พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 187 จ่างเยี่ยนวางแผน
ในเรือนที่เคยสุขสงบ แต่บรรยากาศยามนี้กลับตึงเครียดราวกับ
เป็นสนามรบที่แบ่งออกเป็นสามฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งกำลังโกรธจัด โดยมีเจียงเซิงกับเจิ้งหรูเชียนยืนเท้าเอว
อยู่ด้านหน้า ส่วนเวินจืออวิ่นกำลังร้องไห้อยู่ตรงมุมห้องเป็นกองหลัง
อีกฝ่ายคือสวี่โม่ที่ทำอะไรไม่ถูก เขามองซ้ายมองขวา อยากจะ
ปลอบใจแต่ก็ไม่รู้จะปลอบใครก่อนดี
ส่วนฝ่ายสุดท้ายคือผู้ชมเหตุการณ์ เป็นจ่างเยี่ยนที่คอยเฝ้ามอง
ด้วยสีหน้าบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
“พี่ใหญ่!” เจียงเซิงโมโหจนเสียงแหลม “ท่านลืมคำพูดของ
ตัวเองแล้วหรือ? ท่านสั่งสอนพวกข้ามาอย่างไร ท่านลืมจนหมดแล้ว
หรือ!”
“เขาคงต้องลืมแน่นอน เพราะมันเป็นเรื่องในอดีต!” เจิ้งหรูเชียน
บ่นอุบอิบ “ผ่านมาหลายปีแล้ว เขาจะลืมก็เป็นเรื่องปกติ”
น ้าตาของเวินจืออวิ่นยิ่งไหลพราก “พี่ใหญ่ ท่านทำกับข้าแบบนี้
ได้อย่างไร?”
สวี่โม่แทบจะยืนไม่อยู่แล้ว
โชคดีที่หลายปีมานี้เขาฝ่าฟันสร้างสถานะจากคนธรรมดาจนได้
เป็นจวี่เหริน ทำให้ได้ขัดเกลาจิตใจและเข้าใจนิสัยของน้องชาย
น้องสาวทั้งหลายเป็นอย่างดี
หลังจากตกใจไปชั่วครู่ สวี่โม่ก็รีบสงบสติอารมณ์ แล้วมองเจียง
เซิงที่โกรธมากที่สุดแต่ก็เอาใจง่ายที่สุด “เป็นความผิดของพี่ชายเอง
แต่พี่ชายมีเหตุผลจำเป็น เจ้าเป็นน้องสาวที่น่ารักที่สุด ต้องเข้าใจ
พี่ชายแน่นอนใช่หรือไม่?”
สีหน้าของเจียงเซิงชะงักไปทันที ดวงตากลมโตกลอกไปมา เห็น
ได้ชัดว่ากำลังต่อสู้กับความรู้สึกภายในใจ
สวี่โม่รีบฉวยโอกาสนี้ หันไปมองเจิ้งหรูเชียนแล้วคำนับอย่าง
จริงจัง “เจ้ารอง การปิดบังเจ้านับเป็นความผิดของข้า แต่ข้าแค่หวัง
ให้เจ้าได้หาเงินอย่างมีความสุข ไม่อยากให้เจ้าต้องระแวดระวังตัวทุก
วัน เจ้าวางใจได้ ต่อไปพี่ชายจะไม่ปิดบังเจ้าอีก มีเรื่องอะไรจะบอกเจ้า
เป็นคนแรกแน่นอน”
เจิ้งหรูเชียนแค่นเสียง เชิดหน้ามองฟ้า สีหน้ายังคงเย่อหยิ่งแต่
ท่าทางผ่อนคลายลงแล้ว
สวี่โม่ถอนหายใจยาว สุดท้ายก็มองเวินจืออวิ่นที่น ้าตาคลอ
เมื่อเผชิญหน้ากับน้องชายผู้อ่อนแอคนนี้ พี่ใหญ่อย่างเขาก็รู้สึก
ปวดหัว ได้แต่พูดอย่างจริงใจว่า “ทุกอย่างเป็นความผิดของพี่ชาย
เจ้าสี่อย่าโกรธหรือถือสาข้าเลย เจ้ากับน้องห้ามีค่าในใจข้าเท่ากัน
เสมอ ไม่มีความแตกต่างแม้แต่น้อย”
“จริงหรือ? ท่านไม่ได้หลอกข้านะ?” น ้าตาของเวินจืออวิ่นไหล
ออกมาในที่สุด “พี่ใหญ่คือคนที่ข้าไว้ใจที่สุด ทุกคำพูดของท่าน ข้า
เชื่อทั้งหมด”
จ่างเยี่ยนที่ยืนดูอยู่ชูนิ้วโป้งขึ้นมา
คำพูดนี้ช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ มองเผิน ๆ อาจเหมือนเชื่อใจสวี่โม่
แต่ความจริงแล้วเขากำลังบอกสวี่โม่ว่า ถ้าต่อไปท่านกล้าปิดบังข้า
อีก ข้าก็จะไม่เชื่อท่านอีกแล้ว
หน้าผากของสวี่โม่เกือบจะมีเม็ดเหงื่อซึมออกมา แต่ยังไม่ลืมจะ
