พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 184 สองพี่น้องหัวใส
เจียงเซิงตกใจสุดขีด
เจิ้งหรูเชียนสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เช่นกัน
สองพี่น้องต่างคาดเดาและสงสัยว่า เป็นเพราะความกระตือรือร้น
ของเมื่อวานนำพาความเดือดร้อนมาสู่ตนเองหรือไม่? หรือว่าคนขาย
ปลาผู้นี้จะมีเล่ห์เหลี่ยมอะไร?
จู่ ๆ เงาร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามา ตรงดิ่งมาหาไส้กรอกกับหมูรมควัน
พอคว้าได้แล้วยัดเข้าปากทันที
เจียงเซิงเบิกตากว้าง “มันยังดิบอยู่นะ…”
แต่คนผู้นั้นไม่สนใจ กินพวกมันทั้งหมดแล้วถอนหายใจอย่างพึง
พอใจ
“เป็นอย่างไรบ้าง พี่โจว?” คนขายปลาถามพลางถูมือ “เป็น
รสชาติที่ท่านต้องการหรือไม่?”
ชายผู้นั้นบ้วนไส้กรอกรมควันที่เคี้ยวไม่ละเอียดออกมา จากนั้น
ก็พยักหน้าแล้วหันหลังกลับมา
สองพี่น้องจึงได้เห็นว่าผู้มาเยือนไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นพ่อครัว
ใหญ่ของร้านเรือนโยวหราน ผู้ที่เคยทำให้เจียงเซิงรู้สึกดีเพราะอีก
ฝ่ายรู้วิธีทำหมูรมควันผัดต้นหอม
แม้ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่การที่พ่อครัวใหญ่ตามถึงที่นี่ได้ก็
หมายความว่าเรือนโยวหรานตามมาแล้ว
เจียงเซิงดีใจจนแทบจะกระโดด แต่นึกถึงท่าทีของพี่ร้องที่ยังคง
สงบนิ่งแม้ภูเขาไท่ซานจะถล่มตรงหน้า เด็กน้อยจึงพยายามข่มกลั้น
ความยินดีเอาไว้
รอจนกระทั่งเจิ้งหรูเชียนถอนหายใจ แล้วถามเบา ๆ ว่า “ท่านลุง
ทั้งสองเข้ามาที่นี่เช่นนี้ เป็นเพราะมีความเห็นอะไรเกี่ยวกับสินค้าของ
พวกเราหรือ?”
คนขายปลารีบโบกมือ “ไม่มีความเห็นอะไรหรอก แค่เมื่อคืนข้า
ให้ภรรยาเอามันไม่ทำอาหารมั่ว ๆ ตอนนั้นพี่โจวมาคุยด้วยแล้วได้
กลิ่นของมันเข้าพอดี หลังลองชิมสองคำก็เอาแต่ถามว่าหมูรมควัน
กับไส้กรอกนี้มาจากไหน ข้าไม่มีทางเลือกจึงต้องพาเขามาที่นี่”
จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ที่พ่อครัวใหญ่กินไส้กรอกรมควันสด ๆ
เพียงเพื่อจะแยกแยะรสชาติ
เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิด
แต่พ่อครัวใหญ่ไม่ทันได้อธิบายหรือขอโทษ เขาก็รีบร้อนเอ่ย
พลางกำไส้กรอกสองชิ้นไว้แน่น “ขอถามสหายน้อยทั้งสอง พวกเจ้า
ซื้อไส้กรอกรมควันมาจากที่ใด?”
เจียงเซิงและเจิ้งหรูเชียนต่างชะงัก
พ่อครัวใหญ่จึงรู้ว่าคำพูดของตนกำกวม เขารีบอธิบาย “ข้า
ไม่ได้จะข้ามหน้าพวกเจ้าไปซื้อมัน ข้าแค่อยากถามว่าพวกเจ้าจะซื้อ
มาเพิ่มได้หรือไม่ เรือนโยวหรานต้องการซื้อไส้กรอกรมควันพวกนี้
จำนวนมาก มีเท่าไหร่ก็จะรับซื้อทั้งหมด”
เจียงเซิงหันไปสบตากับเจิ้งหรูเชียน
มาแล้ว! ในที่สุดการทำข้อตกลงที่รอคอยมานานก็มาถึงเสียที
แต่เพื่อยืนหยัดต่อหน้าผู้คนในเมืองหลวงเหล่านี้ พวกเจิ้งหรู
เชียนจึงไม่ได้ส่งมอบสินค้าให้อย่างรวดเร็ว แต่กลับพิจารณาอย่าง
รอบคอบแล้วกล่าวว่า “สินค้าไม่ได้มีมากนัก”
“แล้วพวกเจ้ามีเท่าไหร่?” พ่อครัวใหญ่ชี้ไปที่ไส้กรอกรมควัน
หลายสิบอัน “ไม่ใช่ว่ามีแค่ของที่อยู่บนโต๊ะหรอกนะ”
เจิ้งหรูเชียนยังคงครุ่นคิดว่าควรจะบอกจำนวนกับอีกฝ่ายไปกี่ชั่ง
