พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 186 ช่วงเวลาลำบากใจของพี่ใหญ่
มันเป็นเพียงคำพูดลองเชิง
แต่เมื่อส่งไปถึงสวี่โม่ ก็มีพลังเพียงพอจะทำให้เขาตกใจราวกับ
ถูกฟ้าผ่า รอยยิ้มเลือนหายไปทันที
เรื่องที่เก็บไว้ในใจมาตลอดหนึ่งเดือน ถูกเจ้าห้าพูดออกมาเช่นนี้
หากเป็นคนอื่น สวี่โม่คงทำสีหน้าเย็นชาและตวาดใส่ไปแล้ว แต่
อีกฝ่ายคือเจ้าห้า น้องชายที่เฉลียวฉลาดแต่ไม่เดียงสาของข้า เขา
ทำเพียงถอนหายใจอย่างจนปัญญา “เหตุใดเจ้าถึงฉลาดเช่นนี้นะ”
จ่างเยี่ยนยังคงทำสีหน้าบริสุทธิ์ใจ
“เจ้าห้า ข้าจะไม่ให้น้องชายน้องสาวลำบากหรอก” สวี่โม่กล่าว
เบา ๆ “ข้าแค่ต้องการเรียกร้องความยุติธรรมให้บิดามารดาเท่านั้น”
นับตั้งแต่ที่ได้พบจูจื้อ ความเกลียดชังในใจก็ปั่นป่วนขึ้นมาราว
กับคลื่นซัดสาด มันไม่เคยสงบลงได้เลย
นึกย้อนไปเมื่อก่อนในตอนที่ข้ายังไม่ได้เป็นแม้แต่ซิ่วไฉ เป็น
เพียงคนธรรมดาที่กล้าไปร้องเรียนต่อหน้าใต้เท้าโต้ว ยอมถูกโบยห้า
สิบไม้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้บิดามารดา
แต่พริบตาเดียวเขาก็ได้เป็นจวี่เหริน ทั้งยังเป็นเจี้ยหยวน เมื่อพบ
ขุนนางก็ไม่จำเป็นต้องคุกเข่า แต่เขากลับไม่กล้าไปตีกลองร้องทุกข์
ที่ศาลอีก และยิ่งไม่กล้าไปร้องเรียนที่ศาลาว่าการเมืองหลวง
เป็นเพราะเขาขี้ขลาดแล้วหรือ?
เป็นเพราะเขาหวาดกลัวหรือ?
ไม่ใช่เลย ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น แต่เป็นเพราะเขาเข้าใจดี ว่าอำนาจ
ของคนตระกูลใหญ่เหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะสั่นคลอนมันได้
หากจะดื้อดึงเข้าปะทะก็เหมือนไข่กระแทกหิน สุดท้ายก็ย่อมแตกเป็น
เสี่ยง ๆ
สวี่โม่ไม่กลัวตาย แต่เขาไม่อยากตายอย่างไร้ค่า
ชีวิตของเขายังอีกยาวไกล ความทะเยอทะยานของเขาก็ยิ่งใหญ่
เขามีน้องชายน้องสาวที่ต้องดูแล เขาต้องเป็นพี่ชายที่มีความ
รับผิดชอบและเป็นที่พึ่งพาได้ เขายังอยากสร้างประโยชน์และเป็นขุน
นางผู้ยิ่งใหญ่ที่ปกป้องคุ้มครองประชาชน
ดังนั้นเรื่องนี้จึงต้องใช้สติปัญญาเอาชนะ
เมื่อสังเกตเห็นความอิจฉาริษยาที่จูจื้อมีต่อฟางหยวน บุตรชาย
คนโตของตระกูลฟาง สวี่โม่ก็เริ่มวางแผน เขาต้องเข้าใกล้จูจื้อ ต้อง
หาทางยุยงความอิจฉาที่จูจื้อมีต่อตระกูลฟาง แล้วอาศัยอำนาจของ
ตระกูลฟางบีบให้ตระกูลจูทอดทิ้งจูจื้อ
หากไม่มีการคุ้มครองจากตระกูลใหญ่ จูจื้อก็เป็นเพียงชายวัย
กลางคนที่ไม่มีกำลังกระทั่งจะมัดไก่เท่านั้น
น่าเสียดายที่จินตนาการงดงาม แต่ความเป็นจริงกลับโหดร้าย
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่การให้คนอย่างสวี่โม่จงใจเข้าใกล้
จูจื้อแล้วยุยงส่งเสริมก็เป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญอยู่แล้ว
หนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ เขาได้เพียงพูดคุยกับจูจื้อสองสามประโยค
ถึงขนาดที่ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นคนคุ้นเคย
ดังนั้นเมื่อจ่างเยี่ยนถาม “พี่ใหญ่ ท่านลงมือถึงขั้นไหนแล้ว” สี
หน้าที่มักจะดูสงบเยือกเย็นของสวี่โม่กลับมีสีแดงระเรื่อปรากฏขึ้นมา
เจียงเซิงกระโดดออกมาจากครัวเหมือนกระต่ายตัวน้อย แต่พอ
เห็นรอยสีแดงเรื่อบนใบหน้าพี่ใหญ่ นางจึงกวาดตามองไปมาอย่าง
สงสัย “พี่ห้า ท่านรังแกพี่ใหญ่หรือ”
จ่างเยี่ยนไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี “ไม่แน่นอน ข้าไม่กล้า
หรอก”
เจียงเซิงคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีเหตุผล พี่ใหญ่เป็นคนที่น่าเกรงขาม
ที่สุดในบ้าน แม้แต่พี่สามก็ไม่กล้าทำอะไรเกินเลยต่อหน้าพี่ใหญ่ แล้ว
ใครจะกล้ารังแกเขากัน
นางจึงฮึมฮัมเพลงแล้วกระโดดไปที่ห้องครัว เพื่อจะดูให้ได้ว่าขา
หมูชิ้นใหญ่พวกนั้นเปื่อยได้อย่างไร
ในเรือนจึงกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
จ่างเยี่ยนสูดลมหายใจ ใช้สายตาจริงใจและอ้อนวอน “พี่ใหญ่
เรื่องแบบนี้ท่านไม่ควรปิดบังพวกเรา ท่านต้องการแก้แค้นจูจื้อ จะเข้า
ใกล้เขาหรือยุยงเขาก็ได้ทั้งนั้น แต่อย่างน้อยท่านต้องบอกพวกเรา”
สวี่โม่เงียบไป
เหล่าพี่น้องเดินทางมาด้วยกันจนถึงทุกวันนี้ ต่างก็ช่วยเหลือซึ่ง
กันและกันเสมอมา พวกเขาร่วมแรงร่วมใจไม่เคยคิดถอยหลัง
แต่นั่นเป็นเพราะพวกเขาอยู่ในเขตอันสุ่ย อันตรายที่ใหญ่ที่สุดก็
มีแค่การลอบสังหารจากฮูหยินนายอำเภอและยังมีฟางเหิงคอย
คุ้มครอง
บัดนี้พวกเขาอยู่ในเมืองหลวง เบื้องหลังอันตรายไม่เพียงมีเส้น
สายตระกูลที่ซับซ้อนและยิ่งใหญ่ แต่ยังมีเหล่าขุนนางและชนชั้นสูง
มากมาย ต่อให้มีข้าราชการที่ซื่อสัตย์อย่างท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ยถึง
สองคน ก็ไม่สามารถปกป้องประชาชนได้อย่างเด็ดขาด
หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ สวี่โม่ก็เอ่ยปาก “สถานการณ์ในเมือง
หลวงซับซ้อน ข้าแก้แค้นเขาก็เพราะเรื่องส่วนตัว ไม่อยากให้พวกเจ้า
ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย”
จ่างเยี่ยนแทบจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโห
เขาไม่เคยคิดเลยว่าพี่ชายผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลมจะสับสนกับ
เรื่องเช่นนี้ สมกับคำว่าเส้นผมบังภูเขาจริง ๆ
“พี่ใหญ่ พวกเราอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน เรียกกันว่าพี่น้อง
หากท่านเกิดเรื่องขึ้นมาจริง ๆ พวกขุนนางในเมืองหลวงจะสนใจหรือ
ว่าต้องฆ่าคนเพิ่มอีกสักกี่คน หรือว่าต้องมีคนนองเลือดอีกสัก
เท่าไหร่?” จ่างเยี่ยน กล่าวด้วยน ้าเสียงหนักแน่น “และหากท่านเกิด
เรื่อง พวกเราพี่น้องที่เหลือจะยังมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายได้หรือ?”
