พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 188 ความลับของจูจื้อ
ในใจของเจียงเซิง พี่ใหญ่คือคนที่ฉลาดและเก่งกาจที่สุดในบ้าน
แม้ว่าเมื่อครู่นางจะยังคงต่อสู้กับขาหมูอยู่ แต่หูของเจียงเซิงน้อย
ก็ไม่ได้พลาดคำพูดของพวกพี่ชายไปเลย นางรู้ว่าพี่ใหญ่กำลังเผชิญ
กับความยากลำบาก และรู้ว่าพี่รองกำลังรู้สึกสับสนอยู่บ้าง
แต่พอพี่ห้าเป็นคนพูดออกมา ทุกอย่างก็กลายเป็นเรื่องง่ายดาย
ซ ้าเขายังชี้ทางให้อีกด้วย
สิ่งนี้ทำให้เจียงเซิงรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง หรือว่าพี่ห้าจะฉลาด
กว่าพี่ใหญ่?
แต่ปกติแล้วเขาไม่เห็นจะมีทีท่าเช่นนั้นเลย
หลังเจียงเซิงเอ่ยถาม สายตาของเหล่าเด็กหนุ่มบนโต๊ะอาหารก็
หันมองจ่างเยี่ยนอีกครั้ง
สวี่โม่เคยเห็นความสามารถของเจ้าห้ามาก่อน เขารู้ว่าเด็กคนนี้
มีไหวพริบและเล่ห์เหลี่ยมที่ผิดแผกไปจากคนทั่วไป ข้าเคยคาดเดา
เรื่องที่มาที่ไปของอีกฝ่ายเป็นการส่วนตัว แต่ก็ไม่เคยเอ่ยปากถามเลย
สักครั้ง
เวินจืออวิ่นค่อนข้างจะงุนงงมากกว่า แต่ก็รู้ว่าเจ้าห้าฉลาดและ
เก่งกว่าตนเองแน่นอน ปกติไม่มีใครพูดถึงก็ช่างเถอะ แต่ไม่บ่อยนักที่
จะมีคนถามถึงเรื่องนี้ เขาจึงอดสงสัยด้วยไม่ได้
มีเพียงเจิ้งหรูเชียนที่รู้สึกประหลาดใจมากจริง ๆ “เจ้าห้า ทำไม
เจ้ามีสมองมากมายขนาดนั้น?”
จ่างเยี่ยนเม้มริมฝีปาก ไม่พูดอะไรออกมา
ข้าไม่อยากโกหกพี่น้องที่เขารัก แต่ก็ไม่อาจเปิดเผยทุกสิ่งได้
แผนการชั่วร้ายเหล่านั้น อดีตอันนองเลือด เรื่องราวในคืนวันที่
ไม่อยากหวนคิดถึง
หากเป็นไปได้ เขาหวังว่าทุกสิ่งเหล่านี้จะถูกกลบฝังไปกับอดีต
ราวกับจ่างเยี่ยนวัยแปดขวบได้ตายไปในถ ้าอันหนาวเหน็บแห่งนั้น
แล้วจริง ๆ
การได้อยู่เคียงข้างเพื่อดูแลเหล่าพี่น้องคือสิ่งที่เขาปรารถนา เป็น
ความมุ่งมั่นตลอดชีวิตของเขา
ในเรือนเงียบงันไปชั่วครู่
สวี่โม่ถอนหายใจ กำลังจะช่วยจ่างเยี่ยนออกมาจากสถานการณ์
ที่น่าอึดอัด
จู่ ๆ เจียงเซิงก็คีบขาหมูชิ้นใหญ่ตรงหน้าให้จ่างเยี่ยน แล้วกล่าว
อย่างจริงจัง “พี่ห้าอาจเป็นอัจฉริยะแต่กำเนิด หรืออาจเป็นเพราะอ่าน
หนังสือมามาก เหมือนข้าที่เกิดมาก็ฉลาดหลักแหลมแล้ว พอโต
ขึ้นมาย่อมไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ใด”
นางพูดอย่างจริงจังพร้อมกับยกย่องตัวเอง พาให้คนฟังอด
หัวเราะไม่ได้
เจิ้งหรูเชียนพลันรู้สึกตัว ร้องอุทานขึ้นมาเสียงดัง “เจียงเซิงน้อย!
