พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 180 เบาะแสเกี่ยวกับตัวตนของเจียงเซิง
ก่อนหน้านี้เคยได้ยินพี่ชายเสี่ยวเอ้อร์จากร้านเรือนโยวหรานข
องเขตอันสุ่ยโอ้อวดว่า เรือนโยวหรานในเมืองหลวงนั้นยิ่งใหญ่
อลังการเพียงใด สามารถรองรับผู้คนนับพันคนเพื่อทานอาหารพร้อม
กันได้ ตอนนั้นพวกเขายังคิดคลางแคลงใจอยู่
แต่ยามนี้ได้มาเห็นกับตาตัวเองแล้ว ที่แท้ในโลกนี้ก็ยังมีอาคารที่
ใหญ่โตมโหฬารเช่นนี้ ร้านอาหารที่หรูหราฟุ่มเฟือยเช่นนี้ และ
สถานที่อันสง่างามเช่นนี้จริง ๆ
การรองรับแขกได้นับพันคนนั้น พี่ชายเสี่ยวเอ้อร์ยังพูดน้อย
เกินไป เจียงเซิงรู้สึกว่าถ้าเบียด ๆ กันเข้าไปอีก คนทั้งหมู่บ้านสิบลี้ก็
น่าจะนั่งได้เลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้นร้านอาหารแห่งนี้ยังมีถึงสามชั้น
ชาวบ้านในเขตอันสุ่ยส่วนใหญ่สร้างบ้านเพียงชั้นเดียว มีเพียง
ส่วนน้อยที่เป็นโรงเตี๊ยมหรือหอนางโลมที่สร้างอาคารสองชั้น แต่ไม่มี
ที่ไหนที่สร้างอาคารสามชั้นเลย
เจียงเซิงไม่เคยสร้างบ้าน แต่นางเคยได้ยินพวกท่านลุงกรรมกร
บ่นว่ายิ่งเรือนมีหลายชั้นก็ยิ่งสร้างยาก
สร้างเรือนที่มีสองชั้นว่ายากแล้ว มีสามชั้นยิ่งแทบจะทำให้คน
ถอดใจไปเลยทีเดียว
เจียงเซิงเงยหน้ามองร้านเรือนโยวหรานที่เป็นอาคารขนาดมหึมา
ในดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกใหม่
เจิ้งหรูเชียนก็อยากรู้อยากเห็นเช่นกัน แต่เขารู้ดีว่าต้องให้
ความสำคัญกับการวางตัว
แม้ว่าเสื้อผ้าที่สวมอยู่จะมีราคาเพียงไม่กี่สิบเหวิน และทั้งบ้านก็มี
เงินเพียงสามร้อยตำลึงเท่านั้น แต่เจิ้งหรูเชียนก็เชิดหน้าก้าวเข้าไป
อย่างองอาจราวกับว่าตนเองมีเงินหนึ่งพันตำลึงติดตัวอยู่
เสี่ยวเอ้อร์ที่รับผิดชอบต้อนรับลูกค้าขมวดคิ้วพินิจมองพวกเขา
เรือนโยวหรานเป็นร้านอาหารชั้นสูง แขกที่มาเยือนล้วนเป็นผู้มั่ง
คั่งหรือมีเกียรติ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีตำแหน่งหรือมีทรัพย์สมบัติมากมาย
หรือทั้งสองอย่าง
คนเหล่านี้มักสวมอาภรณ์ที่หาซื้อได้ยาก ก้าวย่างอย่างมั่นใจ
เพียงยกมือขึ้นก็สามารถโยนเงินสิบตำลึงเป็นค่าตอบแทนได้ทันที ซึ่ง
จะสังเกตได้ง่ายมาก
แต่ที่นี่คือเมืองหลวง
คือแผ่นดินที่อยู่ใต้เบื้องพระบาทของฮ่องเต้ ที่นี่รวบรวมความมั่ง
คั่งไว้มากกว่าครึ่งของทั่วทั้งราชวงศ์ และยังก่อให้เกิดแขกที่แปลก
ประหลาดมากมาย
พวกเขาอาจสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาหรือแม้กระทั่งขาดวิ่น ทว่าก็
ยังร ่ารวยหรือมียศถาบรรดาศักดิ์
และพวกเขาอาจสวมเสื้อผ้าที่ส่องประกายสีทองตั้งแต่หัวจรดเท้า
แต่ความจริงแล้วกลับไม่มีเงินแม้แต่สองตำลึง
เสี่ยวเอ้อร์ของเรือนโยวหรานที่เคยทำผิดพลาดมาก่อน จึงไม่
สามารถคาดเดาสถานะของเจิ้งหรูเชียนได้ในทันที
หลังจากลังเลอยู่นาน เขาก็เข้าไปใกล้ ๆ และกล่าวเสียงเบาว่า
“คุณชายท่านนี้เหมือนจะเป็นแขกหน้าใหม่ ท่านต้องการจับจองที่นั่ง
ในร้านเรือนโยวหรานหรือไม่? เป็นชั้นสองหรือชั้นสามดีขอรับ?”
