พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 179 ทำข้อตกลงกับร้านเรือนโยวหรานอีกครั้ง
นับจากการจากลาครั้งก่อน บัดนี้เวลาล่วงเลยมาเกือบสามปีแล้ว
อย่ากังวลไป นี่มิใช่การพบกันอีกครั้งหลังไม่พบเจอกันนาน แต่
เป็นความแค้นที่ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งหลังจากเก็บงำมาตลอด
สวี่โม่ไม่คิดเลยว่าจะได้พบจูจื้อที่หน้าประตูกั๋วจื่อเจี้ยน
เขาคนนั้นอายุล่วงเลยไปถึงสามสิบปีแล้ว ไว้เคราสั้น อีกฝ่ายยัง
มีใบหน้าขาวสะอาดและท่าทางหน้าไหว้หลังหลอกเหมือนอย่างใน
ความทรงจำ อาจเป็นเพราะถูกปลดจากตำแหน่งนายอำเภอ ทั่วร่าง
ของเขาจึงดูมีกลิ่นอายของบัณฑิตมากขึ้น เมื่อก้าวเข้าสู่กั๋วจื่อเจี้ยน
ก็ยิ่งดูผ่อนคลายและสบายอารมณ์
แต่เขามีสิทธิ์อะไรที่จะรู้สึกผ่อนคลายและสบายอารมณ์?
หางตาสวี่โม่แดงก ่า นึกถึงบิดามารดาที่ถูกใส่ร้าย นึกถึงความ
องอาจเมื่อทั้งสองยอมสละชีวิต นึกถึงคดีที่ถูกปิดไปอย่างง่าย ๆ นึก
ถึงสีหน้าลิงโลดของจูจื้อเมื่อถูกคนมาช่วยไว้
ความกดดันทำให้ฝีเท้าของเขาช้าลง ความแค้นทำให้สองมือ
ของเขาสั่นเทา ความมุ่งมั่นที่จะสังหารคนอันรุนแรงแผ่ซ่านออกมา
แม้แต่น้องชายน้องสาวที่อยู่ห่างออกไปก็ยังรู้สึกได้
“พี่ใหญ่เป็นอะไรไป?” เจิ้งหรูเชียนถามเสียงเบา “ข้าไม่เคยเห็น
เขาเป็นแบบนี้มาก่อนเลย”
เวินจืออวิ่นอ้าปากเล็กน้อย
ที่จริงแล้วเขาเคยพบอีกฝ่ายมาก่อน
มันคือตอนที่อดีตผู้ว่าการเขตอันสุ่ยรีบไปอำเภอเซี่ยหยางเพื่อ
จัดการคดีของคู่สามีภรรยานายอำเภอสวี่ ตอนนั้นพี่ใหญ่น่าเกรง
ขามมากจริง ๆ ราวกับเขาเป็นพายุที่อัดแน่นไปด้วยพลัง พร้อมจะ
กวาดล้างทุกสิ่งให้ย่อยยับได้ทุกเมื่อ
“บิดามารดาของพี่ใหญ่ตายด้วยสาเหตุใดกันแน่?” จ่างเยี่ยนเข้า
มาในบ้านทีหลังสุด เขาจึงรู้เรื่องพวกนี้น้อยมาก
แต่สวี่โม่ไม่อยากพูดถึง พวกเขาจึงไม่เคยเอ่ยถาม
เจียงเซิงกระซิบว่า “สามีภรรยานายอำเภอสวี่ถูกที่ปรึกษาทรยศ
ใส่ร้ายว่าเขารับสินบน ทั้งยังจับพวกเขาขังคุกอีก แต่เดิมจูจื้อไม่มี
อำนาจจัดการนายอำเภอสวี่ แต่ไม่รู้เกิดปัญหาอะไรขึ้น หลังจากสามี
ภรรยานายอำเภอสวี่ทำให้พี่ใหญ่ปลอดภัยได้แล้ว พวกเขากลับฆ่า
ตัวตายไปเสียอย่างนั้น”
ดังนั้นผู้ต้องสงสัยที่รอการสอบสวนจึงกลายเป็นผู้ที่ฆ่าตัวตาย
เพราะกลัวความผิด
หลังจากจูจื้อสรุปคดีไปส่ง ๆ ก็ขึ้นเป็นนายอำเภอเซี่ยหยางอย่าง
สบายใจ และปล่อยให้ภรรยากับน้องชายของนางทำเรื่องชั่วร้าย
ตามใจชอบ สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน
ชีวิตอันยากลำบากในตอนเริ่มแรกของพวกเขาแทบทั้งหมดเป็น
เพราะจูจื้อ ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาพี่น้องมีไหวพริบกันบ้างคงไม่อาจมี
ชีวิตอยู่ได้อย่างทุกวันนี้
แต่สุดท้าย พี่น้องชายหญิงตระกูลเกาเป็นฝ่ายชดใช้ ส่วนจูจื้อผู้
เป็นต้นเหตุกลับลอยนวล ซ ้ายังมาเป็นเจี้ยนเซินที่กั๋วจื่อเจี้ยนอีก
แล้วจะไม่ให้พี่ใหญ่โมโหได้อย่างไร?
“เกรงว่าการเรียนอยู่ในกั๋วจื่อเจี้ยนของพี่ใหญ่คงไม่สงบแล้ว”
เวินจืออวิ่นกระซิบเบา ๆ
คนอื่นไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงมองสวี่โม่จากที่สั่นเทิ้มก็เริ่มสงบลง
แล้วเดินเข้าไปในกั๋วจื่อเจี้ยนอย่างสง่าผ่าเผย
เขาถึงขั้นเดินสวนกับจูจื้อพลางยกยิ้มและพยักหน้าทักทาย
เหล่าน้องชายน้องสาวต่างสะดุ้งโหยงกันถ้วนหน้า
เสือที่คำรามใส่นั้นไม่น่ากลัว แต่ที่น่ากลัวคือมันกำลังทำตัวเงียบ
เชียบและซุ่มซ่อน จนทำให้เข้าใจผิดว่ามันเป็นเพียงแมวน้อยตัวหนึ่ง
เมื่อคลายความระแวดระวังลงนั่นก็คือวาระสุดท้ายของตัวเอง
จูจื้อไพล่มือไว้ด้านหลัง เดินเข้าไปข้างในพลางหัวเราะสนทนา
กับคนอื่น ๆ
ในนั้นมีเด็กหนุ่มอายุราวสิบห้าสิบหกปีคนหนึ่งเอ่ยถามด้วย
รอยยิ้ม “ท่านอาสามสอบจวี่เหรินมาเก้าปีในที่สุดก็สอบผ่านแล้ว
ต่อไปท่านตั้งใจจะสอบระดับแคว้นหรือว่าจะรับราชการในท้องถิ่น
ขอรับ?”
สีหน้าของจูจื้อมืดมน เห็นได้ชัดว่าคงนึกถึงเรื่องที่ไม่ชอบใจ
บางอย่าง “ข้าไม่ไปรับราชการในท้องถิ่นแล้วแต่จะอยู่ที่เมืองหลวง”
ถึงแม้ตำแหน่งจวี่เหรินจะน่านับถือ แต่หากต้องการรับราชการ
เป็นขุนนาง ก็จำเป็นจะต้องไปประจำการในต่างแดน ไม่อาจปักหลัก
อยู่ในเมืองหลวงได้
จูจื้อกล่าวเช่นนี้เท่ากับเขาตัดสินใจจะสอบจิ้นซื่อ แล้วอาศัย
บารมีของตระกูลเพื่อเข้าสู่แวดวงขุนนางในเมืองหลวงนั่นเอง
“พี่ชายฟางหยวนก็เหมือนจะเข้าร่วมการสอบระดับแคว้นด้วย”
เด็กหนุ่มที่อายุน้อยที่สุดพูดขึ้นมาด้วยท่าทางชื่นชม “ไม่รู้ว่าระหว่าง
ท่านอาสามกับพี่ชายฟางหยวน ใครจะสามารถสอบจิ้นซื่อได้สำเร็จ”
สีหน้าของจูจื้อดำทะมึนลงทันที
เขาเป็นลุงของฟางหยวน อายุมากกว่าฟางหยวนเกือบยี่สิบปี แต่
กลับสอบจวี่เหรินได้พร้อมกับเด็กคนนั้น
เรื่องเช่นนี้หากพิจารณาแยกกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เมื่อนำมา
รวมกันแล้วจูจื้อก็อดรู้สึกอับอายไม่ได้ ก่อนมันจะค่อย ๆ กลายเป็น
ความอัปยศ
เด็กหนุ่มคนแรกที่พูดก่อนหน้านี้สังเกตเห็นความผิดปกติ จึงรีบ
สะกิดน้องชาย “พวกเขาสามารถสอบผ่านได้พร้อมกัน ถึงตอนนั้น
ตระกูลจูของพวกเราก็เท่ากับได้รับโชคสองเท่าแล้ว”
จูจื้อหัวเราะเยาะ “ฟางหยวนเป็นคนของตระกูลฟาง ถึงแม้จะสอบ
จิ้นซื่อได้ ก็เป็นเรื่องน่ายินดีของตระกูลฟาง เกี่ยวอะไรกับตระกูลจู
ของพวกเรากัน?”
ทุกคนต่างพากันเงียบ
พวกเขาก้มหน้าเดินต่อไปอย่างเงียบงัน
ไม่ได้สังเกตเห็นสวี่โม่ที่เดินผ่านไปตั้งแต่แรก ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่
เดินนำหน้าเขาไป สวี่โม่มองดูเงาแผ่นหลังทั้งหลายที่ภายนอกดู
เหมือนจะกลมเกลียวกันแต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เขาพลันแค่น
เสียงหัวเราะ
สวี่โม่หันกลับไปมองน้องชายน้องสาวที่มีสีหน้ากังวลแล้วโบกมือ
ไปมาอีกครั้ง
“วางใจเถอะ พี่ใหญ่ของพวกเจ้ายังเป็นพี่ใหญ่ของเจ้าเสมอ ไม่
หุนหันทำอะไรโดยพลการหรอก”
เด็กหนุ่มถือหนังสือไว้ในมือ ยืดหลังตั้งตรง เดินหน้าต่อไปอย่าง
สงบนิ่งและมั่นคง
เขาไม่หวั่นเกรงอำนาจ ไม่กลัวอันตรายที่ซ่อนเร้น
จนกระทั่งเงาร่างหายไปจากสายตา เหล่าพี่น้องจึงขึ้นรถม้า
กลับไปอย่างอาลัยอาวรณ์
“พี่ใหญ่จะไม่เป็นอะไรจริง ๆ หรือ” เจียงเซิงยกมือเท้าคาง “แต่ข้า
รู้สึกว่าเขากำลังโกรธมากเลยนะ”
“เขาก็แค่โกรธ พี่ใหญ่ทำอะไรย่อมมีแบบแผนของเขา” จ่างเยี่ยน
ยังคงค่อนข้างสงบเงียบ “อีกอย่างพวกเรายังไม่ได้ลงหลักปักฐานที่
เมืองหลวง พี่ใหญ่คงไม่ทำอะไรโดยไม่ไตร่ตรองก่อนหรอก”
คำว่า ‘ลงหลักปักฐาน’ นี้พูดง่าย เขียนง่าย แต่ลงมือทำจริงนั้น
ยากมาก
การเข้ากั๋วจื่อเจี้ยนของสวี่โม่นับเป็นเรื่องง่ายที่สุดแล้ว
ส่วนการหาเงินของเจิ้งหรูเชียนก็เป็นเรื่องที่กดดันและจัดการ
ยากที่สุด
โชคดีที่เจียงซานกับเจียงซื่อนำเกวียนซึ่งเต็มไปด้วยเนื้อรมควัน
มาถึง ทั้งหมดเป็นสินค้าชั้นดีที่หลิวซุ่ยทำเป็นพิเศษ เก็บไว้นานเป็น
เดือนก็ไม่เน่าเสีย
ผู้คนทั้งเรือนต่างช่วยกันคัดแยก
เจิ้งหรูเชียนกำลังจัดการพลางกังวลว่าหมูรมควันและไส้หรอก
รมควันเหล่านี้ควรนำไปขายที่ร้านค้าแผงเล็ก ๆ ทางตะวันตกของ
เมือง หรือจะส่งไปยังร้านเรือนโยวหรานของเมืองหลวงดี
ตามหลักแล้ว ร้านเรือนโยวหรานในอำเภอเซี่ยหยางและเขต
อันสุ่ยล้วนก็รับสินค้าของเขา เรือนโยวหรานในเมืองหลวงเองก็น่าจะ
ไม่ปฏิเสธ
แต่เมื่อนึกถึงท่าทางหยิ่งยโสของนายหน้าชาวเมืองหลวงตอนที่
หาที่อยู่ เจิ้งหรูเชียนก็เริ่มรู้สึกไม่มั่นใจ
กระทั่งนายหน้าคนหนึ่งยังทะนงตนถึงเพียงนี้ เจ้าของโรงเตี๊ยม
และร้านอาหารใหญ่ ๆ จะไม่เชิดหน้าชูคอขึ้นฟ้าเลยหรือ?
แต่ไม่คิดว่าเจียงเซิงจะเปลี่ยนเป็นชุดกระโปรงสะอาดสะอ้าน แล้ว
อุ้มไส้หรอกรมควันหลายชั่งเดินออกไป
“เจียงเซิงน้อย เจ้าจะไปไหน?” เจิ้งหรูเชียนประหลาดใจนัก
เจียงเซิงกล่าวจริงจัง “ข้าจะไปขายไส้หรอกรมควัน หมูรมควัน
แล้วก็ปลาตากแห้งที่ร้านเรือนโยวหราน”
เด็กหญิงคิดเรียบง่าย นึกเพียงว่าตอนที่โรงผลิตเป็นของพี่รอง
ทุกครั้งพี่รองจะเป็นฝ่ายไปขายเนื้อตากแห้งเหล่านี้ที่เรือนโยวหราน
แล้วลงนามในสัญญารับส่งสินค้า
บัดนี้เจ้าของโรงผลิตถูกเปลี่ยนมือจากเจิ้งหรูเชียนมาเป็นเจียง
เซิง การขายสินค้าจึงตกเป็นหน้าที่ของเจียงเซิงโดยปริยาย
เมื่อเป็นความรับผิดชอบของนาง นางก็ต้องรับ
หากเป็นงานของนาง นางก็ต้องทำ
ส่วนเรื่องร้านเรือนโยวหรานจะยิ่งใหญ่เพียงใด ชาวเมืองหลวงจะ
หยิ่งยโสเกินไปหรือไม่ ล้วนไม่อยู่ในขอบเขตความคิดของเจียงเซิง
“เจียงเซิงน้อย” น ้าเสียงของเจิ้งหรูเชียนแหบแห้ง “เจ้ามั่นใจ
ขนาดนั้นเชียวหรือว่าร้านเรือนโยวหรานในเมืองหลวงจะรับสินค้า
ของพวกเรา?”
เจียงเซิงแย้มยิ้มจนเผยฟันน ้านมที่หักไป “พี่รอง ท่านยังไม่ลอง
แล้วจะรู้ได้อย่างไรเล่า”
หากพูดถึงความกล้า พี่ชายทั้งห้าคนรวมกันก็ยังสู้ความกล้าของ
น้องสาวเพียงคนเดียวไม่ได้
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกเพียงว่าใบหน้าหล่อเหลาของตนร้อนผ่าว
ความรู้สึกด้อยค่าในใจขยายตัวอย่างรวดเร็วกลายเป็นความหยิ่ง
ผยอง จากนั้นก็แตกสลายกลายเป็นการเย้ยหยันตนเอง และสุดท้ายก็
หยุดนิ่งอยู่ที่การเคารพในตัวเอง
เขาลุกพรวดขึ้นมาแล้วเอ่ยเสียงดังว่า “ดี! ข้าจะไปกับเจ้า”
เพียงพริบตาเดียว สองพี่น้องก็มายืนอยู่หน้าประตูร้านเรือนโยว
หรานของเมืองหลวง
จากนั้น พวกเขาก็ต้องตกตะลึงจนตาค้าง