พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 190 วางแผนอีกครั้ง
ผู้คนทั้งหมดในตลาดแรงงานต่างยุ่งอยู่กับธุระของตนเอง บ้างก็
งีบหลับ กำจัดเหา หรือไม่ก็นั่งไขว้ขาพูดคุยกันไป แต่ไม่มีใครมองมา
ทางพวกเขาแม้แต่นิดเดียว
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกหมดหนทาง จึงกระแอมแล้วกล่าวว่า “ข้ารับ
สมัครคนงานระยะยาว มีผู้ใดสนใจทำสัญญาสิบปีบ้างหรือไม่? เมื่อ
ครบกำหนดจะต่อสัญญาหรือยกเลิกก็ได้ตามใจ ไม่มีการบังคับ”
คนงานระยะยาว?
ชาวบ้านในตลาดแรงงานต่างเผยสีหน้าประหลาดใจ แต่ไม่นานก็
แสดงท่าทีดูถูก
ในสายตาของพวกเขา การเป็นคนงานนานสิบปีไม่ต่างอะไรกับ
การขายตัวเป็นทาส เมื่อเทียบกันแล้ว การเป็นคนงานเพียงชั่วคราวดู
ท่าจะมีอิสระกว่า
เจิ้งหรูเชียนตะโกนอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่มีใครสนใจ
ในขณะที่เขากำลังจะยอมรับว่าตัวเองมาเสียเที่ยวและเตรียมจะ
พาน้องสาวกลับ ก็มีร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืน “ข้าจะไป”
“สัญญาสิบปี ค่าตอบแทนเท่าไหร่?” ชายคนนั้นก้าวเข้ามาอย่าง
องอาจ ตามมาด้วยเด็กหนุ่มที่ดูอายุน้อยกว่า
เมื่อทั้งสองยืนอยู่ด้วยกันก็ดูคล้ายเป็นพี่น้อง แต่หลังมองอย่าง
ละเอียดก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่างของหน้าตา
ชายคนนั้นรูปร่างสูงใหญ่สง่างาม เป็นชายฉกรรจ์อย่างแท้จริง
ส่วนเด็กหนุ่มที่มีรูปร่างเล็กกว่ากลับดูธรรมดามาก…ใบหน้าและ
รูปร่างก็ปกติ แต่เมื่อรวมกันแล้วกลับทำให้ผู้คนจดจำไม่ได้ว่าหน้าตา
เป็นอย่างไร
เจียงเซิงยังคงมองสำรวจคนด้วยความสงสัย
เจิ้งหรูเชียนนำเอาคำพูดที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา “คนงานที่
ข้าจ้างไม่ต้องใช้แรงหนัก แต่ต้องเดินทางไปทั่ว สถานที่ไม่แน่นอน
ให้ค่าจ้างปีละห้าตำลึง ปีต่อไปก็จะพิจารณาเพิ่มเงินตามสมควร”
ห้าตำลึง!
แม้จะทำงานทุกวันตลอดทั้งปีโดยไม่หยุดพัก ก็ยังหารายได้
มากกว่าร้อยเหวิน ซึ่งสูงกว่ารายได้ของคนงานชั่วคราวที่ได้เพียง
ยี่สิบถึงหกสิบเหวินมาก
เมื่อเจิ้งหรูเชียนพูดจบ ก็มีคนสิบกว่าคนตาเป็นประกาย ขยับเข้า
มาใกล้เพื่อเสนอตัวเอง
แต่เจิ้งหรูเชียนส่ายหน้าปฏิเสธ เขามองไปทางชายร่างกำยำคน
นั้น
ชายคนนั้นไม่ลังเล ชี้ไปหาเด็กหนุ่มด้านหลังแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่
มีข้อเรียกร้องอื่นใด เพียงแต่หวังว่าจะพาน้องชายไปด้วยได้ คุณชาย
วางใจได้ เขาทำงานได้ทุกอย่าง ขับรถม้าก็เก่งมาก”
เจิ้งหรูเชียนครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตอบตกลง พาทั้งสองไปที่ศาลา
ว่าการเพื่อลงนามสัญญาอย่างถูกต้อง แล้วพากลับมาที่เรือน
ในเวลาเดียวกันนั้น
เจียงซานและเจียงซื่อก็กลับมารายงานผลการตามสืบอยู่ภายใน
เรือนแล้ว
จูจื้อกล้าหาญมาก เขาแอบเลี้ยงดูอนุอยู่ไม่ไกลจากจวนตระกูลจู
เพียงแค่เลี้ยวตรอกเดียวก็ถึง
เพราะระยะทางที่ใกล้เกินไป คนในตระกูลจูจึงไม่ได้สังเกตเห็น
ความผิดปกติ เพียงคิดว่าเขาชอบไปเที่ยวเล่นในละแวกใกล้เรือน
เรื่องที่อนุของเขาให้กำเนิดบุตรชายก็เป็นความจริง เมื่อเจียง
