พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 189 พี่รองจ้างงาน
แม้ว่าสวี่โม่จะไม่ได้เกิดและเติบโตในเมืองหลวง แต่เขาก็รู้ว่าคน
ตระกูลใหญ่เหล่านั้นให้ความสำคัญกับชื่อเสียงมากที่สุด
จูซือหวนกับจูจื้อต่างก็เป็นคนของตระกูลจู หากจูจื้อเกิดเรื่อง
อะไรขึ้นมาจนทำให้ตระกูลจูเสื่อมเสีย จูซือหวนก็คงจะได้รับ
ผลกระทบไปด้วย
แต่ความรังเกียจในดวงตาของสหายผู้นี้ช่างชัดเจนและจริงใจ
เหลือเกิน พาให้สวี่โม่ไม่อาจคาดเดาความคิดของเขาได้ในทันที
เมื่อกลับมาถึงเรือน
สวี่โม่เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้น้องชายและน้องสาวฟัง
พร้อมทั้งขอความเห็นจากพวกเขา
เจิ้งหรูเชียนพยักหน้าครุ่นคิด แล้วส่ายหน้า จากนั้นก็พยักหน้า
อีก สุดท้ายก็ส่ายหน้าอีกรอบ
เวินจืออวิ่นเม้มปาก ขมวดคิ้วจนแทบจะมัดเป็นปม แต่กลับไม่พูด
อะไรออกมาเลย
เจียงเซิงเปิดปากขึ้นมา แต่หลังคิดไปคิดมาก็กลืนคำพูดทั้งหมด
ลงไป
ภายนอกเหมือนพี่ใหญ่กำลังขอความเห็นจากคนทั้งบ้าน แต่
ความจริงแล้วพี่รองก็งุนงง เจ้าสี่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ส่วนเจียงเซิงเองก็
มึนงงไม่แพ้กัน ไม่สามารถให้ความเห็นอะไรกับเขาได้
ชั่วพริบตานั้นเจียงเซิงพลันเข้าใจความหมายของประโยค
“อย่างน้อยก็บอกข้าด้วย” ของจ่างเยี่ยน แท้จริงแล้วไม่ใช่พี่ห้าตั้งใจยุ
แหย่ แต่เป็นเพราะบอกอะไรกับพวกเขาไปก็ไร้ประโยชน์
เมื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้ก็ชวนให้น่าเศร้าใจเหลือเกิน
แต่สายตาของเจียงเซิงก็ยังคงจับจ้องเจิ้งหรูเชียน เวินจืออวิ่น
พร้อมกับมองไปยังพี่ห้าผู้บริสุทธิ์และไร้เดียงสา
“เจ้าห้า เจ้าคิดเห็นอย่างไร?” สวี่โม่ถามในที่สุด
จ่างเยี่ยนเอามือเท้าคาง ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏแววครุ่นคิด
“เรื่องนี้มีความเป็นไปได้สองอย่าง หนึ่งคือจูซือหวนไม่มีความแค้น
อะไรกับจูจื้อ แต่กำลังหาเรื่องใส่ร้ายท่าน อยากจะทำร้ายท่าน”
“อีกความเป็นไปได้คือจูซือหวนเกลียดชังจูจื้อจริง ๆ เพียงแต่ไม่
มีวิธีลงมือกับจูจื้อ จึงได้แต่คิดหาวิธียุยงให้ผู้อื่นเกลียดชังเขา”
หากเป็นอย่างแรกก็ไม่สำคัญ แต่ถ้าเป็นอย่างหลัง จูซือหวนคง
มองออกถึงความรู้สึกของสวี่โม่ที่มีต่อจูจื้อ แล้วฉวยโอกาสยุแหย่ให้
เกลียดชัง อีกทั้งอาจเป็นไปได้ว่าตอนที่สวี่โม่เข้าหาเขาก่อน เขาก็จง
ใจยิ้มรับไมตรี ถ้าเช่นนั้นความคิดของคนผู้นี้ก็นับว่าน่ากลัวทีเดียว
สีหน้าของสวี่โม่ซีดเผือดลงเล็กน้อย
ไม่ว่าจะเป็นที่อำเภอเซี่ยหยางหรือในเมืองหลวง จูจื้อซึ่งมีตระกูล
จูและตระกูลฟางคอยหนุนหลัง คงไม่วางแผนเช่นนี้กับพวกพี่น้อง
เพราะสถานะระหว่างพวกเขาแตกต่างกันมากเกินไป จูจื้อจึงไม่
จำเป็นต้องคิดมากถึงเพียงนั้น
เช่นนั้นก็เหลือเพียงจูซือหวนผู้นี้ที่มีความคิดลึกซึ้งและซับซ้อน
จนน่ากลัว เรื่องนี้ทำให้จิตใจของสวี่โม่รสับสน ไม่รู้ว่าควรคบหากับ
