พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 181 เจียงเซิงปกป้องพี่ชาย
ไม่เคยมีใครบุกเข้ามาเสนอสินค้าถึงร้านเรือนโยวหราน
โดยเฉพาะของที่แปลกประหลาดเช่นนี้
แรกเริ่มเดิมทีเถ้าแก่ใหญ่แค่คิดจะรับมือกับสองพี่น้องนี้เท่านั้น
แต่พอไส้กรอกและหมูรมควันส่งกลิ่นหอมฉุย เขาก็ขมวดคิ้วด้วย
ความสนใจ
พ่อครัวในห้องครัวคงจะแอบชิมรสชาติมาแล้ว มุมปากจึงเปื้อน
น ้ามันเล็กน้อย ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและประทับใจ เมื่อนำ
ไส้กรอกที่ทำเสร็จออกมาส่งก็ไม่ลืมนำตะเกียบมาด้วยคู่หนึ่ง
เถ้าแก่ใหญ่คีบมันขึ้นมาอย่างลังเล ราวกับกำลังใช้สายตา
ตรวจสอบยาพิษ
“เถ้าแก่ใหญ่ ท่านลองทานดูสิขอรับ” พ่อครัวใหญ่เร่งเร้าอยู่ข้าง
ๆ
กระทั่งเสี่ยวเอ้อร์ก็ยังกลืนน ้าลายดังอึก
เมื่อไส้กรอกรมควันที่ส่งกลิ่นหอมเข้าปาก ทันทีที่กัด น ้าในไส้
กรอกก็กระจายไปทั่วปาก พร้อมกับสัมผัสที่นุ่มเหนียว หลังจากเคี้ยว
ไปเล็กน้อย กลิ่นหอมหวานพิเศษก็เริ่มติดบนปลายลิ้น พร้อมกับกลิ่น
สุราจาง ๆ อบอวลอยู่
ดวงตาของเถ้าแก่ใหญ่เบิกกว้าง
เมืองหลวงเป็นแหล่งของคนมีความสามารถและของอร่อย
มากมาย ไม่เคยขาดอาหารที่รสชาติเลิศรส แต่เมื่อไส้กรอกรมควันนี้
เข้าปาก คนฉลาดย่อมรู้ได้ทันทีว่าการค้าแบบใหม่มาถึงแล้ว
ไม่ใช่ว่าของสิ่งนี้ชวนให้น่าตื่นตะลึงอะไรนัก แต่เป็นกลิ่นหอม
พิเศษของเนื้อรมควันซึ่งอาหารทั่วไปไม่มี
ความพิเศษคือใบเบิกทางของอาหาร
รสชาติที่อร่อยก็เป็นใบเบิกทางของอาหาร
เมื่อทั้งสองอย่างรวมอยู่ด้วยกัน ย่อมต้องขายดีแน่นอน
เถ้าแก่ใหญ่ชิมไส้กรอกรมควันเสร็จ ก็คีบหมูรมควันเนื้อฉ ่าวาว
ชิ้นหนึ่งขึ้นมา พอใส่เข้าปากเขาก็ขมวดคิ้ว รู้สึกไม่ชอบมันเท่าไหร่
พ่อครัวใหญ่ซึ่งอยู่ข้าง ๆ กลับตื่นเต้น “หมูรมควันนี้ทำได้ดีนัก มี
รสมันแต่ไม่เลี่ยน ถ้าผัดไปอีกหน่อยคงจะอร่อยยิ่งขึ้น”
เจียงเซิงรู้สึกชอบพ่อครัวใหญ่ขึ้นมาทันที ไส้กรอกรมควันที่
ทำอาหารแล้วจะไม่เลี่ยนเท่าไหร่ ซ ้ายังมีกลิ่นรมควันอ่อน ๆ ยิ่งใส่ต้น
กระเทียมลงไปอีกนิดก็จะอร่อยมาก ๆ
เถ้าแก่ใหญ่ชิมของทุกอย่างเสร็จก็วางตะเกียบลง “หมูรมควัน
ของพวกเจ้าสองคนมีเท่าไหร่? เรือนโยวหรานต้องการทั้งหมด”
เขาคงเข้าใจผิดว่าพวกเจียงเซิงซื้อสินค้ามาจากที่อื่น และ
ต้องการขายมันให้โรงเตี๊ยมเพื่อเงินกำไร
เจิ้งหรูเชียนกระแอมไอเบา ๆ กำลังจะเจรจากับร้านเรือนโยว
หรานเหมือนเช่นเคย
เจียงเซิงพลันขวางทางเขา นางกะพริบตาก้าวเข้ามาเอ่ยว่า “ดี
เลยเจ้าค่ะ!”
