พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 183 คนทั้งบ้านถูกบังคับให้กินผัก
ช่วงเวลานี้ คนในเรือนต่างใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบาก
เงินหกร้อยตำลึงถูกนำไปสร้างโรงผลิต ทำให้เหลือเงินเพียงสิบ
ตำลึงสำหรับการดำรงชีวิต
ความจริงแล้วมันก็ไม่ใช่เงินจำนวนน้อย ๆ อย่างน้อยพวกเขาพี่
น้องที่เคยอาศัยอยู่ในวัดร้างก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิดฝัน
แต่ชีวิตมักเปลี่ยนจากการมัธยัสถ์ไปสู่การฟุ่มเฟือยได้ง่าย แต่
เปลี่ยนจากการฟุ่มเฟือยไปสู่การมัธยัสถ์ได้ยาก
ทุกคนคุ้นเคยกับการมีป้าจางทำอาหารหม้อใหญ่ให้ทุกวัน มีผัด
ผักสามถึงห้าจาน พร้อมกับผลไม้และผักตามฤดูกาลอีก ทำให้พวก
เขาได้ทานอาหารที่ครบถ้วนและสมดุล
ทันใดนั้นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตก็ถูกตัดทอนลงไป
สิ่งแรกที่เกิดผลกระทบคืออาหารหม้อใหญ่หายไป เปลี่ยนเป็น
อาหารจานเดียว กับข้าวทั้งหมดเป็นผักล้วน ๆ ไม่เห็นเงาของผลไม้
และผักตามฤดูกาลเลย ทั่วทั้งโต๊ะอาหารส่งกลิ่นอายความยากจน
ออกมา
เจียงเซิงรู้สึกละอายใจมาก นางคิดว่าเป็นเพราะตัวเองถึงทำให้
เกิดสถานการณ์เช่นนี้ พาให้พวกพี่ชายต้องลำบากไปด้วย
แต่ไม่คาดคิดว่าสวี่โม่จะเป็นคนแรกที่คีบผักขึ้นมากิน หลังจาก
กินเสร็จเขาก็พูดอย่างสุภาพว่า “บรรพชนเคยกล่าวไว้ การกินผัก
มาก ๆ เป็นผลดีต่อร่างกาย”
เวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนทำตามเขา กินผักใบเขียวไปครึ่งจาน
อย่างเอร็ดอร่อย
เจิ้งหรูเชียนเห็นดังนั้นก็รีบเข้าร่วม ทั้งกินทั้งเตือนเจียงเซิงไป
พลาง “ถ้าเจ้าไม่กินเดี๋ยวจะถูกพวกเขาแย่งไปหมด”
ผักกองหนึ่งจะแย่งกันได้อย่างไร ตอนแรกพวกเขากินผักใบเน่า
ๆ จนแทบจะอาเจียน กระทั่งป้าจางมาดูแลพวกเขา อาหารที่นางทำ
มากที่สุดก็คืออาหารจำพวกเนื้อสัตว์ทุกชนิด
ทั้งขาหมูตุ๋น ไก่ทอด ปลาตุ๋น…
ราวกับความทรงจำจะส่งกลิ่นหอมของเนื้อกลับคืนมา เจียงเซิง
กลืนน ้าลาย คีบผักใบเขียวเข้าปากแล้วกลืนลงไปคำใหญ่
พวกพี่ชายก้มหน้ากินใบผักเหมือนกำลังลิ้มรสชาติของเนื้อเพื่อ
รักษาความรู้สึกของนางอยู่
นางเองก็ต้องพยายามเพื่อพี่ชายให้มากขึ้น ต้องหาเงินกลับมา
ให้ได้มาก ๆ