คนเช่นนี้ต่อไปหรือไม่
โชคดีที่จ่างเยี่ยนยังคงเท้าคางแล้วกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นอย่างหลัง
ก็แสดงว่าคำพูดของจูซือหวนนั้นเป็นความจริง เขาไม่ได้หวังดีกับจูจื้
อหรอก”
นี่ยังหมายความว่า จูจื้อเปรียบเสมือนไข่ที่มีรอยร้าว พร้อมจะถูก
แมลงวันฝูงใหญ่โจมตีได้ทุกเมื่อ
สวี่โม่รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที
เขาเรียกเจียงซานกับเจียงซื่อเข้ามา สั่งให้พวกเขาคอยสังเกต
ความเคลื่อนไหวของจูจื้อ และติดตามหาเรือนของภรรยาลับ
เจียงซานและเจียงซื่อรับคำแล้วจากไป
เจียงเซิงมองดูเงาร่างของพวกเขา เป็นครั้งแรกที่นางเข้าใจถึง
ความหมายอันลึกซึ้งของการที่พี่สามซื้อตัวผู้ติดตามมา
หากไม่มีเจียงซานกับเจียงซื่อ พวกนางอาจจะสืบหาที่อยู่ของ
ภรรยาลับจูจื้อได้อย่างยากลำบาก และต้องทิ้งธุระในมือไป
ในเขตอันสุ่ยนั้น อาจมีหรือไม่มีผู้ติดตามก็ได้ หรือแม้แต่จะจ้าง
คนชั่วคราวให้มาทำงานนี้ก็ได้
แต่เมื่อมาถึงเมืองหลวง ผู้ติดตามที่จงรักภักดีและไม่มีใจคิด
ทรยศจะกลายเป็นอาวุธสำคัญที่สุดของผู้เป็นเจ้านาย
เจียงเซิงกำมือแน่น เลียนแบบท่าทางของพี่สามตอนจับกระบอง
ไม้ฟาดฟัน
เจิ้งหรูเชียนเห็นแล้วก็ขยับเข้ามาใกล้ราวกับลิงที่กระโดดโลด
เต้น “เจียงเซิงน้อย เจ้ากำลังทำอะไรอยู่ เจ้าอยากกินขาหมูอีกแล้วใช่
หรือไม่”
เจียงเซิงเงยหน้าขึ้น
นางไม่อยากได้ขาหมู นางอยากได้พี่สามกลับมา
นางอยากให้พี่สามกลับบ้าน
ถ้าพี่สามกลับบ้านมาได้ นางยอมไม่กินขาหมูไปชั่วชีวิตเลย
“พี่รอง” สาวน้อยเงยหน้าขึ้นทันที “ท่านบอกว่าสามารถส่งของ
ไปให้พี่สามได้จริงหรือ”
คำพูดที่เคยใช้ปลอบน้องสาวถูกหยิบยกขึ้นมากะทันหัน เจิ้งหรู
เชียนงุนงงไปชั่วขณะ
แต่เมื่อเห็นความคาดหวังในดวงตาของเจียงเซิง เขาก็ฝืนพยัก
หน้าตอบ “อา…ถูกต้อง! เจ้าอยากส่งอะไรให้เจ้าสามเล่า”
“ส่งของกิน ของดื่ม เสื้อผ้า เงินทอง” เจียงเซิงนับนิ้วไล่ไปทีละ
อย่าง “พวกเราลงหลักปักฐานในเมืองหลวงแล้ว แม้ว่าสินค้าในฤดู
ร้อนจะทำได้น้อย แต่ก็เพียงพอจะหาเงินได้บ้าง ตอนนี้สามารถส่งของ
ไปให้พี่สามได้แล้วด้วย”
เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้อยู่ในใจนางมานาน แต่เพราะเงินทองในบ้าน
มีไม่มาก นางจึงไม่ได้เอ่ยขึ้นมา
เจิ้งหรูเชียนถอนหายใจ รู้สึกหนังศีรษะมันชามาก แต่ปากยังคง
พูดว่า “ได้ เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะจัดการเอง”
แต่ว่าเขาควรจะจัดการอย่างไรดีเล่า…
ค่าแรงของคนในเมืองหลวงนั้นแพงเหลือเกิน พวกท่านป้าในโรง
ผลิตก็ได้รับค่าจ้างถึงวันละสี่สิบเหวิน การจ้างงานคนส่งของชั่วคราว
ก็ไม่รู้ว่าจะต้องจ่ายเงินเท่าไหร่ ส่วนการส่งของไปยังชายแดนเหนือ
นั้น แม้มอบเงินให้ก็ไม่มีใครเต็มใจจะไป
เจียงซานกับเจียงซื่อก็ยังพอใช้งานได้ แต่พวกเขากันมีแค่สอง
คน แม้จะแยกกันไปทำก็ยังไม่เพียงพอ