เจิ้งหรูเชียนตะลึงไป
ทำไมน้องสาวเขาถึงไม่ต่อรองเพื่อทำการค้าระยะยาว แต่กลับทำ
การค้าเพียงครั้งเดียวเช่นนี้ด้วย
แต่เพราะความเข้าอกเข้าใจกันระหว่างพี่น้องทำให้เขาไม่ได้พูด
อะไร เอาแต่มองเจียงเซิงขายสินค้าห้าร้อยชั่งที่นำมาในราคาชั่งละห้า
ร้อยเหวิน
เงินห้าร้อยเหวินนับว่าไม่น้อย แต่เมื่ออยู่ในเมืองหลวงก็ไม่นับว่า
มาก
เถ้าแก่ใหญ่ตอบตกลงอย่างรวดเร็ว วันนั้นจึงขนส่งสินค้ามาและ
จ่ายเงินทั้งหมด
หลังกลับจากเรือนโยวหราน สองพี่น้องก็มีเงินเพิ่มขึ้นสองร้อย
ห้าสิบตำลึง
ระหว่างทางเจิ้งหรูเชียนอดไม่ได้ที่จะถามว่า “ทำไมเจ้าไม่ทำ
ข้อตกลงกับเรือนโยวหรานเล่า? เหมือนอย่างที่เขตอันสุ่ยกับอำเภอ
เซี่ยหยาง การขนส่งสินค้าระยะยาวจะเป็นผลดีกับทั้งสองฝ่ายนะ”
เจียงเซิงเงียบไปครู่หนึ่ง
ด้วยนิสัยของนางแล้ว แต่ไหนแต่ไรมาร่าเริงก็รักการพูดคุยและ
ชอบหัวเราะ ถึงจะไร้เดียงสาแต่ก็รู้ความ เป็นน้องสาวที่น่ารักและเป็น
ที่รักของพวกพี่ชาย
แต่ในยามนี้ เด็กหญิงกลับเอ่ยด้วยน ้าเสียงหม่นหมอง “พี่รอง
พวกเขาดูถูกพวกเรา”
เถ้าแก่ใหญ่ยังปฏิบัติกับพวกเขาด้วยความสุภาพพอสมควร
ตอนแรกเพื่อชื่อเสียงของร้านเรือนโยวหราน แต่หลังจากนั้นก็ทำเพื่อ
สินค้าที่พวกเขามี
แต่ไม่ว่าจะเป็นเถ้าแก่หรือเสี่ยวเอ้อร์ ก้นบึ้งของจิตใจอีกฝ่ายก็
ล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกว่าตนเองเหนือกว่า
สายตาของพวกเขามีแต่แววดูหมิ่นดูแคลน ราวกับเป็นชนชั้นสูง
ที่กำลังมองคนชั้นต ่า
ทั้งที่ความจริงแล้วทุกคนล้วนเป็นมนุษย์เหมือนกัน
ไม่ใช่ว่าเจียงเซิงไม่เคยพบเจอกับสายตาเช่นนี้ ในฐานะเด็ก
กำพร้าเร่ร่อน ผู้ใดก็สูงส่งกว่านาง ผู้ใดก็สามารถถ่มน ้าลายใส่นางได้
ทั้งนั้น
แต่ตอนนี้นางไม่ใช่เด็กกำพร้าเร่ร่อนอีกแล้ว
เหล่าพี่ชายของนางยิ่งไม่ใช่
พี่ใหญ่นั้นสูงส่ง พี่รองก็สดใสร่าเริง พี่สามองอาจห้าวหาญ พี่สี่
อบอุ่นอ่อนโยน และพี่ห้ารูปโฉมงดงาม
พวกเขาไม่ควรได้รับการดูถูกเหมือนเจียงเซิง พวกเขาคือพี่ชาย
ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกใบนี้ พวกเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ใดเลย