เจ้าลำเอียงแล้ว ขาหมูทั้งหมดเจ้าเอาให้เจ้าห้าไปหมดเลย ข้าเองก็
อยากได้เหมือนกันนะ”
“ข้าก็อยากได้ เจ้าอย่าลืมพี่สี่สิ” เวินจืออวิ่นร้องขอ
จ่างเยี่ยนยกยิ้มมุมปาก ดวงตาชุ่มชื้นเล็กน้อย
ดีจริง ๆ ในบ้านหลังนี้ ไม่มีใครบังคับเขา
น้องสาวสามารถสละขาหมูให้เขาได้ ก็นับว่าเป็นการขอโทษจาก
นางอย่างจริงใจ
จ่างเยี่ยนหยิบตะเกียบขึ้นมา แบ่งเนื้อให้พี่รองและพี่สี่เท่ากัน
สุดท้ายจังหวะกำลังจะคีบเนื้อขาหมูที่ตุ๋นจนนุ่มเข้าปาก จู่ ๆ ก็มีชาม
เปล่าถูกดันมาตรงหน้า
จากนั้นก็ได้ยินน ้าเสียงเรียบนิ่งของสวี่โม่ “อะไร ไม่มีส่วนของพี่
ใหญ่หรือ?”
…
เมื่อมีเป้าหมาย ชีวิตในเมืองหลวงก็กลายเป็นเรื่องง่าย
สวี่โม่ไม่พยายามเพื่อเข้าใกล้จูจื้ออีกต่อไป แทนที่จะทำแบบนั้น
เขาหันไปร่วมสนทนากับสหายร่วมเรียนอย่างสง่าผ่าเผย
ใครเล่าจะไม่ชื่นชมเด็กหนุ่มที่บุคลิกสูงส่งดั่งสายลมจันทรา ยิ่ง
เป็นเจี้ยหยวนที่มีความสามารถโดดเด่นก็ยิ่งทำให้ผู้คนเคารพนับถือ
สวี่โม่เองก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว เขาสามารถดึงดูดบัณฑิตมีบุคลิกสง่า
งามและบริสุทธิ์ได้เช่นเดียวกัน
เพียงครึ่งเดือนเขาก็ได้รู้จักกับสหายสามคนในกั๋วจื่อเจี้ยนแล้ว
คนแรกเป็นบุตรชายของเจ้าหน้าที่กรมอาลักษณ์ เพิ่งผ่านวัน
เกิดอายุครบสิบเจ็ดปีไป ปีที่แล้วเขาสอบซิ่วไฉได้ ปีนี้เพิ่งได้ลอง
สอบจวี่เหรินแต่ก็สอบตก บังเอิญได้พบสวี่โม่ เจี้ยหยวนวัยเพียงสิบสี่
ปี ก็รู้สึกตะลึงงันไปราวกับพบเห็นเทพเจ้า จึงอ้อนวอนขอเป็นสหาย
ด้วย
คนที่สองเป็นบุตรชายของเจ้ากรมพิธีการ เขาอายุครบสิบหกปี
ผ่านการสอบจวี่เหรินมาได้อย่างหวุดหวิด จึงวางแผนจะเตรียมตัว
ทบทวนการเรียนไปอีกสองปีเพื่อเข้าร่วมการสอบระดับแคว้นปีหน้า
แต่จู่ ๆ ก็เห็นสวี่โม่ที่กำลังเตรียมตัวสอบระดับแคว้น จึงเกิดความคิด
อยากผูกมิตรกับสวี่โม่ขึ้นมา
ส่วนคนที่สามกลับเป็นเด็กหนุ่มจากตระกูลจู เพียงแต่ไม่ใช่สาย
ตรง สามารถเรียกจูจื้อว่าน้าชายได้อย่างอ้อม ๆ แต่เมื่อพูดถึงจูจื้อ
เขากลับแสดงท่าทีดูแคลน สวี่โม่สังเกตเห็นจึงตั้งใจจะผูกมิตรกับเขา
ด้วย
ตอนแรกพวกเขาเพียงแต่งบทกวีโต้ตอบและพูดคุยกันอย่างเปิด
ขวาง
เมื่อเวลาผ่านไป ย่อมอดสงสัยในฐานะและภูมิหลังของแต่ละคน
ไม่ได้ ถึงขั้นอยากขุดคุ้ยเรื่องราวเบื้องหลัง ใครว่าปัญญาชนไม่ชอบ
เรื่องซุบซิบนินทากัน
“บิดาของข้าเป็นเพียงเจ้าหน้าที่กรมอาลักษณ์ แทบจะนับเป็น
ขุนนางขั้นสามไม่ได้” จ้าวหยวนโบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจ “บิดา
มารดาของข้ารักใคร่กันมาก ถึงขั้นที่บิดาไม่เคยรับอนุเลยสักคน
ดังนั้นข้าจึงชื่อว่าจ้าวหยวน หมายถึงภรรยาเอก”
ช่างตั้งชื่ออย่างง่าย ๆ เสียจริง
ฉีหวายส่ายหน้า “แม้บิดาของข้าจะเป็นเจ้ากรมพิธีการ แต่เรื่องนี้
กลับสู้ใต้เท้าจ้าวไม่ได้ เขารับอนุไม่มากแต่ก็มีถึงสองสามคน กระทั่ง
ในบ้านไม่เพียงมีบุตรนอกสมรสแต่ยังมีบุตรสาวนอกสมรสด้วย จน
ทำให้แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันไม่จบไม่สิ้น”
จูซือหวนยักไหล่ “บิดาข้าเป็นเพียงหมอหลวง มารดาเสียชีวิตไป
ตั้งแต่ยังเยาว์ ข้าจึงต้องเติบโตมากับท่านแม่เลี้ยง”
พอถึงคราวของสวี่โม่ เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “บิดา
มารดาของข้าล่วงลับไปแล้วทั้งคู่ พวกเขาไม่มีฐานะใด ๆ ข้ามีเพียง
น้องชายน้องสาวไม่กี่คนเป็นเพื่อนร่วมเดินทางมาจากหมู่บ้านจน
มาถึงที่นี่”
ว่ากันว่าสิ่งของประเภทเดียวกันมักจะอยู่รวมกัน คนประเภท
เดียวกันก็มักจะอยู่รวมกัน ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม
กั๋วจื่อเจี้ยนยิ่งเป็นสถานที่ที่แบ่งกลุ่มกันตามชาติตระกูล บุตร
หลานขุนนางขั้นหนึ่งมักไม่สนใจบุตรหลานขุนนางขั้นสอง ส่วนบุตร
หลานขุนนางขั้นสามต่อให้พยายามเบียดเสียดจนหัวแตกก็ยังเข้าไป
ร่วมไม่ได้
แต่สวี่โม่กลับเล่าถึงที่มาของตนเองอย่างเปิดเผยและสง่างาม อีก
ทั้งเขายังมีประวัติเป็นเจี้ยหยวนตั้งแต่อายุสิบสี่ ทำให้ทั้งจ้าวหยวน ฉี
หวาย และจูซือหวนไม่คิดดูถูกเขา แต่กลับยิ่งชื่นชมมากขึ้น
“การดูคนจากชาติตระกูลเพียงอย่างเดียวช่างน่าเบื่อเหลือเกิน
กระดาษคำตอบของการสอบระดับแคว้น ไม่ได้สนใจว่าครอบครัวเจ้า
อยู่ในสถานะใดหรอกนะ” ฉีหวายกล่าวราวกับนึกถึงประสบการณ์ที่
เคยสอบได้อันดับสุดท้าย แล้วรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
ทุกคนหัวเราะ อดหยิบยกคำพูดในตำรามาล้อเลียนเขาสองสาม
ประโยคไม่ได้
สวี่โม่ฟังอยู่ สายตาก็มองจูจื้อซึ่งอยู่ไม่ไกล ความคิดเคลื่อนไหว
เล็กน้อย เขามองไปทางจูซือหวนและกล่าวว่า “ในกั๋วจื่อเจี้ยนไม่ค่อย
มีเครือญาติมาเรียนร่วมกัน ข้าได้ยินว่าเจ้าก็มีน้าชายเรียนอยู่ที่กั๋วจื่อ
เจี้ยนเช่นกัน?”