เจิ้งหรูเชียนลูบคางพลางเข้าใจเจตนาอันดีของฟางเหิงที่ต้องการ
ซื้อตัวผู้ติดตาม
สมแล้วที่อีกฝ่ายเป็นถึงคุณชายที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง
เจ้าสามไม่เพียงได้เรียนรู้วิชายุทธ์จากบิดา แต่ยังเข้าใจลึกซึ้งถึง
ความสำคัญของการมีคนคอยช่วย
กระทั่งเศรษฐีก็ยังมีคนงานหลายคนไว้คอยช่วยเหลือ
ยิ่งไปกว่านั้น คนตระกูลใหญ่มักจะมีบ่าวรับใช้ที่ซื่อสัตย์และภักดี
คอยจัดการธุระ บางครั้งถึงขนาดที่มีทาสทำสัญญาเป็นตายคอยรับ
ใช้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างเงียบ ๆ
เจิ้งหรูเชียนไม่ได้คาดหวังมากมายขนาดนั้น เขาเพียงต้องการ
คนงานเพิ่มอีกสองสามคน ซึ่งสามารถขนส่งสินค้าได้อย่างมั่นคง
เท่านั้น
เมื่อคิดย้อนอดีต ไม่ว่าจะเป็นผังต้าซานหรือวังเสี่ยวซง ระหว่าง
พวกเขาล้วนเป็นการพบกันโดยบังเอิญ แล้วเจิ้งหรูเชียนก็ฉวย
โอกาสใช้ประโยชน์จากพวกเขา ราวกับถูกโชคชะตาผลักดันให้ต้อง
เดินไปข้างหน้า
เมื่อมาถึงเมืองหลวง เจิ้งหรูเชียนตัดสินใจกัดฟันลงมือทำ
ออกไปจ้างงานด้วยตนเอง
เขามาที่ตลาดแรงงานทางตะวันตกของเมืองหลวง โดยมีเจียงเซิง
ติดตามไปด้วย
มีคำกล่าวว่าคนดีย่อมพบเจอแต่สิ่งดี ๆ สองพี่น้องหาสถานที่จ้าง
งานคนไม่พบ จึงเดินเตร่ไปทางตะวันตกของเมือง แล้วบังเอิญเข้าไป
ในตลาดผักและพบกับคนขายปลา
คนขายปลาจดจำน ้าใจอันล ้าค่าที่เคยได้รับหมูรวควันเป็น
ของขวัญ จึงตะโกนเรียกพวกเขาและบอกว่าจะนำปลาสองตัวให้กลับ
บ้านไปทำกิน
เจียงเซิงปฏิเสธอย่างสุภาพ แล้วถามว่า “ท่านลุงรู้หรือไม่เจ้าคะ
ว่าที่ไหนรับสมัครคนงานบ้าง”
คนขายปลาจึงแนะนำตลาดแรงงานแห่งนี้
เมืองหลวงแบ่งเป็นตะวันออกและตะวันตก
ทางตะวันออกของเมืองนั้นช่างสูงส่งนัก เป็นสถานที่อยู่อาศัย
ของเหล่าขุนนางและตระกูลชั้นสูง แทบไม่มีปัญหาเรื่องการจ้างคนทั้ง
ระยะยาวหรือระยะสั้น พวกเขาจัดการซื้อตัวคนได้เลยทีเดียว ทั้งสาว
ใช้หรือเด็กรับใช้ที่อายุเหมาะสมอาจขายได้ถึงสามสิบห้าสิบตำลึง
ส่วนทางตะวันตกของเมืองนั้นธรรมดามาก เป็นที่อยู่ของสามัญ
ชนทั่วไป ผู้ที่ไม่เต็มใจขายตัวเป็นทาสหรือจะขายตัวแต่ไม่มีใคร
ต้องการ ก็จะนั่งยอง ๆ อยู่ในตลาดแรงงานที่เต็มไปด้วยฝุ่น ใช้เวลา
หนึ่งวันแลกกับเงินไม่กี่เหวิน
ค่าแรงที่นี่สูงกว่าเขตอันสุ่ยหลายเท่า แต่เมื่อเทียบกับเงินที่ได้
จากการขายตัวเป็นทาสแล้ว ยังถือว่าน้อยอยู่ดี
เจิ้งหรูเชียนพาเจียงเซิงมาที่หน้าตลาด ผู้คนที่กำลังเบื่อหน่ายก็
พากันลุกฮือขึ้นมา แต่เมื่อเห็นว่าเป็นเด็กน้อยสองคนในชุดธรรมดา
พวกเขาก็กลับไปนั่งที่เดิมด้วยความเบื่อหน่าย
แม้แต่การทำงานเพียงชั่วคราว พวกเขาก็มองหานายจ้างที่ดูมี
ฐานะมากกว่า บางทีแค่โยนเศษเงินมาให้ก็อาจเพียงพอให้พวกเขา
ทำงานได้นานแล้ว
“พี่รอง ที่นี่จะจ้างคนได้จริงหรือ” เจียงเซิงถามเสียงเบา
เจิ้งหรูเชียนกุมมือน้องสาวแน่น ในใจเขาเองก็รู้สึกไม่สบายใจ
เช่นกัน