เด็กหญิงวัยสิบขวบดวงตาแดงก ่า “ข้าอาจถูกผู้คนดูถูกได้ แต่ไม่
อาจปล่อยให้พวกท่านโดนดูถูกไปด้วย”
ความทุกข์จากการถูกผู้คนดูแคลนนั้น คนที่เคยประสบพบเจอ
ด้วยตนเองเท่านั้นจึงจะเข้าใจ
เจิ้งหรูเชียนนั่งแข็งค้างอยู่กับที่
ภายนอกเป็นเสียงของเจียงซานที่กำลังขับรถม้า สองข้างทางคือ
เสียงป่าวร้องค้าขายของพวกชาวบ้าน ซาลาเปาก็ไม่ได้ราคาแพงนัก
ถังหูลู่ก็ยังพอจะซื้อกินได้
นึกย้อนไปถึงการค้าขายมาตลอดหลายปี เหมือนเขาจะคุ้นเคย
กับการละทิ้งศักดิ์ศรี บดขยี้มันจนแหลกละเอียด ทว่ายังคงยกยิ้มแล้ว
เข้าไปสอบถามว่า ‘ต้องการสินค้าของข้าหรือไม่?’
ขอเพียงสามารถหาเงินได้ ไม่ว่าอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น
เจิ้งหรูเชียนเคยเชื่อมั่นในประโยคนี้ แต่ตอนนี้เพียงมองใบหน้า
แดงก ่าของเจียงเซิง เขาก็ยื่นมือออกไปลูบมวยผมของน้องสาว
เด็กน้อยโตขึ้นแล้ว นางรู้จักปกป้องศักดิ์ศรีของพี่ชายแล้ว
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกอบอุ่นในใจ พลังแห่งความกล้าหาญพลุ่งพล่าน
ขึ้นมา “ดี! พวกเราจะไม่ทำการค้ากับร้านเรือนโยวหรานอีกต่อไป
แล้ว พวกเราจะทำการค้ากับคนอื่น”
ผู้ใดที่เห็นคุณค่าของพวกเราก็จะทำการค้ากับคนนั้น
เงินที่เสียไปยังหาใหม่ได้ แต่หากเสียศักดิ์ศรีไปมันก็จะหายไป
จริง ๆ
และมันคงจะดีกว่านี้ถ้าเจิ้งหรูเชียนไม่ได้มีสีหน้าเสียดายขนาด
นั้น
เจียงเซิงหัวเราะทั้งน ้าตา เกาศีรษะแล้วพูดว่า “พี่รอง ข้าไม่ได้
หมายความเช่นนั้น อย่างไรการค้ากับเรือนโยวหรานก็ยังต้องทำอยู่”
ในหนืงสือเขียนบอกไว้ ว่าวิธีทำการค้าแบ่งเป็นการออกไปหา
ลูกค้าและรอให้ลูกค้ามาหาเรา
การนำไส้กรอกรมควันไปที่เรือนโยวหรานเพื่อให้พ่อครัวใหญ่ได้
เลือกชิมนั้นเป็นอย่างหลัง
หากต้องการการยอมรับจากผู้อื่น ก็ต้องเปลี่ยนจากรอให้คนมา
หาเป็นออกไปหาลูกค้าเอง
“เข้าใจแล้ว เหมือนกับตอนที่ข้าคิดจะขึ้นราคาไส้กรอกรมควัน
ในเขตอันสุ่ย” เจิ้งหรูเชียนเข้าใจกระจ่าง “ต้องให้ผลประโยชน์กับ
เรือนโยวหรานก่อน รอให้พวกเขาอยากได้สินค้าเพิ่มอีก ไม่อย่างไรก็