แท้จริงแล้วที่นี่มีกับดักซ่อนอยู่
การที่เรือนโยวหรานแห่งเมืองหลวงมีชั้นสองและชั้นสามนั้นก็
เพื่อแบ่งแยกแขกที่มีฐานะต่างกัน
อย่างเช่นคนทั่วไปที่มาทานอาหารจะอยู่ที่ห้องโถงชั้นหนึ่ง ผู้ที่มี
ฐานะสูงขึ้นมาอีกหน่อยก็จะไปยังห้องส่วนตัวบนชั้นสอง ส่วนแขกที่มี
ฐานะสูงส่งมาก ๆ มักจะมีห้องประจำอยู่ที่ชั้นสาม แม้มันจะว่างอยู่ก็ไม่
อาจให้ผู้อื่นได้เข้าไปเหยียบ
สายตาของเสี่ยวเอ้อร์จ้องมองมาอย่างจริงจัง เจิ้งหรูเชียนถึงกับ
ชะงักไปชั่วขณะ
เขาควรจะไปชั้นสองหรือชั้นสาม หรือควรจะบอกความจริงไปว่า
เขามาเพื่อขายสินค้า?
เจิ้งหรูเชียนมีลางสังหรณ์ว่าหากบอกความจริงคงจะต้องถูกไล่
ออกไปแน่นอน
แต่หากโกหกก็จะเป็นอุปสรรคต่อการทำข้อตกลงกันในอนาคต
“ข้ามาหาเถ้าแก่ของพวกเจ้า” หลังจากลังเลอยู่นาน ในที่สุดเขา
ก็ตัดสินใจบอกความจริงไปเพียงครึ่งเดียว
เสี่ยวเอ้อร์ชะงักเล็กน้อย “เถ้าแก่ของพวกข้า…แล้วท่านมาหาเถ้า
แก่ของพวกข้าทำไมหรือ?”
เพื่อขายสินค้า
แต่เขาไม่อาจบอกอีกฝ่ายได้
มุมปากเจิ้งหรูเชียนกระตุกเล็กน้อย สมองกำลังทำงานอย่าง
รวดเร็วเพื่อคิดหาคำตอบที่เหมาะสม
เจียงเซิงที่มองแปลกใหม่พอแล้ว เงยหน้าขึ้นมาพลางพูดเสียงใส
ว่า “ต้องพบเถ้าแก่ก่อนถึงจะบอกได้”
เสี่ยวเอ้อร์ขมวดคิ้ว รู้ว่าเด็กสองคนนี้คงไม่ได้มาดีแน่
เขาโบกมือกำลังจะเรียกคนมาไล่พวกเขาออกไป แต่สายตา
พลันสบกับดวงตาของเจียงเซิง จากนั้นเขาก็ชะงักไปอีกครั้ง
เมื่อพูดถึงเจียงเซิง ในช่วงไม่กี่ปีนี้นางเองก็เปลี่ยนไปมาก
เดิมทีนางเป็นเพียงเด็กผอมแห้งที่มองไม่ออกว่าเป็นชายหรือ
หญิง ข้อมือบอบบางราวกับจะหักได้ทุกเมื่อ ตัวเล็กและไม่มีเนื้อ
หนังมังสาเท่าไหร่
ต่อมาพอได้กินดื่มจนอิ่มท้อง ความสูงของนางก็เริ่มเพิ่มขึ้นอย่าง
รวดเร็ว นางสูงกว่าเวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนเสียอีก
หลังจากนั้นใบหน้าเล็ก ๆ ก็ยิ่งกลมมน ดวงตาค่อย ๆ กลมโต
เริ่มมีเค้าโครงของความงามให้เห็น
แต่เสี่ยวเอ้อร์ไม่ได้สนใจว่านางงดงามหรือไม่ แต่กลับมองรูปร่าง
ของดวงตาและเรียวคิ้วของนาง ซึ่งคล้ายคลึงกับฮูหยินของนายท่าน
ที่เขาเคยเห็นบ้างเป็นครั้งคราว
บางทีนางอาจเป็นญาติห่าง ๆ ที่นายท่านส่งมาเพื่อทดสอบเรือน
โยวหรานกระมัง?