อากาศช่วงเดือนเจ็ดเดือนแปดในเมืองหลวงนับว่าร้อนมาก แต่
อากาศร้อนนี้ค่อนข้างแห้ง ไม่มีความชื้นหรือไอน ้าเหมือนเขตอันสุ่ย
แม้แต่ฝนก็แทบจะไม่เห็นสักหยด
เจียงเซิงดีใจมาก
ฤดูร้อนต้องใช้คนช่วยพัดไส้กรอกกับหมูรมควัน สินค้าที่ผลิตได้
จึงน้อยกว่าช่วงฤดูหนาวมาก แต่ด้วยอากาศที่แห้งนี้ส่งผลให้ผลิต
สินค้าได้เพิ่มขึ้นอีกสองส่วน
แม้ว่าจะจำนวนที่ได้จะไม่มากก็ไม่เป็นไร
ในเมืองหลวงมีตลาดสดที่เรียบง่ายแห่งหนึ่งในเขตตะวันตกของ
เมือง
ตามกฎหมายของราชวงศ์ต้าอวี๋ เพื่อการจัดระเบียบเมือง พ่อค้า
แม่ค้าที่ขายผักและเนื้อสัตว์ทั้งหมดต้องขายสินค้าในจุดที่ตลาด
กำหนดไว้ และส่วนใหญ่จะจ่ายค่าเช่าต่อเดือน
เจิ้งหรูเชียนวิ่งไปหลายที่ก่อนจะพบตลาดที่สามารถจ่ายค่าเช่า
ต่อวันได้
“พี่รอง พวกเราขายไส้กรอกรมควันในที่ที่ห่างไกลเช่นนี้ เรือน
โยวหรานจะรู้หรือไม่” เจียงเซิงอุ้มไส้กรอกรมควันหนักสิบชั่งเอาไว้
พลางเดินหลบน ้าสกปรกและถามอย่างระมัดระวัง
เจิ้งหรูเชียนเพิ่งจะอ้าปาก คนขายปลาด้านหลังก็ตักน ้าเลือด
ผสมกับเครื่องในปลาสาดมาทางด้านหลังพวกเขา
เจียงเซิงตกใจรีบปกป้องไส้กรอกรมควันทันที
สกปรกมาก สกปรกจริง ๆ ทั้งน ้าเลือด เกล็ดปลา และเครื่องใน
ผสมปนเปกัน ยังมีปลาที่ตายแล้ว หัวปลาที่เน่ากับเหงือกปลาที่ถูก
แกะออก กลิ่นคาวคละคลุ้งรุนแรงพวกนี้ยังพอทนได้ แต่สิ่งสำคัญคือ
พวกเขาแทบไม่มีพื้นที่ให้เหยียบ
หากมันถูกสาดมาอีกถัง เจียงเซิงก็เตรียมใจจะกลับบ้านไป
เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว
อย่างไรก็ตาม หลังจากหลับตาปี๋ กลิ่นคาวที่คาดจะถูกสาดใส่ก็
ไม่มีมา แต่นางกลับรู้สึกเหมือนตัวลอยขึ้นไปบนอากาศ
เจียงเซิงพลันลืมตาขึ้น ถึงได้เห็นว่าพี่รองกำลังอุ้มนางไว้
นางกอดไส้กรอกรมควัน ส่วนเขาอุ้มนางขึ้นมาราวกับกำลังจะ
ปลอบเด็กน้อย ประจวบกับหลบน ้าเลือดและสิ่งสกปรกที่กระเซ็นมา
ได้พ้น
แต่เจียงเซิงอยู่ด้านบนเห็นชัดเจนว่ารองเท้าของเจิ้งหรูเชียน
เปียกชุ่มไปด้วยน ้าสกปรก กระทั่งชายเสื้อก็เปรอะเปื้อนไปด้วย
เกล็ดปลาและเครื่องใน
“พี่รอง!” นางอุทาน
เจิ้งหรูเชียนยิ้มไม่ใส่ใจ เดินลุยน ้าสกปรกแล้ววางนางลงบนหิน
ก้อนเล็ก ๆ ที่สะอาด “ข้าไม่เป็นไร แค่สกปรกนิดหน่อย พวกเราไป
