พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 185 เรื่องในใจสวี่โม่
“อะแฮ่ม”
เด็กหนุ่มกระแอมเบา ๆ พยายามทำสีหน้าให้ดูไร้เดียงสาและ
ซื่อตรงที่สุด “โรงผลิตในเขตอันสุ่ยที่เถ้าแก่ใหญ่พูดถึงนั้นก็เป็นของ
พวกข้าเช่นกัน”
เถ้าแก่ใหญ่ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สูงเบิกตากว้าง
“หากเถ้าแก่ใหญ่ยืนยันว่าสินค้าจากเขตอันสุ่ยดีกว่าก็สามารถ
ไปซื้อจากที่นั่นได้” เจิ้งหรูเชียนชูนิ้วสองนิ้ว “พวกข้าเองก็ยังรับขนส่ง
สินค้าให้ด้วย คิดค่าขนส่งเพิ่มสองส่วนของราคาสินค้าทั้งหมด ท่าน
คิดเห็นอย่างไร”
พูดไปแล้วก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย พวกเขาสองพี่น้องวุ่นวายอยู่
กับเรื่องโรงผลิตจนไม่มีเวลาจัดการเรื่องการขนส่งสินค้า
เจิ้งหรูเชียนผู้เป็นเจ้าของจึงต้องเสียสละออกหน้าเอง
ในใจเขากำลังเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น จึงไม่ทันสังเกตว่าสี
หน้าของเถ้าแก่ใหญ่ที่อยู่ตรงข้ามเปลี่ยนจากตกใจเป็นเหลือเชื่อ
จากนั้นเปลี่ยนเป็นงุนงง สุดท้ายก็กลายเป็นการไม่ยอมรับ
“สองตำลึงเลยหรือ…” เถ้าแก่ใหญ่พึมพำอย่างไม่พอใจ “แม้แต่
ในเมืองหลวงก็ยังไม่มีของที่แพงเช่นนี้!”
จริง ๆ แล้วก็มีอยู่
ตัวอย่างเช่นลิ้นจี่ที่มักจะถูกส่งมาจากทางใต้ทุก ๆ เดือนห้าหรือ
เดือนหก แค่ลิ้นจี่ลูกเดียวมันก็มีค่าเท่ากับหนึ่งพันทองคำ
มีคำกล่าวว่า ม้าวิ่งฝ่าฝุ่นแดง พระสนมแย้มยิ้ม แต่ไม่มีใครรู้ว่า
รอยยิ้มนั้นเกิดขึ้นเพราะลิ้นจี่ ก็ยังทำให้ลิ้นจี่มีค่ามากขึ้น ทำให้ทุก
ครั้งที่ถึงช่วงฤดูร้อนอันร้อนระอุ ทั่วทั้งเมืองหลวงก็จะเกิดการนิยม
“กินลิ้นจี่” ขึ้น
เหล่าคุณหนูของตระกูลที่ร ่ารวยไม่เพียงมีไว้กินเอง แต่ยังเผื่อแผ่
ไปถึงคนอื่นด้วย เพื่อแสดงถึงอำนาจทางการเงินและยกระดับสถานะ
ทำให้ผู้อื่นไม่กล้าดูถูก
เหตุผลที่ทำให้คนรู้สึกว่าหมูรมควันทั้งหลายของเจิ้งหรูเชียนไม่
คู่ควรกับราคาที่สูง เป็นเพราะราคาเนื้อหมูต ่า และไม่ได้เป็นสิ่งที่หา
ยากอะไร
แต่เจิ้งหรูเชียนไม่นึกเสียใจเลยที่กล่าวเพิ่มราคา
ทั้งค่าเช่าและค่าแรงของโรงผลิตในเขตอันสุ่ยยังไม่ถึงครึ่งของ
เมืองหลวง แต่หมูรมควันยังขายได้ถึงห้าร้อยเหวิน แล้วทำไมหมู
รมควันในเมืองหลวงจะขายในราคาที่สูงไม่ได้
แต่สองตำลึงคงสูงไปหน่อย พอเห็นสีหน้าเจ็บปวดและลังเลของ
เถ้าแก่ใหญ่แล้ว เจิ้งหรูเชียนจึงหันไปขยิบตาให้น้องสาว
เจียงเซิงเข้าใจทันที
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นถามอย่างไร้เดียงสาว่า “พี่รอง พวกเรา
จำเป็นต้องขายให้เขาถึงสองตำลึงเชียวหรือ? ลดราคาลงหน่อยได้
หรือไม่ ท่านดูสิ สีหน้าเถ้าแก่ใหญ่ดูเสียใจมากเลยนะ”