ต้องมาขอร้องกับพวกเรา”
แต่ในช่วงเวลานี้พวกเขาต้องใช้เงินที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย สร้างโรง
ผลิตแห่งใหม่ในเมืองหลวงและเริ่มดำเนินการ
เงินสองร้อยห้าสิบตำลึงจากการขายสินค้าเมื่อครู่ รวมกับสาม
ร้อยเจ็ดสิบตำลึงซึ่งอยู่ที่เรือน อาจจะเพียงพอสำหรับใช้จ่ายในเขต
อันสุ่ย แต่ในเมืองหลวงนั้นมันอาจยังไม่พอ
ครั้งแรกที่เจิ้งหรูเชียนพูดถึงข้อตกลง ก็เพียงต้องการเงินมัดจำ
เล็กน้อยเพื่อใช้เป็นเงินทุนสำหรับเริ่มต้น
แต่ตอนนี้ แม้ไม่มีเงินมัดจำเขาก็ไม่กลัวแล้ว
เจิ้งหรูเชียนกำมือแน่น แววตาลุกโชนด้วยเปลวไฟแห่งความ
มุ่งมั่น “หกร้อยตำลึงก็หกร้อยตำลึง ข้าจะต้องสร้างโรงผลิตในเมือง
หลวงให้ได้”
เจียงเซิงไม่ได้พูดอะไร แต่แววตาอันแน่วแน่บ่งบอกถึงความตั้งใจ
ของนาง
พวกเขาต้องพึ่งพาตนเองเพื่อให้ได้รับการเคารพจากผู้คนใน
เมืองหลวง
สิ่งเหล่านี้พูดง่ายทว่าทำได้ยากยิ่งนัก
อันดับแรกคือการเช่าสถานที่ โรงผลิตแบ่งเป็นสามส่วน พื้นที่
สำหรับเตรียมการ พื้นที่ผลิต และพื้นที่สำหรับตากแห้ง
เพื่อให้มีครบทั้งสามส่วนนี้อย่างน้อยต้องเป็นเรือนที่มีสามลาน
แต่แค่เรื่องค่าเช่าก็พาลให้ใจหายใจคว ่าแล้ว
เจิ้งหรูเชียนวิ่งไปที่ร้านของพ่อค้านายหน้า ในที่สุดก็สามารถเช่า
เรือนสามลานได้ตรงระหว่างเขตตะวันออกและเขตตะวันตกของเมือง
หลวง เมื่อคิดรวมกับเงินมัดจำแล้วก็เท่ากับหนึ่งร้อยสามสิบตำลึง
ต่อมาคือการซื้อเนื้อหมู
เมืองหลวงมีราคาสินค้าที่แพงมาก เนื้อหมูหนึ่งชั่งขายถึงยี่สิบเห
วิน แม้จะต่อรองราคาจนแทบตายก็ต่อรองได้แค่สิบเจ็ดสิบแปดเหวิน
เท่านั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกเครื่องปรุง ไส้หมูหรืออื่น ๆ อีก
สิ่งสุดท้ายคือค่าแรง
เขตอันสุ่ยคิดค่าแรงวันละห้าเหวินยังมีท่านป้าท่านน้าจำนวน
มากแย่งกันมาทำงาน แต่ในเมืองหลวงค่าแรงที่ต ่ากว่ายี่สิบเหวิน ไม่มี
ทางจะว่าจ้างใครได้เลย
เมื่อเตรียมการทุกอย่างเสร็จ ในมือเจียงเซิงก็เหลือเงินเพียงสิบ
ตำลึงเท่านั้น
โชคดีที่หมูรมควันทั้งหลายไม่ทำให้นางผิดหวัง