ขายไส้กรอกรมควันกันก่อนเถอะ แล้วค่อยกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า”
พูดจบ เขาก็ปัดเกล็ดปลากับเครื่องในปลาที่ติดอยู่บนชายเสื้อ
ออก
โชคดีที่คนขายปลาที่สาดน ้ามาสังเกตเห็นเด็กสองคนที่ถูก
ลูกหลงเข้า จึงรีบเข้ามาหา “เสื้อผ้าเจ้าเปื้อนหรือไม่? ขออภัยด้วย ข้า
ทำจนเป็นนิสัยไปแล้ว”
เจิ้งหรูเชียนโบกมือ “ไม่เป็นไรขอรับเถ้าแก่ เสื้อผ้ารองเท้าพวกนี้
ไม่มีค่าอะไร การที่มันเปื้อนกลิ่นคาวปลาจากร้านของท่านถือเป็น
เกียรติของมันแล้ว”
คนขายปลาหัวเราะ จากนั้นทั้งสองก็เริ่มสนทนากัน
เมื่อรู้ว่าเด็กทั้งสองมาขายไส้กรอกรมควัน เขาก็โบกมือยกใหญ่
“เจ้าเห็นที่ตรงนั้นหรือไม่ รีบไปเถอะ ตรงนั้นเป็นทางเข้า มีคนเยอะ”
เจิ้งหรูเชียนประสานมือ รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก “ขอบคุณท่านลุง
มากขอรับ”
จะว่าไปแล้ว คนที่มีความสามารถในการเข้าสังคมย่อมได้รับ
ผลประโยชน์มากกว่า ตำแหน่งพื้นที่นั้นถ้าให้พวกเขาสองคนหา
กันเองคงหาไม่เจอแน่
เจียงเซิงยืนพยักหน้าอยู่ข้าง ๆ ถือโอกาสเรียนรู้ไปด้วย
ไม่นานนัก สองพี่น้องก็มาถึงโต๊ะหินแล้ววางหมูรมควัน ไส้กรอก
และปลาตากแห้งจำนวนไม่มากนัก
ทำเลตรงนี้ดีมาก อยู่ตรงทางเข้าตลาดพอดี คนเข้าไปซื้อของก็
เห็น คนออกมาก็เห็น
เมื่อไส้กรอกกับหมูรมควันที่มีสีสันน่าทานวางอยู่ตรงหน้า ย่อมมี
คนสนใจและอดสอบถามราคาไม่ไหว
รมค
เจียงเซิงยื่นฝ่ามือซ้ายออกไป เผยรอยยิ้มหวานดูน่ารัก “ห้าร้อย
เหวินเจ้าค่ะ”
สองพี่น้องตกลงกันไว้แล้วว่าราคาของหมูรมควันกับไส้กรอกใน
วันนี้ต้องไม่ต ่าเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่คิดไม่ซื่อ ซื้อไปเก็บแล้ว
ขายต่อให้ร้านเรือนโยวหราน
อีกทั้งไม่ควรตั้งราคาจนสูงเกินไป เพราะมันจะทำให้ชาวเมือง
ตกใจได้
คิดไปคิดมา พวกเขาจึงตั้งราคาห้าร้อยเหวินตามที่ขายให้เรือน
โยวหรานไป
แต่ผู้ที่สอบถามราคาก็ยังตกใจ “ห้าร้อยเหวิน? นี่พวกเจ้าจะปล้น
ข้าหรือ”
ลูกค้ากลอกตามองบนแล้วหันหลังจากไป พร้อมกับลูกค้าอีก
หลายคนที่ยืนอยู่ด้านหลังต่างพากันถอยหนี
เจียงเซิงเอามือเท้าคางพลางถอนหายใจ
แม้ว่าการขายไส้กรอกรมควันจะไม่ใช่จุดประสงค์ที่แท้จริง แต่
การให้เรือนโยวหรานเป็นฝ่ายมาหาพวกเขาเองต่างหากที่สำคัญ
ทว่าชาวบ้านในเมืองหลวงกลับบ่นว่าสินค้าราคาห้าร้อยเหวินแพง
เกินไป ทำให้นางรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
“เจ้าโง่น้อย” เจิ้งหรูเชียนเคาะหัวนาง “เจ้าอย่าลืมสิ ที่นี่คือเขต
ตะวันตกของเมืองหลวงนะ”
ที่ใดมีคนรวย ที่นั่นย่อมมีคนจน
ในเมืองหลวงแค่มีคนรวยมากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มี
คนจน
ไม่ว่าที่ใดล้วนมีคนที่ต้องกินผักเน่า มีคนที่ต้องประหยัดอดออม
และยังมีคนที่ไม่มีอาหารกิน ไม่มีเสื้อผ้าใส่
กระทั่งเมืองที่ใหญ่ที่สุดก็ยังมีเด็กเร่ร่อน แม้แต่หน้าประตูเรือนที่
ร ่ารวยที่สุดก็ยังมีขอทานเดินผ่าน
เมืองหลวงเป็นเพียงเมืองหลวงของราชวงศ์ต้าอวี๋ ไม่ใช่แดน
เซียน คนฝั่งตะวันออกของเมืองใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย ส่วนคนฝั่ง
ตะวันตกของเมืองยังต้องคำนวณเงินอย่างละเอียด
ไม่มีอะไรน่าประหลาดใจ สิ่งสำคัญคือต้องตั้งใจทำงาน ไม่เป็น
คนที่ต ่าต้อยที่สุดในสังคม
เจียงเซิงพยักหน้าอย่างว่าง่าย แต่ในใจกลับมีความรู้สึก
หม่นหมองผ่านเข้ามา
ถ้าโลกนี้ไม่มีเด็กเร่ร่อนอีกต่อไป ทุกคนต่างมีอาหารกินจนอิ่ม
ท้องจะดีเพียงใดกัน
ตั้งแต่เปิดร้านกระทั่งเก็บของ ไส้กรอกรมควันก็ยังขายไม่ได้
แม้แต่ชิ้นเดียว
เจิ้งหรูเชียนพลันคิดเจ้าเล่ห์ จงใจห่อไส้กรอกรมควันสองสายกับ
หมูรมควันหนึ่งชิ้นไปมอบให้คนขายปลา บอกเพียงว่าให้อีกฝ่ายได้
ลองชิม
คนขายปลาปฏิเสธไม่ได้ จึงให้ปลาที่ชำแหละแล้วสองตัวกับพวก
เขา
ตกเย็นวันนั้นป้าจางนำมันไปตุ๋น จากนั้นก็ทานกันอย่าง
เอร็ดอร่อย
วันต่อมา
ตลาดแห่งนี้ยังคงสกปรกและวุ่นวาย เจียงเซิงเปลี่ยนจากความ
กระตือรือร้นในตอนแรกมาเป็นความเหนื่อยล้าในยามนี้ นางรู้สึกว่า
ตนเองอาจจะไม่สามารถขายไส้กรอกรมควันได้แม้แต่ชิ้นเดียว และ
คงไม่อาจสืบข่าวเกี่ยวกับร้านเรือนโยวหรานได้
“หรือว่าพวกเราควรไปตลาดทางเขตตะวันออกของเมืองจะดีกว่า
ถึงต้องจ่ายค่าแผงลอยสักสองสามตำลึงก็ยังดีกว่าเสียเวลาอยู่ที่นี่”
นางพึมพำพลางเอียงศีรษะ
เจิ้งหรูเชียนกำลังจะบอกน้องสาวว่าครอบครัวของพวกเขาไม่มี
เงินสำหรับจ่ายค่าแผงลอยสองสามตำลึงนั่นแล้ว แต่กลับได้ยินเสียง
ดังมาจากด้านหลัง
ทันใดนั้นคนขายปลาก็พาคนวิ่งเข้ามา พลางชี้มาทางพวกเขา
แล้วพูดขึ้นว่า “อยู่ตรงนั้น!”