จูซือหวนตกใจเล็กน้อย แต่นึกขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เขาขมวดคิ้ว
พลางกล่าว “ก็ไม่ได้เป็นญาติใกล้ชิดอะไรนัก พวกเราห่างกันเกือบ
สามรุ่นแล้ว”
สวี่โม่ฉลาดพอที่จะไม่เอ่ยอะไร
กลับเป็นจ้าวหยวนที่พูดอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าหมายถึงน้าสาม
ของจูเสี่ยวใช่หรือไม่? เขาชื่อจูจื้อหรืออะไรสักอย่าง ข้าเคยได้ยิน
เรื่องของเขานะ เห็นว่าเขาสอบตั้งเก้าครั้งถึงจะได้เป็นจวี่เหริน มารดา
ของข้าชอบดึงหูข้าแล้วสั่งสอนเวลานางว่าง เพราะกลัวว่าข้าจะเป็น
เหมือนอย่างเขา”
สีหน้าจูซือหวนแดงขึ้นทันที “พูดถึงเขาทำไมกัน ไม่เป็นมงคล
เลย”
คราวนี้สวี่โม่เอ่ยขึ้นบ้าง เขาแกล้งทำเป็นประหลาดใจ “เกิดอะไร
ขึ้นหรือ? มีเรื่องลับอะไรหรือไม่?”
จ้าวหยวนกับฉีหวายต่างหันมองพร้อมกัน
จูซือหวนริมฝีปากขยับตัวเล็กน้อย ในที่สุดก็กดเสียงต ่าพูดว่า
“ข้ากับน้าชายผู้นี้ไม่ลงรอยกันมาตลอด ได้ยินว่าเขาเคยสร้างปัญหา
ตอนเป็นขุนนางในท้องที่ แต่ตระกูลช่วยเหลือเอาไว้ได้ หลังจากนั้น
เขาก็ไม่ยอมออกจากเมืองหลวงสักที ก่อนหน้านี้เขาพยายามหาคน
มากตบแต่งหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ จนในที่สุดก็สอบจวี่เหรินได้ จึง
อยากแต่งงานกับสตรีในเมืองหลวง ได้ยินว่าเขาดูตัวไปมาแล้วสอง
สามตระกูล”
นี่ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องซุบซิบใหญ่โตอะไร
แม้จูจื้อจะอายุเกินสามสิบไปแล้วและเคยมีภรรยามาก่อน แต่นาง
ก็เสียชีวิตไปแล้ว การที่บุรุษคนหนึ่งจะแต่งงานใหม่ก็ถือเป็นเรื่องปกติ
อย่างไรก็ตาม ต่อมาจูซือหวนก็มองซ้ายแลขวา แล้วเปิดเผยข่าว
ใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง “ข้าจะบอกพวกเจ้าไว้นะ แต่อย่าไปพูดต่อเชียว น้า
ชายของข้าผู้นี้ภายนอกอาจดูเป็นคนที่เคร่งครัด แต่ความจริงแล้ว
เขาเลี้ยงอนุไว้ข้างนอก ทั้งยังมีบุตรชายด้วยกันอีก ทั้งหมดนี้อาศัย
ตระกูลจูช่วยปิดบังเอาไว้ ถึงได้ไม่กระทบกับการดูตัวแต่งงานครั้งนี้”
แต่ถ้าไม่มีใครปิดบังหรือปิดบังเรื่องไม่ได้อีก การแต่งงานของ
จูจื้อจะได้รับผลกระทบหรือไม่?
จูซือหวนหัวเราะอย่างสะใจ
ส่วนสวี่โม่แววตาลึกล ้า ตกผลึกความคิดของเขา