เสี่ยวเอ้อร์ตกใจกับความคิดนี้ เขาไม่กล้าไล่คนอย่างหยาบคาย
อีก แต่กลับก้มหัวคำนับพลางกล่าวว่า “คุณชาย คุณหนู เชิญนั่ง
ก่อนเถอะ ข้าจะไปเรียกเถ้าแก่มาเดี๋ยวนี้”
เจิ้งหรูเชียนชะงักไปครู่หนึ่ง ด้วยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นท่าทางของ
เขาจึงยิ่งเพิ่มความระแวดระวัง
มีเพียงเจียงเซิงที่คิดว่าได้พบเจอคนดี จึงยิ้มจนตาหยีด้วยความดี
ใจ
รอยยิ้มนี้ยิ่งทำให้นางดูคล้ายกับฮูหยินมากขึ้นไปอีก
เสี่ยวเอ้อร์ไม่กล้าลังเล ราวกับว่าแผ่นหลังของเขามีปีกงอก
ออกมาสองข้าง รีบวิ่งถลาขึ้นไปห้องหมายเลขหนึ่งบนชั้นสองด้วย
ความเร็วรี่ เพื่อตามหาเถ้าแก่ใหญ่ที่กำลังตรวจสอบบัญชีอยู่ “เถ้าแก่
ใหญ่ ๆ มีแขกมาพบท่านอยู่ด้านนอกขอรับ”
การเป็นเถ้าแก่ร้านเรือนโยวหรานในเมืองหลวงได้นั้น ย่อมต้อง
เป็นคนสนิทที่สุดของตระกูลเจียง และเป็นคนที่เฉลียวฉลาดที่สุดใน
หมู่คนฉลาด
เขามองเสี่ยวเอ้อร์ที่กำลังหอบเหนื่อย ผลักสมุดบัญชีและลูกคิด
ออกไป แล้วรีบเดินลงบันไดตามมาทันที
กระทั่งเขาเห็นเจียงเซิงกับเจิ้งหรูเชียนถึงได้เบิกตากว้างอย่าง
ประหลาดใจ
“นี่คือแขกที่เจ้าพูดถึงหรือ?” แม้จะไม่เข้าใจ แต่เถ้าแก่ยังคง
ความสุภาพอยู่
เสี่ยวเอ้อร์ก้มหัวคำนับ “ขอรับ นางบอกว่ามีธุระสำคัญต้องพบ
ท่านและจะบอกได้เฉพาะท่านเท่านั้น”
เถ้าแก่ใหญ่ “…”
โชคดีที่คนแบบนี้มีไม่มาก ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ได้ทำอะไรทั้งวัน
แต่ต้องคอยต้อนรับ “แขก” ไปหมด
ในฐานะเถ้าแก่ร้านสาขาใหญ่ เขาไม่มีเวลามาเล่นกับเด็กตัวเล็ก
ๆ ทั้งยังขี้เกียจจะลงโทษเสี่ยวเอ้อร์ด้วยเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ จึงทำเพียง
โบกมือพลางกล่าวว่า “คราวหน้าอย่าเรียกข้ามาง่าย ๆ อีกนะ”
พูดจบก็เตรียมหมุนตัวเดินจากไป
เจิ้งหรูเชียนเห็นแล้วจึงยิ่งร้อนใจ
กว่าเขาจะพบเถ้าแก่ร้านเรือนโยวหรานได้ก็ยากเย็นนัก เมื่อ
โอกาสมาอยู่ตรงหน้าแล้ว หากไม่คว้าไว้ก็มีแต่จะหลุดลอยไป
จะรอช้าไม่ได้
เด็กหนุ่มวัยสิบสามผละออกจากน้องสาว มือหนึ่งหยิบห่อผ้า อีก
มือหนึ่งดึงห่อไส้กรอกรมควันที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งออกมายืนขวางอยู่
ตรงหน้าเถ้าแก่ใหญ่ เอ่ยอย่างรวดเร็วและกระชับใจความว่า “ข้า
สามารถทำให้ลูกค้าของร้านเรือนโยวหรานเพิ่มขึ้นถึงห้าส่วน ท่าน
กล้าเชื่อข้าหรือไม่ขอรับ?”
