พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 182 ความขัดแย้งภายในตระกูลเจียง
ไม่ว่าจะเป็นหมูรมควันหรือไส้กรอกรมควัน เมื่อถูกเรือนโยว
หรานนำออกมาขาย ก็ดึงดูดความสนใจของชาวเมืองหลวงได้อย่าง
กว้างขวาง
มีคนที่มีความรู้มากกล่าวชี้แจงว่า “นี่คืออาหารรมควันจากแคว้น
สู่”
แม้เมืองหลวงจะเป็นแหล่งรวมคนเก่งและทรัพยากรมากมาย แต่
ก็ยังห่างไกลจากแคว้นสู่อยู่มาก
การได้ลิ้มรสอาหารจากต่างถิ่นที่มีรสชาติอันพิเศษและอร่อย
นับเป็นเรื่องน่าโอ้อวดจริง ๆ
ประกอบกับการกระจายข่าวของร้านเรือนโยวหราน ทำให้
อาหารรมควันได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กิจการอื่น ๆ
ของร้านคึกคักตามไปด้วย
เถ้าแก่ใหญ่ลูบเคราพลางพยักหน้า “เจ้าเด็กคนนั้นไม่ได้หลอก
ข้า อาหารรมควันนี่ทำเงินได้จริง ๆ”
หลังจากพึมพำเสร็จ เขาก็หันไปถามเสี่ยวเอ้อร์ “ส่งคนไปซื้อ
พวกหมูรมควันจากแคว้นสู่แล้วหรือยัง?”
เถ้าแก่ในเมืองหลวงเฉลียวฉลาดกว่าเถ้าแก่ในเมืองเล็ก ๆ
เมื่อก่อนเถ้าแก่ไป๋พยายามมองข้ามเจิ้งหรูเชียนแล้วไปซื้อหมู
รมควันที่ราคาถูกกว่า แต่เพราะหาแหล่งผลิตไม่พบ เขาจึงจำใจ
สั่งซื้อจากเจิ้งหรูเชียน
ตอนนี้เถ้าแก่ใหญ่ก็คิดจะมองข้ามเจิ้งหรูเชียน ถึงกับส่งคนไปที่
แคว้นสู่โดยตรง นับว่ามีไหวพริบดีจริง ๆ
“เถ้าแก่ ข้าได้ส่งคนไปแล้วขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์รายงาน
เถ้าแก่ใหญ่ลูบเครา ในดวงตาฉายแววพึงพอใจ “ไส้กรอก
รมควันกับหมูรมควันพวกนี้เลือกของที่ดีที่สุดแล้วส่งไปให้นายท่าน”
เสี่ยวเอ้อร์รับคำ
ไม่นานไส้กรอกรมควันกับหมูรมควันที่ดีที่สุดก็ถูกส่งไปยังโต๊ะ
อาหารของตระกูลเจียง
เนื่องจากเป็นคนสนิท พ่อครัวของตระกูลเจียงจึงจัดการมันอย่าง
ง่าย ๆ แล้วนำขึ้นโต๊ะ
จวนตระกูลเจียง
ตระกูลเจียงกับตระกูลฟางต่างก็เป็นตระกูลแม่ทัพเหมือนกัน
พวกเขาต่างต่อสู้อย่างห้าวหาญเพื่อปกป้องบ้านเมืองและราชวงศ์
ต้าอวี๋
เพียงแต่แม่ทัพใหญ่ของตระกูลเจียงยังประจำการอยู่ในกองทัพ
ส่วนแม่ทัพใหญ่ของตระกูลฟางเสียชีวิตอยู่ที่ชายแดนเหนือ จึงทำให้
ตระกูลเสื่อมถอยลงไปบ้าง
ตอนนี้บนโต๊ะอาหาร เหล่าสตรีตระกูลเจียงอดพูดจา
วิพากษ์วิจารณ์กันบ้างไม่ได้
“ข้าได้ยินมาว่าบุตรชายตระกูลฟางกำลังเตรียมตัวสอบขุนนาง
แล้วหรือ?” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงสีหน้าเคร่งขรึม ดวงตาเต็มไปด้วยความ
น่าเกรงขาม “แม่ทัพฟางผู้กล้าหาญมาตลอดชีวิต สุดท้ายกลับไม่มี
ทายาทสืบทอด น่าเสียดายจริง ๆ”
ฮูหยินเจียงเม้มปาก แสดงท่าทีไม่เห็นด้วย “การสอบขุนนางเป็น
หนทางที่ดี ดีกว่าไปเสี่ยงชีวิตอยู่ในสนามรบที่ไม่รู้ว่าจะบาดเจ็บล้ม
ตายเมื่อไหร่ อีกอย่างยังทำให้คนสบายใจกว่าด้วย”
ตระกูลฟางเหลือเพียงฟางหยวนเป็นลูกหลานชายเพียงคนเดียว
ตระกูลเจียงเองก็มีเจียงเฉิงเยวี่ยนเป็นบุตรชายคนโตเพียงคน
เดียวเช่นกัน
ฮูหยินเจียงพูดเช่นนี้ ชัดเจนว่านางต้องการให้เจียงเฉิงเยวี่ยน
เดินตามเส้นทางของการสอบขุนนาง ให้เขาอยู่ที่เมืองหลวงอย่างสงบ
สุขและมั่นคงไปตลอดชีวิต
สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเริ่มหม่นลง
โชคดีที่ตระกูลเจียงยังมีบุตรสาวคนเล็กที่ฉลาดหลักแหลม
เจียงเฉิงฮวนลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว คีบไส้กรอกรมควันสองชิ้นวาง
ใส่ชามของผู้อาวุโส “ท่านแม่ ท่านย่า สองวันก่อนข้าได้ยินมาว่าใน
เมืองหลวงมีไส้กรอกจากเขตอันสุ่ยแล้ว พวกท่านลองชิมดูสิเจ้าคะว่า
รสชาติถูกปากหรือไม่?”
เมื่อนางเปลี่ยนเรื่องไปเช่นนี้ บรรยากาศที่ตึงเครียดจึงเบาลง
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงคีบไส้กรอกรมควันเข้าปากชิมรสชาติเล็กน้อย
จากนั้นก็พยักหน้า “รสชาติดีทีเดียว”
“ตราบใดที่ท่านย่าชอบก็ดีแล้ว เดี๋ยวข้าจะให้เรือนโยวหรานส่ง
มาเพิ่มอีก อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นทรัพย์สินของตระกูลเราทั้งนั้น” เจียง
เฉิงฮวนยิ้มประจบเอาใจ
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงวางตะเกียบลง กล่าวด้วยน ้าเสียงแฝงนัย “ไม่รู้
ว่าเฉิงเยวี่ยนออกไปหลายวันขนาดนี้แล้ว เขาจะพบเด็กคนนั้นหรือ
ยัง”
พบใคร?
สายเลือดที่แท้จริงของตระกูลเจียงหรือ!
การที่ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงกล่าวเช่นนี้ ชัดเจนว่าไม่เห็นนางอยู่ใน
สายตา
เจียงเฉิงฮวนรู้สึกน้อยใจทันที นางไม่เข้าใจว่าตนเองพยายาม
เอาอกเอาใจท่านย่าขนาดนี้แล้ว ทำไมท่านย่ายังคิดถึงเรื่องการตาม
หาสายเลือดที่แท้จริงอีก เรื่องสายเลือดสำคัญถึงเพียงนั้นเชียวหรือ
มากกว่าการที่คนเราอยู่เคียงข้างกันมาสิบกว่าปีเลยหรือ
ยิ่งไปกว่านั้น การตามหาคนกลับมาได้ก็ใช่ว่าจะเป็นคนที่
สายเลือดที่แท้จริงเสมอไป
นางอ้าปากหลายครั้ง แต่เมื่อเห็นสายตาของฮูหยินเจียงก็ต้อง
กลืนคำพูดกลับลงไป
ช่วยไม่ได้ ในเมื่อบิดานางไม่อยู่ที่เมืองหลวง ท่านย่าจึงเป็นคนที่
มีอำนาจมากที่สุดในบ้าน กระทั่งมารดาก็ไม่อาจโต้แย้งได้ ยิ่งไม่ต้อง
พูดถึงนางที่เป็นเพียงเด็กซึ่งไม่ได้มีสายเลือดของตระกูลเจียงด้วยซ ้า
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง
ในช่วงเวลาน่าอึดอัดเช่นนี้ เจียงเฉิงเยวี่ยนพลันวิ่งเข้ามาอย่าง
เหน็ดเหนื่อย บนหลังยังแบกห่อผ้าเล็ก ๆ ราวกับเขาเพิ่งเดินทาง
กลับมาจากแดนไกล
เขาไม่ได้สังเกตอาหารบนโต๊ะ และไม่เห็นน ้าตาที่คลอหน่วยของ
น้องสาว แต่กลับคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าเจียงราวกับจะเสนอ
สิ่งของล ้าค่า “ท่านย่า ท่านดูสิว่าข้านำอะไรมาให้”
สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงกลับมาอ่อนโยนอีกครั้ง “เป็นของ
แปลกอะไร?”
“เป็นไส้กรอกรมควันกับหมูรมควันขอรับ” เจียงเฉิงเยวี่ยนเปิด
ห่อผ้า ข้างในมีไส้กรอกรมควันสามสายและหมูรมควันสองชิ้นวางอยู่
อย่างเด่นชัด “นี่เป็นของอร่อยที่ข้าได้ลองกินในเขตอันสุ่ย ตั้งใจ
นำมาฝากท่านย่าโดยเฉพาะ”
คนทั้งห้องเงียบไปทันที
สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงดูแปลกประหลาด ราวกับดีใจแต่ก็
เหมือนจนปัญญาไปพร้อมกัน
บ่าวรับใช้ที่อยู่ข้างกายเตือนด้วยความหวังดี “คุณชายใหญ่
ท่านลองดูบนโต๊ะสิเจ้าคะ”
เจียงเฉิงเยวี่ยนจึงเงยหน้าขึ้นมอง จึงเห็นว่าในจานต่าง ๆ บนโต๊ะ
เต็มไปด้วยไส้กรอกรมควัน หมูรมควัน และปลาตากแห้ง
พวกมันเหมือนกับของที่อยู่ในอ้อมอกเขาไม่มีผิด หรืออาจจะ
ดีกว่าด้วยซ ้าไป
เขาตกตะลึงจนเบิกตาโพลง
วันรุ่งขึ้น เจียงเฉิงเยวี่ยนก็ไปที่ร้านเรือนโยวหราน ในห้องเก็บ
ของนั้นมีไส้กรอกรมควันกับหมูรมควันเต็มไปหมด เหมือนกับตอนที่
ข้าเห็นในร้านเรือนโยวหรานของเขตอันสุ่ยไม่มีผิดเพี้ยน
เขาหันไปถามเถ้าแก่ใหญ่ “สินค้าพวกนี้ ท่านนำมาจากเขต
อันสุ่ยใช่หรือไม่?”
เถ้าแก่ใหญ่ชะงักไปครู่หนึ่ง
คนเราอาจทำสิ่งที่ไม่ซื่อตรงได้ แต่ก็ไม่มีใครอยากให้คนอื่นรู้
หลังจากครุ่นคิดสักพัก เถ้าแก่ใหญ่จึงเลือกที่จะโกหก “ข้าซื้อมัน
มาจากแถบแคว้นสู่ขอรับ”
ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่สินค้าจากเขตอันสุ่ย และก็ไม่ใช่คนจากเขต
อันสุ่ยที่ส่งมันมา
เจียงเฉิงเยวี่ยนรู้สึกผิดหวังอย่างบอกไม่ถูก เขานึกว่าจะได้พบ
กับขิงน้อยในเมืองหลวงเสียอีก
เด็กหญิงใบหน้ากลมมน อายุราว ๆ น้องสาวของเขา แต่เข้มแข็ง
จนน่าตกใจ
“ช่างเถอะ ที่นี่คือเมืองหลวงนี่นะ”
เขาถอนหายใจยาว ๆ แล้วหันหลังจากไป
แต่เถ้าแก่ใหญ่เข้าใจเขาผิด จึงหันไปสั่งกำชับเสี่ยวเอ้อร์ “บอก
คนที่ไปแคว้นสู่ให้รีบนำไส้กรอกรมควันกลับมาเร็ว ๆ เข้า”
เวลาหนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เรือนโยวหรานเพิ่งขายไส้กรอกรมควันที่มีอยู่หมด คนที่ไปแคว้น
สู่ก็กลับมาพร้อมกับนำไส้กรอกและหมูรมควันอันเป็นเอกลักษณ์ของ
แคว้นสู่กลับมาด้วย
พ่อครัวใหญ่ทำอาหารตามปกติ แต่พอได้ลองชิมสีหน้ากลับ
เปลี่ยนไปทันที
เขาไม่อาจกล่าวว่าไม่อร่อย แต่รสชาติของมันแตกต่างออกไป
โดยเฉพาะไส้กรอกรมควันรสหวาน ไม่มีเลยสักชิ้น
คนนอกอาจไม่ใส่ใจ เพราะคิดว่าเปลี่ยนวัตถุดิบไป รสชาติย่อม
เปลี่ยนไปสักหน่อย อย่างไรก็เป็นไส้กรอกรมควันเหมือนกันไม่ใช่
หรือ
แต่คนในเท่านั้นที่เข้าใจสรรพสิ่งในโลก โดยเฉพาะอาหารที่ล้วน
ต้องคำนึงถึงความประทับใจครั้งแรก
ชาวเมืองหลวงได้ลิ้มรสไส้กรอกรมควันแบบเดิมไปแล้ว การ
เปลี่ยนวัตถุดิบอย่างกะทันหันย่อมส่งผลต่อชื่อเสียงของร้านเรือนโยว
หราน ยิ่งไปกว่านั้น ความนิยมของไส้กรอกหวานมีมากกว่าไส้กรอก
รมควันชนิดอื่นรวมกันเสียอีก ช่วงนี้เริ่มมีลูกค้าสอบถามแล้วด้วยว่า
ไส้กรอกหวานจะมาเมื่อไหร่
ใช้ชีวิตมาสามสิบสี่สิบปี นี่เป็นครั้งแรกที่เถ้าแก่ใหญ่ได้รู้ว่าอะไร
คือการยกหินขึ้นทับเท้าตัวเอง
ทว่าคราวก่อนเขาหยิ่งผยองเกินไป แม้แต่ข้อมูลของสองพี่น้อง
เจียงเซิงก็ไม่ได้เก็บไว้ คิดจะซื้อเนื้อรมควันที่เคยมีก็ซื้อไม่ได้แล้ว
เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เรือนโยวหรานกำลังเดือดเนื้อร้อนใจ
ส่วนเจียงเซิงกับเจิ้งหรูเชียนที่ซ่อนตัวอยู่ตรงมุมถนนพากัน
หัวเราะคิกคัก แล้วนำไส้กรอกกับหมูรมควันอีกสองสามชั่งไปสุ่มหา
ตลาดแห่งใหม่ หลังจากจ่ายค่าเช่าไปเพียงสองวันก็เริ่มทำการค้าขาย
ทันที