เถ้าแก่ใหญ่ชะงัก รีบเก็บอารมณ์บนใบหน้า สงสัยว่าตนเองคง
แสดงออกมากเกินไปแล้ว
“ลดหรือ? จะลดได้อย่างไร?” เจิ้งหรูเชียนพ่นลมหายใจแรง ๆ
ด้วยท่าทางไม่พอใจ “พวกเราผลิตสินค้าก็ต้องมีต้นทุนนะ มีคนงาน
อีกมากที่ต้องเลี้ยงดูด้วย ถ้าลดราคาลงก็จะได้เงินไม่พอทุนสิ”
“แต่ว่า…” เจียงเซิงเขย่าแขนของเขา “พี่รองลดราคาให้เถ้าแก่
ใหญ่สักหน่อยเถอะ แค่นิดเดียวเอง นิดเดียวเท่านั้น”
เจิ้งหรูเชียนแสดงสีหน้าลำบากใจ ภายในใจกำลังต่อสู้กันอย่าง
หนัก เหมือนจะลดราคาลงมาแต่ก็ไม่ค่อยอยากจะลดให้
ส่วนฝ่ายตรงข้าม เถ้าแก่ใหญ่กลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เจิ้งหรูเชียนก็ตัดสินใจ “ข้าลดให้มากสุด
แค่ห้าร้อยเหวิน จะเอาหรือไม่ก็ตามใจท่าน แต่หากไม่เอาก็ไม่เป็นไร”
หมูรมควันเหล่านั้นราคาสองตำลึงต่อหนึ่งชั่ง หักเงินห้าร้อยเหวิ
นออกไปก็เหลือหนึ่งตำลึงครึ่ง เท่ากับลดราคาลงไปได้หนึ่งในสาม
ส่วน ผู้ใดก็ต้องสนใจทั้งนั้น
เถ้าแก่ใหญ่แทบจะลุกขึ้นยืนทันที เขายื่นมือออกไปพลางกล่าว
ว่า “สหายน้อยอย่าเพิ่งรีบร้อน พวกเราลองเจรจากันดี ๆ อีกสักนิด
เถอะ”
ครึ่งชั่วยามต่อมา
ในมือเจิ้งหรูเชียนถือสัญญาที่ยังมีกลิ่นหมึกติดอยู่ พลาง
พิจารณาอย่างละเอียดจากบนลงล่าง จากซ้ายไปขวา
แม้ว่าเขาจะไม่มีพรสวรรค์ด้านวิชาการเหมือนพี่ใหญ่ แต่การได้
อยู่ใกล้ชิดกับอัจฉริยะด้านวิชาการทุกวัน คงเป็นไปได้ยากที่เขาจะยัง
ไม่รู้หนังสือ
อย่างน้อย ๆ เขาก็สามารถเข้าใจตัวอักษรบนสัญญาฉบับนี้ได้
ทั้งหมด หลังจากแน่ใจว่าไม่มีกับดักอะไรซ่อนอยู่แล้ว เจิ้งหรูเชียนกับ
เถ้าแก่ใหญ่ก็ลงนามและประทับตราพร้อมกัน ตกลงจะขายสินค้าใน
ราคาหนึ่งตำลึงครึ่งให้กับร้านเรือนโยวหราน โดยจะส่งสินค้ามาอย่าง
น้อยเดือนละสองร้อยชั่ง
เมื่อไปที่ศาลาว่าการเพื่อดำเนินการตามกฎหมายเสร็จแล้ว
สัญญาก็จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ กลายเป็นข้อตกลงและ
ข้อผูกมัดของทั้งสองฝ่าย
“สหายน้อยทั้งสองต้องส่งสินค้าให้ร้านเราตรงเวลานะ” เถ้าแก่
ใหญ่ยิ้มพลางกล่าว ยังคงไม่ได้มีท่าทีปฏิบัติต่อสองพี่น้องอย่างเท่า
เทียม ทว่าอย่างน้อยก็ไม่ได้วางตัวเหนือกว่าอีกต่อไป “หากมีสินค้า
ใหม่ ๆ ก็ส่งมาให้พวกเราได้เลย”
เจิ้งหรูเชียนนึกถึงบะหมี่น ้าเปล่าของป้าจางขึ้นมาทันที
แต่เจียงเซิงดึงชายเสื้อของเขาเบา ๆ จึงทำให้เขากลืนคำพูด
ทั้งหมดลงไป
บนเส้นทางกลับเรือน
เจิ้งหรูเชียนอดถามไม่ได้ “ทำไมถึงไม่นำบะหมี่น ้าเปล่าไปขายที่
เรือนโยวหรานเล่า ข้าคิดว่ามันจะต้องได้รับความนิยมจากชาวเมือง
หลวงอย่างแน่นอน”
เมืองหลวงมีคนรวยอยู่มากมาย การจะดึงดูดความสนใจของ
พวกเขาได้ ก็ต้องเป็นของที่แปลกใหม่และน่าสนใจ ถึงแม้บะหมี่
