิบตำลึง
แม้จะเช่าอยู่เพียงหนึ่งปี แต่นี่ก็ยังเป็นบ้านของพวกเขา เป็นที่พัก
พิงของพวกเขาในเมืองหลวง
คนเราก็เป็นเช่นนี้ เมื่อมีที่อยู่อาศัยจิตใจก็จะสงบลง
หลังจากกล่าวลานายหน้า พวกเขาก็ก้าวเข้าไปในเรือนสองลาน
อย่างเป็นทางการ
สายตาของเจิ้งหรูเชียนนั้นดีมาก
แม้เรือนหลังนี้จะมีเพียงสองชั้น แต่การจัดวางสมเหตุสมผล ที่
ประตูใหญ่มีห้องข้างสองห้อง น่าจะเป็นที่พักของคนรับใช้ ชั้นแรกมี
ห้องหลักสองห้อง ผ่านซุ้มประตูไปก็เป็นชั้นที่สอง ซึ่งก็มีห้องหลักอีก
สองห้องเช่นกัน
เจียงเซิงเริ่มแบ่งห้องอย่างมีความสุข “เจียงซานกับเจียงซื่อพักที่
ห้องข้าง พี่ใหญ่กับพี่รองพักชั้นแรก พี่สี่พี่ห้ากับข้าและท่านป้าพักที่
ชั้นสอง พอพี่สามกลับมาก็ให้เขาพักกับพี่รอง”
แต่เดิมเจียงซานกับเจียงซื่อต้องคอยคุ้มครองคุณหนูคุณชาย
แต่เจิ้งหรูเชียนอยากนำไส้กรอกรมควันมาด้วย จึงทำให้พวกเขาออก
เดินทางช้าไปสองวัน เพื่อนำรถที่บรรทุกไส้กรอกรมควัน หมูรมควัน
และปลาตากแห้งเต็มเกวียนมาด้วย
เจียงเซิงรู้สึกว่าตนเองแบ่งห้องได้ดี ยอดเยี่ยม และมีเหตุผล
แต่ไม่คิดว่าพวกพี่ชายจะพูดคัดค้านเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่ได้”
เจียงเซิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
จ่างเยี่ยนกระแอมเบา ๆ สีหน้าดูไม่เป็นธรรมชาติเท่าไหร่ “พวก
เราโตขึ้นมากแล้ว ไม่อาจอยู่ใกล้เจ้าได้มากนัก”
เวินจืออวิ่นมีสีหน้าลำบากใจ ในใจเขารู้ดีว่าน้องชายพูดถูก แต่ก็
อยากทำตามที่น้องสาวบอก
“ให้ท่านป้ากับเจียงเซิงอยู่ที่ห้องชั้นสอง” สวี่โม่ตัดสินใจ “สอง
ห้องหลักข้าจะอยู่กับเจ้ารอง เจ้าสี่อยู่กับเจ้าห้า”
เจียงเซิงทำหน้าน้อยใจ “หากพี่สามกลับมาแล้วเขาจะอยู่ที่
ไหน?”
เจิ้งหรูเชียนชี้ไปยังกรงสุนัขเก่า ๆ ในลานบ้าน “ข้าว่าตรงนั้นก็ดี
นะ”
ส่วนฟางเหิงที่อยู่ไกลถึงชายแดนทางเหนือก็จามออกมาอีกครั้ง
เขารู้สึกว่าราวกับมีคนกำลังด่าตนเองอยู่