กล่าวรับรองว่า “เจ้าสี่วางใจได้ จะไม่มีครั้งหน้าอีกแล้ว”
เวินจืออวิ่นจึงเปลี่ยนจากร้องไห้มายิ้ม พลางเช็ดน ้าตาให้เกลี้ยง
บรรยากาศในเรือนจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากตึงเครียดกลับมาอบอุ่น
และสงบอีกรอบ
เจียงเซิงพึมพำอึกอัก เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
จ่างเยี่ยนไอหนหนึ่ง แล้วชี้ไปที่โต๊ะพลางกล่าว “ขาหมูเหมือนจะ
เย็นแล้ว”
ขาหมูตุ๋นที่เย็นแล้ว รสชาติต่างจากตอนร้อน ๆ ราวฟ้ากับเหว
เจียงเซิงจึงลืมสิ่งที่คิดจะพูดไป นางพุ่งเข้าไปหาขาหมูตุ๋นทันที
สวี่โม่ถอนหายใจ หันไปก็เห็นสีหน้ายิ้มแย้มของจ่างเยี่ยน ราวกับ
กำลังเรียกร้องคำชมจากเขาอยู่ “พี่ใหญ่ท่านดูสิ ข้าช่วยท่านแล้วนะ”
น้องชายที่ฉลาดแกมโกงผู้นี้
ทั้ง ๆ ที่คนก่อเรื่องคือเจ้า คนที่เอาตัวรอดก่อนใครคือเจ้า แต่
สุดท้ายคนที่มาเรียกร้องขอคำชมก็คือเจ้าอีก
ทว่าสวี่โม่กลับไม่อาจโกรธเขาได้แม้แต่น้อย
จุดประสงค์ของจ่างเยี่ยนนั้นเรียบง่าย เขาเพียงหวังให้สวี่โม่จะไม่
ปิดบังความจริง ไม่ต่อสู้เพียงลำพัง และไม่ลืมว่านี่คือครอบครัวของ
เขาที่มีสมาชิกทั้งหกคน
แม้ฟางเหิงจะอยู่ห่างไกลไปพันลี้ ทุกคนก็ไม่เคยลืมเขา
เวลาเจียงเซิงซื้อเสื้อผ้าให้พี่น้องคนอื่น ก็ต้องมีส่วนของฟางเหิง
ด้วยเสมอ
เวลาเจอขนมอร่อย ๆ ก็ต้องบันทึกไว้ด้วยลายมือคดเคี้ยว บอก
ว่ารอให้พี่สามกลับมาจะพาเขาไปชิม
ความรักของคนในครอบครัวอาจจะไม่เข้มข้น แต่แทรกซึมอยู่ใน
ร่างกายและผิวหนังทุกรูขุมขน ไหลเวียนอยู่ในทุกช่วงเวลา
การปิดบังเท่ากับการทำลายสิ่งเหล่านี้
และใครจะยอมทำลายคนในครอบครัวที่ตนรัก
สวี่โม่ยิ้มจนใจ ในที่สุดก็ยอมละทิ้งความดื้อรั้นและเล่าทุกอย่างให้
ฟัง
บนโต๊ะอาหาร
เจียงเซิงกำลังฉีกขาหมูอย่างยากลำบาก พอฉีกเสร็จ ก็ใช้
ตะเกียบคีบชิ้นเนื้อวางลงในชามของสวี่โม่ ตามด้วยเจิ้งหรูเชียน เวินจื
ออวิ่น และจ่างเยี่ยน
สุดท้ายนางก็เอามันกัดเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
สวี่โม่มองน้องสาวเงียบ ๆ จนกระทั่งนางแสดงสีหน้าเปี่ยมสุข จึง
ยกยิ้มบาง ๆ พลางกล่าวว่า “ข้าจะไม่ปล่อยจูจื้อไปเด็ดขาด แต่ข้าก็
ไม่รู้ว่าควรจะสั่นคลอนอำนาจของตระกูลใหญ่ได้อย่างไร”
บิดาสอนให้เขาขยันเรียนรู้ มารดาสอนให้อ่อนน้อมถ่อมตน
ประสบการณ์อันยากลำบากสอนให้อดทนพากเพียร แต่ไม่มีผู้ใด
สอนเรื่องการคิดเล่ห์เหลี่ยม ไม่มีผู้ใดสอนการวางแผนอย่างเจ้าเล่ห์
ไม่มีผู้ใดสอนเรื่องเส้นสายระหว่างตระกูลใหญ่
นับจากเขตอันสุ่ยจนถึงเมืองหลวง เขาเป็นเหมือนปลาหลีฮื้อใน
ลำธารที่กระโดดลงทะเล แม้จะมีความสามารถโดดเด่น ทว่าไม่
สามารถเข้าใกล้เป้าหมายได้แม้แต่ก้าวเดียว
ความรู้สึกเช่นนี้ เจิ้งหรูเชียนเข้าใจดีที่สุด
ตอนอยู่ที่เขตอันสุ่ย เขาอาศัยความฉลาดก็สามารถสร้างฐานะ
ได้ หากพูดจาคล่องแคล่วก็จะได้รับความเคารพยกย่อง เขายังมี