น ้าเปล่าจะดูธรรมดา ก็สามารถทำให้ผู้คนเหล่านั้นแห่แหนกันมาลิ้ม
ลองได้
ยิ่งไปกว่านั้น บะหมี่น ้าเปล่าของป้าจางมีเคล็ดลับมากมาย ย่อม
ต้องอร่อยอยู่แล้ว
แต่เจียงเซิงกลับมีความคิดอย่างอื่น
นี่เป็นความคิดอีกอย่างของเด็กหญิง นอกเหนือจากเรื่องโรง
ผลิต
“พี่รอง บะหมี่น ้าเปล่าเป็นฝีมือของป้าจาง” เจียงเซิงกล่าวอย่าง
ระมัดระวัง “ข้าจำได้ว่านางเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ ว่าอยากเปิดร้านเป็น
ของตัวเอง”
การไม่ขายบะหมี่น ้าเปล่าไปให้ใครโดยพลการ จึงเป็นการให้
เกียรติต่อป้าจาง
การสนับสนุนให้ป้าจางได้เปิดร้าน นับเป็นของขวัญจากเจียงเซิง
ที่อยากมอบให้แก่สตรีผู้ใจดีคนนี้
ทุกคนควรกล้าที่จะไล่ตามความฝันในชีวิต พวกพี่ชายของนางก็
เช่นกัน เจียงเซิงเองก็เช่นกัน และป้าจางก็ควรจะเป็นเช่นนั้นด้วย
รถม้ายังคงเคลื่อนที่ไปอย่างช้า ๆ ด้านนอกยังเต็มไปด้วยเสียง
ตะโกนขายของของพวกพ่อค้าแม่ค้า
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกจมูกแสบเล็กน้อย ยื่นมือออกไปลูบหัวของ
น้องสาว “ข้ามีวาสนาอะไรกัน ในชาตินี้ถึงมีน้องสาวที่ดีขนาดนี้ได้”
เจียงเซิงยิ้มแฉ่ง “ข้าเองก็โชคดีเหมือนกัน ที่มีพวกพี่ชายที่ดี
เช่นนี้”
การที่พวกเขาได้พบกันนั้นถือเป็นโชคชะตาที่สวรรค์ลิขิต
และการพบกันของพวกเขาก็คือโชคดีครั้งยิ่งใหญ่ของนาง
เมื่อกลับมาถึงเรือนท้องฟ้าก็มืดแล้ว
เหล่าพี่น้องนั่งกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แม้ว่าจะยังยุ่งกับธุระของตัวเอง
แต่หางตาก็ยังคอยชำเลืองไปทางประตูใหญ่
หลังเห็นเจียงเซิงน้อยกระโดดโลดเต้นเข้ามา พวกเขาจึงค่อย ๆ
โล่งอก
ตามด้วยเห็นเจิ้งหรูเชียนที่ดูเคร่งขรึมเข้ามา พวกเขาก็ยิ่งวางใจ
ได้
เมืองหลวงนั้นแตกต่างจากเขตอันสุ่ย เมืองนี้ใหญ่โตและ
เจริญรุ่งเรืองเกินไป อีกทั้งยังมีเหล่าตระกูลผู้ดีมีเงินมากมาย มีคนที่
ไม่อาจล่วงเกินได้อยู่มากเช่นกัน
แม้ว่าจ่างเยี่ยนจะนึกดูแคลนสิ่งเหล่านี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้
พวกเขาพี่น้องเป็นเพียงคนที่ผู้มีอำนาจสักคนสามารถบดขยี้ได้อย่าง
ง่ายดาย
กระทั่งสวี่โม่ก็ยังเป็นเพียงเจี้ยหยวน
ตำแหน่งที่แม้แต่ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยยังต้องเหลียวแล ทว่าในเมือง
หลวงมันกลับไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด
เมืองหลวงมีเจี้ยหยวนไม่ต ่ากว่าสามสิบถึงห้าสิบคน ไม่ต้องพูด
ถึงว่ายังมีก่งเซิ่ง จิ้นซื่อ รวมถึงขุนนางคนสำคัญอีกมากมายแค่ไหน
คิดถึงตรงนี้ จ่างเยี่ยนพลันนึกถึงข้อตกลงระหว่างท่านผู้ว่าการ
เขตคนก่อนกับสวี่โม่
เขามองไปทางสวี่โม่ “พี่ใหญ่ได้พบใต้เท้าโต้วบ้างหรือไม่?”