ถึงจะเหมาะสม
เจียงเซิงเขย่งปลายเท้า โผล่หัวออกมาจากด้านหลังเขา “หนึ่ง
ร้อยชั่ง”
“แค่หนึ่งร้อยชั่งเท่านั้นเองหรือ?” พ่อครัวใหญ่ผิดหวังอย่างยิ่ง แต่
มีย่อมดีกว่าไม่มี “เช่นนั้นก็หนึ่งร้อยชั่ง คิดตามราคาที่รับซื้อกันก่อน
หน้านี้ หนึ่งชั่งห้าร้อยเหวิน ส่งของทั้งหมดไปที่ร้านเรือนโยวหราน”
คนขายปลาที่อยู่ข้าง ๆ เซถลาไปเล็กน้อย เกือบจะสำลักลมตาย
ด้วยความตกใจกับราคาซื้อขายนี้
เจียงเซิงกับเจิ้งหรูเชียนกลับไม่ได้ตอบรับในทันที พวกเขาสบตา
กันครู่หนึ่ง รู้สึกว่าควรต้องขึ้นราคาอีกสักหน่อย
เจียงเซิงเงยหน้าขึ้นเตรียมเป็นฝ่ายตอบ แต่ถูกเจิ้งหรูเชียนกดหัว
ลงไป
เด็กหนุ่มสูดจมูก ตัดสินใจจะเป็นคนใจร้ายเสียเอง “พ่อครัวใหญ่
ไม่ใช่ว่าพวกข้าไม่ขายให้ท่าน แต่อากาศร้อนมากจริง ๆ ไส้กรอก
รมควันกับหมูรมควันล้วนเป็นของทำยาก ราคาจึงไม่สามารถ
เหมือนกับก่อนหน้านี้ได้”
“เป็นของทำยาก?” สมแล้วที่เป็นผู้อาวุโส เพียงพ่อครัวใหญ่ได้
ยินคำพูดเขาก็จับประเด็นสำคัญได้ทันที “ไส้กรอกรมควันพวกนี้
พวกเจ้าทำเองหรือ? ไม่ได้ซื้อมาจากข้างนอกหรอกหรือ?”
เจิ้งหรูเชียนก้มหน้าไม่พูดอะไร ถือว่าเป็นการยอมรับโดยปริยาย
มันสมองของพ่อครัวใหญ่เริ่มทำงานอีกครั้ง
หมูรมควันร้อยชั่งนั้นแก้ไขสถานการณ์ของร้านได้เพียงชั่วคราว
แต่การร่วมมือกันในระยะยาวต่างหากที่เรือนโยวหรานต้องการ
เดาได้ไม่ยากว่าเด็กสองคนนี้ต้องการขึ้นราคา แต่เรือนโยว
หรานร ่ารวยและไม่สนใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือไม่ว่าจะ
ซื้อของไปในราคาเท่าไหร่ ก็สามารถขายออกไปได้ในราคาที่สูงกว่า
หลายสิบเท่าที่ร้านเรือนโยวหราน
“พวกเจ้าต้องการขายราคาเท่าไหร่?” พ่อครัวใหญ่ถาม
ตามการคาดเดาของเขา สินค้าที่มีราคาห้าร้อยเหวิน อย่างน้อย
ก็คงจะขึ้นราคาได้สักหกร้อยเหวินหรืออาจจะเจ็ดร้อย และอย่างมาก
สุดก็คงไม่เกินแปดร้อยเหวิน
อย่างไรก็ตาม เจิ้งหรูเชียนยื่นมือออกมาชูนิ้วเป็นเลขบอก “สอง”
พ่อครัวใหญ่ตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“เจ้ากำลังบอกว่าคิดชั่งละสองตำลึงใช่หรือไม่?”
หมูรมควันและไส้กรอกรมควันล้วนทำจากเนื้อหมู เนื้อหมูราคา
เพียงยี่สิบเหวินต่อหนึ่งชั่ง การผลิตมีค่าแรง การตากแห้งมีการ
เสียหาย แต่ไม่น่าจะขายได้ถึงชั่งละสองตำลึง นี่มันราคาอะไรกัน
ถึงเรือนโยวหรานจะร ่ารวยมากเพียงใด ก็ไม่มีทางยอมให้ใครมา
เอาเปรียบได้
พ่อครัวใหญ่ส่ายหน้า “ไม่ได้ ๆ แพงเกินไป”
เจิ้งหรูเชียนไม่พูดพร ่าทำเพลง หันหลังไปเก็บข้าวของ ทั้งยังไม่
ลืมหยิบไส้กรอกรมควันสองสายมอบให้คนขายปลา
คนขายปลาไม่กล้ารับ แต่ผลักไสอยู่หลายครั้งก็ต้องยอมรับไว้
เจิ้งหรูเชียนเก็บของเสร็จ มือหนึ่งอุ้มห่อผ้า อีกมือจูงน้องสาว
เดินออกไปไม่เร่งไม่รีบ
พ่อครัวใหญ่ได้แต่มองตาปริบ ๆ ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึก
เสียดาย
สุดท้ายเมื่อเงาร่างของสองพี่น้องกำลังจะหายไป เขาก็ร้องห้ามไว้
“ช้าก่อน…สองตำลึงก็สองตำลึง แต่ข้าจะซื้อหนึ่งร้อยชั่งก่อน ส่วนที่
เหลือค่อยว่ากันอีกที ตกลงหรือไม่?”
เจิ้งหรูเชียนพยักหน้าตอบอย่างรวดเร็ว
ไม่ว่าการทำข้อตกลงในอนาคตจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือต้อง
ได้เงินสองร้อยตำลึงนี้ก่อน เพื่อแก้ไขเรื่องความเป็นอยู่ในตอนนี้
เรือนโยวหรานต้องการสินค้าโดยด่วน พ่อครัวใหญ่ก็เอ่ยเร่งซ ้า
แล้วซ ้าเล่า สองพี่น้องจึงรีบกลับไปที่เรือนเพื่อส่งสินค้าให้เร็วที่สุด
เจียงเซิงอดถามระหว่างทางไม่ได้ “พี่รอง ราคาสองตำลึงนี่ไม่
น้อยเลยจริง ๆ ร้านเรือนโยวหรานจะยอมทำข้อตกลงกับพวกเราจริง
หรือ?”
ปกติแล้วพ่อค้าจะให้ความสำคัญกับผลกำไร การทำการค้าเน้น
ที่กำไร ยิ่งต้นทุนในการซื้อสินค้าสูงเท่าไหร่ ก็หมายความว่าผลกำไร
ของเรือนโยวหรานจะลดลงตามไปด้วย พวกเขาย่อมไม่ยอมแน่
แต่เมื่อสินค้ารมควันของโรงผลิตกลายเป็นสินค้าเฉพาะแห่ง
เรือนโยวหรานก็ต้องยอมรับกับเรื่องนี้ไม่ว่าจะยินดีหรือไม่ก็ตาม
“อีกอย่าง ข้าไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เงินถึงสองตำลึง” เจิ้งหรูเชียน
ยิ้มเจ้าเล่ห์ “เดินสองก้าวถอยหลังครึ่งก้าว ยังดีกว่าการก้าวไป
ข้างหน้าช้าๆ”
เจียงเซิงตาโตด้วยความประหลาดใจ รู้สึกว่าตนเองได้เรียนรู้อะไร
อีกครั้ง
สองพี่น้องส่งไส้กรอกและหมูรมควันหนึ่งร้อยชั่งไปยังเรือนโยว
หราน แลกกับเงินสองร้อยตำลึง
ในระหว่างนั้น เถ้าแก่ใหญ่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตลอดเวลา มองพวก
เขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจกับราคาต้นทุนที่สูงลิ่ว
แต่เจิ้งหรูเชียนไม่สนใจ เขารับตั๋วเงินสองใบมาทันที หลังจากนับ
เสร็จแล้วก็ส่งให้เจียงเซิง
เมื่อได้เงินสองร้อยตำลึงนี้ ครอบครัวของพวกเขาก็จะได้มีเนื้อ
กินอีกครั้ง
เจียงเซิงยิ้มสดใส เก็บตั๋วเงินเข้าไปในถุงแล้วซ่อนลึกเข้าไปใน
แขนเสื้อ
ทั้งสองกระซิบปรึกษากันว่าเย็นนี้จะซื้อขาหมูไปสักสองสามชิ้น
ให้ป้าจางตุ๋นดีหรือไม่
เถ้าแก่ใหญ่ที่นั่งอยู่ด้านบนรู้สึกมึนงงจนปวดหัว พริบตานั้นเขา
พลันนึกถึงคำพูดของเจียงเฉิงเยวี่ยนได้ จึงลองถามออกไปว่า “สินค้า
พวกนี้ส่งมาจากเขตอันสุ่ยใช่หรือไม่?”
หรือไม่ก็คงมีคนทำไส้กรอกแบบนี้อยู่ในเขตอันสุ่ย
เจียงเซิงชะงักไป
แต่เขายังไม่ทันจะได้ตอบ เถ้าแก่ใหญ่กลับพูดต่อว่า “ข้าไม่เคย
ได้ยินว่าสินค้าจากเขตอันสุ่ยจะขายได้ถึงชั่งละสองร้อยตำลึง ต่อให้
ข้าจะส่งคนไปเอามาจากเขตอันสุ่ยจริง ๆ มันจะคิดเป็นเงินไม่ได้กี่
ตำลึงกันเชียว?”
เจิ้งหรูเชียนกระตุกมุมปาก รับรู้ว่าเรือนโยวหรานกำลังต้องการ
ต่อรองราคา
เขารู้สึกว่าตนต้องบอกความจริงกับเถ้าแก่ใหญ่
“ขออภัยด้วย” เด็กหนุ่มกระแอมเบา ๆ พยายามทำตัวให้ดูสุขุม
และมั่นคง “เถ้าแก่ใหญ่อาจจะไม่รู้ แต่พวกข้ามาจากเขตอันสุ่ยขอ
รับ”