เจียงเซิงเบิกตากว้าง
เสี่ยวเอ้อร์ก็เบิกตากว้าง
ส่วนเถ้าแก่ใหญ่ถึงกับเงียบไปราวกับเป็นสายน ้านิ่ง
หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ เจิ้งหรูเชียนก็เอ่ยด้วยน ้าเสียงแหบพร่า
ต่อว่า “เถ้าแก่ใหญ่จะเชื่อหรือไม่ก็ได้ขอรับ แต่หากเชื่อ ท่านจะได้
ลูกค้าเพิ่มขึ้นถึงห้าส่วน ถ้าไม่เชื่อท่านก็ไม่เสียหายอะไร”
ต้องยอมรับว่าคำพูดนี้มีเหตุผลมาก
เถ้าแก่ใหญ่เก็บความคิดดูแคลนเด็กน้อยไว้ในใจ แล้วพินิจ
พิเคราะห์เจิ้งหรูเชียนอย่างจริงจัง “เจ้าจะเอาอะไรมาทำให้ข้ามีลูกค้า
เพิ่มขึ้นห้าส่วน ไส้กรอกของเจ้าน่ะหรือ?”
เจิ้งหรูเชียนส่ายหน้า “ไม่ใช่แค่ไส้กรอก แต่ยังมีเนื้อหมูรมควัน
และปลาตากแห้งด้วย”
เขาเปิดห่อผ้าออกแล้วยื่นให้อีกฝ่ายดูด้วยท่าทีไม่โอหังไม่ต ่า
ต้อย
เสี่ยวเอ้อร์กำลังจะรับของมาแต่ถูกเถ้าแก่ใหญ่โบกมือไล่ ก่อนจะ
รับไว้ด้วยตนเอง หลังลูบ ๆ ดม ๆ ดวงตาทั้งสองก็เปล่งประกายด้วย
ความสนใจ
“แค่ของพวกนี้จะทำให้ข้ามีลูกค้าเพิ่มขึ้นห้าส่วนได้จริงหรือ?”
เถ้าแก่ใหญ่ยังคงไม่เชื่อ
เจิ้งหรูเชียนกล่าวอย่างเยือกเย็น “หากเถ้าแก่ใหญ่ไว้ใจข้า
ตอนนี้ท่านสามารถสั่งให้คนนำไปทำอาหารแล้วยกออกให้แขกท่าน
อื่นก่อนได้ หากมีคนชื่นชอบ พวกเราก็จะเจรจาตกลงกัน แต่หากไม่
มีผู้ใดชื่นชอบ ข้าก็จะออกไปจากที่นี่ทันทีและไม่ย่างกรายเข้ามาใน
เรือนโยวหรานแม้แต่ก้าวเดียว”
นี่คือความมั่นใจระดับไหนกัน เด็กคนหนึ่งถึงสามารถกล่าวคำ
เช่นนี้ออกมาได้
แต่เสี่ยวเอ้อร์กลับแสดงท่าทีดูแคลน “การที่ท่านจะย่างกรายเข้า
มาในเรือนโยวหรานหรือไม่นั้นมันเกี่ยวอะไรกับพวกเราด้วย อาหารที่
ไม่อร่อยมีแต่จะทำลายชื่อเสียงของร้านเรือนโยวหรานเท่านั้น”
เขารู้สึกเสียใจขึ้นมาทันที เพราะแค่เห็นใบหน้าที่คล้ายคลึงกันก็
ถึงกับรีบเรียกเถ้าแก่ใหญ่มาโดยไม่ยั้งคิด หากเด็กทั้งสองคนนี้เป็น
คนของคู่แข่งการค้าที่ส่งมาเพื่อก่อกวนจะทำอย่างไร
แต่ดูท่าเถ้าแก่ใหญ่จะตัดสินใจเด็ดขาดไปแล้ว “ได้ นำของในห่อ
ผ้านี่ไปที่ครัว แล้วรีบทำอาหารมาสักอย่างหนึ่ง”
พ่อครัวใหญ่ทำงานรวดเร็ว
เวลาเพียงหนึ่งถ้วยชา ไส้กรอกรมควันที่หั่นเป็นแผ่น หมูรมควัน
และปลาตากแห้งที่มีน ้ามันฉ ่าวาวก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะ