พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 178 คนที่เกลียดสวี่โม่ที่สุด
เมื่อจัดห้องเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาไปซื้อหาของใช้ใน
ชีวิตประจำวัน
หม้อ ชาม กระทะ ผ้าห่ม ที่นอน รวมถึงข้าวและผักที่จะกิน
ในเมื่อเป็นบ้านก็ต้องมีลักษณะของบ้าน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับจะย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน
ตอนที่พวกเขาเช่าเรือนอยู่ในอำเภอเซี่ยหยาง เพียงแต่ตอนนั้นพวก
เขานำข้าวของใช้ทั้งหมดมาด้วย หลังมีที่พักอาศัยก็สามารถใช้ชีวิต
อยู่ได้อย่างสงบสุข
แต่ตอนนี้กระทั่งเข็มสักเล่มพวกเขาก็ต้องซื้อใหม่ทั้งหมด
โชคดีที่มีป้าจางอยู่ด้วย
ความละเอียดรอบคอบของสตรีนั้นบุรุษไม่อาจเข้าใจได้ เจียงเซิง
ยิ่งไม่สามารถจินตนาการถึงมันได้
แม้ว่าราคาสินค้าในเมืองหลวงจะทำให้ผู้คนต้องสูดหายใจเข้า
เฮือกใหญ่ แต่ป้าจางใช้เวลาเพียงครึ่งวันจัดการเรื่องผ้าห่มและที่นอน
ทั้งหมด จัดหาข้าวของใช้ที่จำเป็นในครัว และยังทำอาหารหอมกรุ่น
จนเต็มโต๊ะมาให้ด้วย
แม้จะได้ลิ้มรสอาหารหลากหลายในช่วงเวลาหนึ่งเดือนกว่าที่
เดินทางมา แต่ร่างกายก็ย่อมเหนื่อยล้า ไม่อาจกินอาหารได้มากนัก
จนกระทั่งนั่งลงที่โต๊ะไม้ในเรือน พวกเขาจึงรู้สึกได้ถึงความสงบ
และความสุขของกาลเวลา
ในคืนนั้นทุกคนจึงหลับสบาย
ยกเว้นเจิ้งหรูเชียน…
ทั้งบ้านมีเงินอยู่เพียงห้าร้อยตำลึง ค่าเช่าบ้านรวมเงินมัดจำคือ
แปดสิบตำลึง หม้อ ชามและเครื่องนอนใช้เงินซื้อไปห้าสิบตำลึง เหลือ
อีกสามร้อยเจ็ดสิบตำลึง
ในหมู่บ้านสิบลี้หรืออำเภอเซี่ยหยาง สามร้อยเจ็ดสิบตำลึงก็ถือ
ว่าเป็นเงินก้อนใหญ่ เพียงพอให้ครอบครัวที่มีคนสามคนอยู่ได้ไปครึ่ง
ชีวิต
แต่ที่นี่คือเมืองหลวง เนื้อหมูก็ยังมีราคาชั่งละยี่สิบเหวิน ข้าวและ
แป้งเริ่มต้นที่ห้าเหวิน ค่าครองชีพสูงขึ้นไม่ต ่ากว่าสามเท่า
สามร้อยเจ็ดสิบตำลึงแค่ใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีวิตอยู่ก็ยากแล้ว
จะเอาไปลงทุนหาเงินเพิ่มได้อย่างไร
เป็นครั้งแรกที่เจิ้งหรูเชียนรู้สึกเสียใจ เขาไม่ควรใจร้อนนำเงิน
เก็บทั้งหมดไปซื้อเรือนพักกับที่กักตุนน ้าแข็ง
บางทีการทำเช่นนี้อาจนำมาซึ่งผลกำไรมหาศาลในอนาคต แต่
ความยากลำบากในเมืองหลวงที่อยู่เบื้องหน้า หากไม่รีบแก้ปัญหาจะ
มีอนาคตได้อย่างไร
เจิ้งหรูเชียนคิดมาก จิตใจหนักอึ้ง ทั้งยังกลัวว่าตนอาจจะ
รบกวนสวี่โม่ที่ต้องไปรายงานตัวที่กั๋วจื่อเจี้ยนในวันพรุุ่งนี้ ถึงขั้นไม่
กล้าพลิกตัวไปมาบนเตียง
แต่สวี่โม่ยังคงสัมผัสได้ถึงลมหายใจกระวนกระวายของน้องชาย
เขาลืมตามองไปทางคานบ้านอันพร่ามัว พยายามเรียบเรียงคำ
พูดในใจ ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยว่า “เจ้าคิดว่าพวกเราในตอนนี้ลำบาก
เหมือนตอนแรกเริ่มหรือไม่?”
เจิ้งหรูเชียนชะงัก
เมื่อก่อนพวกเขาช่างลำบากเหลือเกิน ไม่มีข้าวจะกิน ได้แต่เก็บ
ใบผักเน่า ๆ ทำอาหารกินประทังท้อง สวี่โม่ที่ขาเจ็บก็ยังต้องคัดลอก
หนังสือเพียงเพื่อเงินค่าจ้างไม่กี่เหวิน
เขายังจำได้ว่าเงินเก็บก้อนแรกที่ได้มาจากการขายเห็ด รวมกับ
ค่าคัดลอกหนังสือของสวี่โม่ เมื่อนำมารวมกันก็มีเพียงยี่สิบสามสิบเห
วินเท่านั้น
แต่สำหรับพวกเขาในยามนั้นนับว่ามันเป็นเงินก้อนโตทีเดียว
เจิ้งหรูเชียนจำสีหน้าดีใจของเจียงเซิงได้จนถึงทุกวันนี้ถึง นางนับ
เงินยี่สิบกว่าเหรียญราวกับกำลังนับก้อนทองคำ ใบหน้าเปี่ยมด้วย
ความพึงพอใจอย่างที่สุด
แล้วเหตุใดเพียงชั่วพริบตา เงินสามร้อยเจ็ดสิบตำลึงในมือกลับ
ทำให้ข้ากระสับกระส่ายเช่นนี้?
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกว่าตนเองคงถูกความเจริญของเมืองหลวงกระตุ้น
จิตใจเข้าเสียแล้ว
ตอนอยู่เขตอันสุ่ย เขารู้สึกว่าตนเองเป็นถึงเจ้าของกิจการครึ่ง ๆ
กลาง ๆ แม้ไม่เคยไปทานอาหารที่ร้านเรือนโยวหราน แต่ก็มีความ
กล้าที่จะเข้าออกเรือนโยวหราน
เมื่อมาถึงเมืองหลวง กระทั่งนายหน้าคนนั้นยังกล้าเดินข้ามอก
พวกเขาไป ทุกคนต่างมองเห็นความยากจน ความอ่อนแอ และเงิน
ไม่กี่เหวินในถุงของพวกเขา
สามร้อยเจ็ดสิบตำลึงในเขตอันสุ่ยทำให้หลายครอบครัวดีใจจน
เป็นบ้า แต่เมื่อโยนลงบนพื้นของเมืองหลวงกลับแทบไม่มีค่า
แต่ทุกบ้านในเมืองหลวงนั้นมีสามร้อยเจ็ดสิบตำลึงนี้จริงหรือ?
การที่มีคนร ่ารวยมากขึ้น หมายความว่าทุกคนบนผืนแผ่นดินนี้
ล้วนร ่ารวยหรือ?
เจิ้งหรูเชียนไม่เชื่อเช่นนั้น
ถึงแม้ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวงจะเหนือกว่าเขตอันสุ่
ยมาก แต่คนจนที่ควรมีก็ยังคงมี ความขัดสนที่ควรมีก็ยังคงอยู่
สามร้อยเจ็ดสิบตำลึงเป็นเงินทั้งหมดที่เขามีในมือ แต่ก็เป็น
จำนวนเงินที่หลายคนปรารถนาแต่ไม่อาจได้สัมผัส
เหตุใดจึงต้องดูถูกตัวเอง?
แล้วเหตุใดจึงต้องกระสับกระส่ายไม่สบายใจ?
แต่ก่อนพวกเขาจากที่ไม่มีอะไรเลยก็สามารถมีเงินเก็บนับพัน
ตำลึง มีโรงผลิตและจ้างคนงานได้ ทั้งยังซื้อบ้านพักและสร้างใต้ดิน
เพื่อกักเก็บน ้าแข็งได้อีก
ยามนี้เงินสามร้อยเจ็ดสิบตำลึงสามารถเพิ่มเป็นสามพันเจ็ดร้อย
ตำลึง แล้วต่อยอดเป็นสามหมื่นเจ็ดพันตำลึงได้ด้วยมือของเขา เจิ้ง
หรูเชียนคนนี้!
บนรองเท้าของเจียงเซิงจะต้องมีไข่มุกเม็ดกลมมนอยู่อย่าง
แน่นอน!
จากนั้นเด็กหนุ่มที่เมื่อครู่ยังครุ่นคิดไปมาก็จมเข้าสู่ห้วงนิทรา
ในฝัน น้องสาวสวมรองเท้าปักลายประดับไข่มุก กระโดดโลด
เต้นอย่างมีความสุข
ในฝัน เจ้าสามขี่ม้าถืออาวุธ ท่าทางสง่างามน่าประทับใจ
ในฝัน พวกเขานั่งอยู่ในเรือนอันหรูหรา ดื่มสุราจิบชา มีบ่าวรับ
ใช้นับไม่ถ้วน มีทรัพย์สมบัติมากมายที่ใช้ไม่หมด
สิ่งสำคัญคือพวกเขาอยู่ด้วยกัน ไม่มีวันแยกจาก
สวี่โม่ได้ยินเสียงลมหายใจสม ่าเสมอของเจิ้งหรูเชียน จึงยื่นมือไป
จัดผ้าห่มให้เขา แล้วหลับไปด้วยรอยยิ้ม
วันรุ่งขึ้น
สวี่โม่จะไปเข้าเรียนที่กั๋วจื่อเจี้ยนเพื่อเตรียมตัวสอบระดับแคว้น
ทุกคนในบ้านต่างเตรียมเครื่องเขียนกันอย่างคึกคัก เจียงเซิงยัง
เสนอให้ซื้อเสื้อคลุมผ้าไหมคุณภาพดี ด้วยเกรงว่าเขาจะถูกสหาย
ร่วมเรียนในกั๋วจื่อเจี้ยนดูถูก
สวี่โม่ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างสุภาพ
เด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปีกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ผ้าไหมคุณภาพดี
เพียงใดก็สู้การตั้งใจศึกษาเล่าเรียนไม่ได้ ข้าไปกั๋วจื่อเจี้ยนเพื่อการ
สอบระดับแคว้น ไม่ใช่เพื่อประชันเสื้อผ้า หากสหายร่วมเรียนจะดูถูก
ข้าเพียงเพราะเสื้อผ้าที่ใส่ก็ไม่จำเป็นต้องคบหากัน”
เขายืนกรานจะสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีฟ้าที่นำมาจากเขตอันสุ่ย
แขนเสื้อค่อนข้างแคบจึงสะดวกต่อการฝนหมึก ผ้าฝ้ายมีความ
ทนทานไม่กลัวเสียหาย สีฟ้าอ่อนเหมือนนิสัยที่สุขุมมั่นคงของเขา ไม่
โดดเด่นทว่าทำให้ผู้คนไม่อาจมองข้าม
แม้แต่เครื่องเขียนก็พยายามใช้ของเดิมไม่ได้ซื้อใหม่
เจิ้งหรูเชียนสูดจมูก “พี่ใหญ่ ท่านไม่จำเป็นต้องประหยัดเพื่อข้า
หรอก ไม่ว่าจะสามร้อยเจ็ดสิบหรือสามร้อยตำลึง ก็ไม่อาจขัดขวาง
ข้าไม่ให้ทำการค้าในเมืองหลวงได้”
“ไม่ใช่เพื่อเจ้า” สวี่โม่ตบบ่าเขาเบา ๆ “ข้าแค่เป็นตัวของตัวเอง
เท่านั้น”
เมืองหลวงมีดอกไม้งามมากมายให้ลุ่มหลงแล้วอย่างไร เพียง
มั่นคงในจิตใจ ดอกไม้มากมายก็เป็นเพียงภาพลวงตา
เรือนสองลานมีทำเลที่ดี
เพียงนั่งรถม้าออกมาจากประตู หลังเวลาหนึ่งถ้วยช้าก็มาถึงที่
หมาย
กั๋วจื่อเจี้ยนเป็นสถาบันศึกษาสูงสุดของราชวงศ์ต้าอวี๋ บัณฑิตใน
นั้นเรียกว่าเจี้ยนเซิง ส่วนใหญ่รับบัณฑิตที่มีความสามารถโดดเด่น
จากตระกูลใหญ่ ๆ ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมของพวกเขา แม้ไม่ต้อง
ผ่านการสอบขุนนางก็สามารถเข้าสู่เส้นทางราชการได้
แต่หลังจากผู้ที่สอบจวี่เหรินผ่านประสบความสำเร็จเป็นอย่าง
มาก เจี้ยนเซิงในกั๋วจื่อเจี้ยนที่ต้องการหลีกเลี่ยงการสอบเพื่อเข้าสู่
แวดวงขุนนางก็เริ่มลำบากมากขึ้น
เพื่อความยุติธรรมในการบ่มเพาะคนเก่ง ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันของ
ราชวงศ์ต้าอวี๋จึงออกคำสั่งให้กั๋วจื่อเจี้ยนสามารถรับบัณฑิตที่โดด
เด่นจากการสอบขุนนางทั่วทุกแห่งได้ ขอเพียงมีหนัอสือรับรองจาก
ผู้ว่าการในท้องถิ่นก็พอ
และตอนนี้ สิ่งที่อยู่ในมือของสวี่โม่ก็คือหนังสือที่ท่านผู้ว่าการ
เขตเฮ่อเฉิงจางเขียนถึงกั๋วจื่อเจี้ยน
เจี้ยหยวนวัยสิบสี่ปีสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก้าวไปยังประตูกั๋วจื่อเจี้ยน
เพิ่งจะเข้าไป เขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักและเสียงบังคับม้ามาจาก
ด้านหลัง
ตามมาด้วยเงาร่างคนหลายคนที่ผ่านเขาไป
มีทั้งเด็กหนุ่มอายุราวสิบกว่าปี คนหนุ่มวัยยี่สิบกว่าปีซึ่งผ่านพิธี
สวมกวานแล้ว และแม้แต่ชายวัยกลางคนอายุสามสิบกว่าที่ไว้หนวด
เครา
สิ่งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หลายคนใช้เวลาทั้งชีวิตในการสอบจวี่เห
รินแต่ก็ไม่เคยสอบผ่าน
สวี่โม่สูดหายใจกำลังจะก้าวเข้าไปในกั๋วจื่อเจี้ยน
ทันใดนั้น เขาก็เห็นใบหน้าด้านข้างของชายวัยกลางคน เลือด
ในกายพลันแข็งตัว ทั่วทั้งร่างแข็งทื่ออยู่กับที่ ไม่อาจขยับเขยื้อนได้