ฉายาในอำเภอเซี่ยหยางว่า “เศรษฐีเจิ้ง” ด้วย
แต่พอมาถึงเมืองหลวง ชาวเมืองล้วนคิดว่าตนเหนือกว่าผู้อื่น
หนึ่งขั้น ราคาสินค้าก็แพงจนน่าตกใจ แม้แต่การเจรจาการค้าก็ต้อง
พูดจาอ้อมค้อมวกวน ขบคิดแผนการอย่างละเอียดรอบคอบ
แต่ที่เขตอันสุ่ย ขอเพียงเอาความจริงใจมาแลกและรับประกัน
คุณภาพสินค้า ก็สามารถทำข้อตกลงกับเถ้าแก่ฮ่าวและเถ้าแก่ไป๋ได้
แล้ว
บางครั้งเจิ้งหรูเชียนก็สงสัยว่าตนเองโง่งมเกินไป หรือเป็นเพราะ
เขายังพยายามไม่มากพอ จึงไม่สามารถยืนหยัดอยู่ในเมืองหลวงได้
สักที และไม่ได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนในเมืองหลวงอีก
แต่ตอนนี้ หลังเห็นความสับสนในดวงตาของสวี่โม่ เจิ้งหรูเชียนก็
เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
แม้แต่อัจฉริยะวัยสิบสี่อย่างสวี่โม่ ก็ยังรู้สึกสับสนและไม่รู้ว่าควร
จะทำอย่างไร สำหรับพ่อค้าตัวเล็ก ๆ อย่างเขาที่หาเลี้ยงชีพด้วยวาจา
ของตนเอง การที่ยังไม่เข้าใจก็นับเป็นเรื่องที่ปกติมาก
บางทีอาจไม่ใช่เพราะพวกเราไม่พยายามหรือไม่ฉลาดพอ แต่
เป็นเพราะเมืองหลวงไม่เหมาะกับคนที่มาจากที่ห่างไกลอย่างพวกเขา
แต่พวกเขาจะไปจากที่นี่ได้หรือ?
หากวิเคราะห์ด้วยศักดิ์ศรี การถอยหนีไปตอนนี้ก็เหมือนกับการ
หนีอย่างอัปยศ เป็นทหารที่ยอมแพ้โดยที่ยังไม่ได้ต่อสู้
หากวิเคราะห์จากความจริง ในไม่ช้าฟางเหิงก็ต้องกลับมาเมือง
หลวงเพื่อแก้แค้น สวี่โม่ต้องสอบระดับแคว้นและสอบในวังหลวง
หนทางข้างหน้าย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงเมืองใหญ่ที่เจริญรุ่งเรืองแห่งนี้
ได้
เมื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็มีเพียงหนทางเดียวคือต้องเอาชนะ
ไม่ว่าจะเป็นชาวเมืองหลวงที่หยิ่งยโส หรือคนตระกูลใหญ่ที่มาก
เล่ห์ ตราบใดที่ยังมีทุนสำรองเพียงพอ มีสติปัญญาและไหวพริบ ย่อม
สามารถเอาชนะและบรรลุความปรารถนาได้แน่นอน
“พี่ใหญ่ ท่านไม่เหมาะกับการประจบประแจงหรอก” จ่างเยี่ยนยื่น
มือออกมา วางบนหลังมือของสวี่โม่ “ขอเพียงท่านเป็นตัวของตัวเอง
เป็นสวี่เจี้ยหยวน และสร้างมิตรภาพในกั๋วจื่อเจี้ยนให้กว้างขวางก็พอ”
สวี่โม่กะพริบตาเบา ๆ เขาเข้าใจความหมายของเจ้าห้าแล้ว
แทนที่จะฝืนตัวเองเพื่อเข้าใกล้จูจื้อ ไม่สู้ทำความรู้จักกับบรรดา
ขุนนางทั้งหลายไว้ ด้วยทักษะและความรู้ของสวี่โม่ การหามิตรแท้
เพียงไม่กี่คนคงไม่ใช่เรื่องยาก
แม้พวกเขาจะไม่สามารถบุกน ้าลุยไฟให้สวี่โม่ได้ แต่ก็ยังพร้อม
จะเอ่ยปากเพื่อความยุติธรรมได้
“ส่วนเรื่องจูจื้อ ท่านไม่ต้องกังวลหรอก” จ่างเยี่ยนยกยิ้มมุมปาก
“ตอนเขาเป็นแค่นายอำเภอก็ยังทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงได้ แล้ว
ในเมืองหลวงแห่งนี้เขาจะไม่ทำความผิดอะไรเลยหรือ?”
พูดจบ ดวงตาของเด็กหนุ่มหลายคนพลันเป็นประกายขึ้นมา
มีเพียงเจียงเซิงเท่านั้นที่เกาหัวไม่เข้าใจแล้วถามขึ้นว่า “พี่ห้า
เหตุใดท่านถึงรู้เรื่องพวกนี้ดีนัก?”