ท่านผู้ว่าการเขตคนก่อนแซ่โต้ว
สวี่โม่วางตำราลง ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “ยังไม่ได้พบ”
หมายความว่าวันหน้าจะไปพบ แต่ตอนนี้ยังไม่สะดวก
แล้วยังจะมีเรื่องอะไรที่ไม่สะดวกอีก?
จ่างเยี่ยนพลันนึกถึงจูจื้อ นึกถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปอย่าง
ประหลาดของสวี่โม่ รวมถึงความผิดปกติเมื่อไม่นานมานี้ จากนั้น
ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
พี่ใหญ่อาจกำลังทำเรื่องอันตรายบางอย่างแน่ เขาไม่อยากให้ใต้
เท้าโต้วต้องมาพัวพัน จึงหลีกเลี่ยงการพบหน้า
อีกด้านหนึ่ง
เจียงเซิงอุ้มขาหมูชิ้นใหญ่สี่ชิ้นที่ซื้อมาจากตลาดยื่นให้เวินจืออ
วิ่นอย่างภาคภูมิใจราวกับเป็นของล ้าค่า เดินไปวนรอบตัวจ่างเยี่ยน
ก่อนสุดท้ายจะยื่นให้สวี่โม่ “พี่ใหญ่ พวกเรามีขาหมูกินกันแล้ว”
ไม่เพียงได้เงินสองร้อยตำลึงที่ขายพวกไส้กรอกรมควัน แต่ยังได้
เงินมัดจำห้าสิบตำจากร้านเรือนโยวหรานอีก พอรวมกันแล้วพวกเขา
ก็มีเงินถึงสองร้อยห้าสิบตำลึงเลยทีเดียว
คราวนี้ไม่จำเป็นต้องประหยัดอีกแล้ว ทั้งยังยิ่งไม่ต้องทนกินผัก
ใบเขียวพวกนั้นด้วย
เจียงเซิงตัดสินใจเด็ดเดี่ยว ซื้อขาหมูชิ้นโตมาสี่ชิ้น จะได้ให้พวก
พี่ขายได้กินเต็มอิ่ม
“ดูท่าอาหารเย็นมื้อนี้คงพิเศษสินะ” สวี่โม่ยิ้มเอ็นดู
เจียงเซิงดีใจจนตัวลอย ถือขาหมูหมุนตัวไปหาป้าจาง ยื่นให้นาง
อย่างนอบน้อมพลางกล่าว “ท่านป้า ท่านต้องนำมันไปตุ๋นนะเจ้าคะ”
จางเซียงเหลียนหัวเราะ
เด็กพวกนี้ชอบกินเนื้อมากจริง ๆ
“ได้ ๆ ข้าทำขาหมูตุ๋นให้พวกเจ้า” นางรับขาหมูแล้วหยิบมีด
ใหญ่ เดินเข้าครัวไปเพื่อจัดการกับอาหารเย็นมื้อนี้
เจียงเซิงวิ่งตามติด ๆ แต่ยังไม่ลืมจะลากเจิ้งหรูเชียนกับเวินจืออ
วิ่นไปด้วย
ในบ้านที่มีน้องสาวอยู่ด้วย มักจะเต็มไปด้วยความสนุกสนาน
เสมอ
จ่างเยี่ยนยกยิ้มมุมปาก จากนั้นก็รีบชำเลืองไปทางสวี่โม่ “พี่
ใหญ่กลัวจะทำให้ใต้เท้าโต้วเดือดร้อน แต่ไม่กลัวทำให้พวกเราพี่น้อง
ลำบากหรือ?”