พวกเขาสัญญากันแล้วว่าจะไม่แยกจากกัน
ตอนที่ฟางเหิงไปชายแดนทางเหนือ เจียงเซิงก็ร้องไห้จนไม่อยาก
ปล่อยมือ เพราะกลัวว่าจะเกิดเหตุไม่คาดเห็น และสูญเสียพี่ชายไปอีก
คน
หากนางรู้ว่าตนเองมาที่เมืองหลวงและยังอาจจะสูญเสียพี่ชายไป
อีก ให้ตายนางก็คงไม่ยอมมา
พี่น้องทั้งหกคนอยู่ด้วยกันมาสามปีแล้ว บางทีตัวเลขนี้อาจดูไม่มี
อะไรพิเศษ แต่ตอนนี้เจียงเซิงอายุแค่สิบขวบ ช่วงเวลาสามปีนี้
เทียบเท่าเกือบหนึ่งในสามของชีวิตนาง เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่
ประทับใจที่สุดของนาง
การสูญเสียสวี่โม่ไป ชีวิตที่เหลือของนางก็คงไม่มีวันมีความสุข
อีก
เมื่อใดที่นึกถึงพี่ชาย สิ่งที่ปรากฏบนใบหน้าของนางจะไม่ใช่
รอยยิ้ม แต่เป็นน ้าตา
พอคิดถึงภาพนั้น หัวใจสวี่โม่ก็เริ่มสั่นคลอน เขาสงสัยขึ้นมา
ทันทีว่าตนเองดื้อรั้นเกินไปหรือไม่ที่จะแก้แค้นให้บิดามารดา เขาควร
จะสละความแค้นที่มีต่อจูจื้อไปเพื่อน้องชายน้องสาวหรือไม่
“พี่ใหญ่ คนชั่วสมควรได้รับการลงโทษ” จ่างเยี่ยนเดินมาอยู่
ตรงหน้าสวี่โม่ “ไม่ว่าจะเป็นตระกูลฟางหรือตระกูลจู สุดท้ายพวกเขา
ก็ต้องเป็นศัตรูกับพวกเรา แต่ท่านไม่ควรวางแผนแก้แค้นเพียงลำพัง
ท่านต้องบอกพวกเรา…หรืออย่างน้อยก็ต้องบอกข้า”
สวี่โม่เงยหน้าขึ้น สายตาปะทะเข้ากับดวงตาลึกล ้าดั่งสายน ้าของ
จ่างเยี่ยน
ความฉลาดของน้องชายคนที่ห้านั้นไม่อาจมองข้ามได้จริง ๆ
สิ่งสำคัญที่สุดคือเขารู้แล้ว ว่าการปิดบังต่อไปนั้นไม่มีประโยชน์
อะไร
“ได้ เช่นนั้นข้าจะบอกเจ้าเพียงคนเดียว” สวี่โม่ยังคงไม่อยากให้
น้องชายน้องสาวต้องกังวลใจ จึงเน้นย ้าเป็นพิเศษ
จ่างเยี่ยนไม่พูดอะไร แต่ถอยหลังสองก้าวไปเบา ๆ
สวี่โม่จึงรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ หันหลังกลับมาด้วยความสงสัย
จากนั้นเขาก็เห็นเจียงเซิงที่กำลังถือจานขาหมู เจิ้งหรูเชียนที่
ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ และเวินจืออวิ่นที่ดูน่าสงสารอย่างยิ่ง
“พี่ใหญ่ ทำไมถึงปิดบังพวกข้าด้วย?” เจียงเซิงตะโกน
“บางทีพวกเราอาจจะไม่คู่ควรจะรู้ความลับของเขาก็ได้” เจิ้งหรู
เชียนพูดด้วยน ้าเสียงประชดประชัน “ใครใช้ให้พวกเราไม่ฉลาด
เหมือนเจ้าห้าเล่า”
“พี่ใหญ่ ข้าไม่ฉลาดเหมือนเจ้าห้าจริง ๆ หรือ?” ดวงตาเวินจืออ
วิ่นเอ่อล้นไปด้วยน ้าตา
สวี่โม่ตอบไม่ออก รู้สึกปวดหัวอย่างหนัก
เขารู้สึกว่าตนเองต้องการความช่วยเหลือ จึงกวาดสายตาไปรอบ
ๆ ในที่สุดก็หยุดอยู่ที่ความหวังเดียวคือจ่างเยี่ยน
ทว่าจ่างเยี่ยนเจ้าเด็กตัวสูงแค่ไหล่เขากลับเม้มปาก ถอยหลังไป
อีกสองก้าว เลือกที่จะเอาตัวรอดไปคนเดียวไว้ก่อน
สวี่โม่รู้สึกขมปร่าในปากทันที
เขาหันไปมองสีหน้าของน้องชายน้องสาวทั้งสามคนที่แตกต่าง
กัน แต่ความรู้สึกน้อยใจและโมโหในดวงตาพวกเขานั้นกลับมี
เหมือนกันไม่มีผิด
เขาก้มหน้าลงแล้วยิ้มขมขื่น
ทั้งที่เขาไม่ได้ยกหิน แต่ทำไมเท้าของตัวเองถึงได้รู้สึกเจ็บกันนะ