ซานแอบติดตามไป ยังได้ยินว่าจูจื้อสัญญากับอนุว่าจะเลี้ยงดู
บุตรชายให้เป็นผู้สืบทอดทุกสิ่งของเขาในอนาคต
นี่เป็นการละเมิดกฎหมายของราชวงศ์ต้าอวี๋แล้ว ตามกฎระเบียบ
ของราชสำนักปัจจุบัน บุตรนอกสมรสจะไม่สามารถก้าวข้ามบุตรที่
เกิดจากภรรยาที่สมรสกันถูกต้องได้เลย
“หากจูจื้อต้องการรับราชการ เขาคงไม่กล้าให้ความสำคัญกับ
บุตรนอกสมรสมากกว่าบุตรตามกฎหมาย และกำหนดให้บุตรนอก
สมรสเป็นทายาทสืบทอด” จ่างเยี่ยนใช้นิ้วมือสามนิ้วเคาะโต๊ะ
“เว้นเสียแต่ว่า…เขาไม่มีบุตรตามกฎหมาย”
สวี่โม่กับเวินจืออวิ่นขนลุกซู่
จูจื้อผู้นี้หน้าไหว้หลังหลอกนัก ให้ตระกูลจูจัดการขอแต่งงานกับ
บุตรสาวตระกูลชั้นสูง แต่ลับหลังเลี้ยงดูอนุภรรยา ยังไม่ทันได้แต่งงาน
กับบุตรสาวจากตระกูลที่สูงส่ง ก็คิดจะทำให้ผู้อื่นสิ้นสกุลเสียแล้ว
ในแง่ของความรู้สึกและเหตุผล พวกเขาควรเปิดโปงเรื่องนี้
ออกมา เพื่อฉีกหน้ากากจอมปลอมของจูจื้อและช่วยเหลือบุตรสาว
ตระกูลชั้นสูงผู้หนึ่ง
แต่วิธีการเปิดโปงนั้นเป็นเรื่องสำคัญ
อำนาจของคนตระกูลใหญ่เหล่านั้นอยู่เหนือความคาดหมายของ
สามัญชน การลงมือโดยพลการมีแต่จะดึงหัวผักกาดพร้อมทั้งดิน
ขึ้นมา ตั้งแต่สวี่โม่ไปจนถึงเจียงเซิง ไม่มีใครหนีพ้นทั้งนั้น
นี่คงเป็นเหตุผลที่จูซือหวนไม่ลงมือเองเช่นกัน
“การใช้กำลังสู้กับกำลังนั้นดีที่สุด แต่ในเมืองหลวงพวกเราไม่มี
คนตระกูลใหญ่ที่สนิทสนมด้วย” จ่างเยี่ยน สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “ได้
แต่พยายามหาคนนอกและขอทานมาทำ ทั้งยังต้องปิดบังตัวตน เพื่อ
หลีกเลี่ยงการพัวพันที่อาจมาถึงตัว”
เมื่อเขาพูดจบ เจิ้งหรูเชียนและเจียงเซิงก็พาชายสองพี่น้องเดิน
เข้ามา
ชายร่างใหญ่กำยำที่อยู่ด้านหน้าไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่เมื่อเห็น
เด็กหนุ่มที่เดินตามหลังมา ดวงตาของจ่างเยี่ยนพลันเป็นประกาย
หนึ่งในพวกเขานั้นมีหน้าตาที่ธรรมดามาก ธรรมดาจนโยนเข้า
ไปกลางกลุ่มคนก็ไม่ทำให้น ้ากระเพื่อม ดีกว่าการปลอมตัวเป็นไหน ๆ
เมื่อรู้ว่าทั้งสองเป็นคนงานใหม่ของเจิ้งหรูเชียน จ่างเยี่ยนก็ยิ่ง
ปิดบังความยินดีไม่อยู่
แม้แต่เจิ้งหรูเชียนก็ยังตกใจ “เจ้าเป็นอะไรไป ใช้สมองมากไปจน
โง่แล้วหรือ?”
จ่างเยี่ยนหัวเราะเบา ๆ สายตาเป็นประกายจับจ้องไปทางทั้งสอง
คน
หลังจากการแนะนำตัวสั้น ๆ ประวัติของทั้งสองคนก็ถูกทำความ
เข้าใจ
พวกเขาไม่ใช่พี่น้องแท้ ๆ แต่เป็นคนจากหมู่บ้านเดียวกัน คนที่
อายุมากกว่าชื่อเกาต้าวั่น ส่วนคนที่อายุน้อยกว่าชื่อเกาเหยียน พวก
เขามาที่เมืองหลวงเพื่อทำงานหาเงิน แต่เกือบถูกคนหลอกให้ลงนาม
สัญญาขายตัวที่ฝั่งตะวันออกของเมือง
“แม้ว่าสิบปีจะเป็นระยะเวลาที่นาน แต่ก็ยังแตกต่างจากสัญญา
ขายตัว” เกาต้าวั่นพูดจาซื่อ ๆ “พวกข้าเพิ่งมาถึงในตลาดแรงงาน
กลับยังหางานทำไม่ได้ ถ้าไม่หางานที่หาเงินได้เร็ว ๆ ก็คงจะอดตาย
แน่”
“แล้วทำไมพวกท่านถึงไม่กลับบ้านเกิดเล่า?” เจียงเซิงสงสัย
หากนางอยู่ในเมืองหลวงไม่ได้ คงจะรีบเก็บข้าวของกลับอำเภอ
เซี่ยหยาง กลับหมู่บ้านสิบลี้ ต่อให้ขอข้าวกินก็ยังไม่ถึงกับอดตาย
สีหน้าของเกาต้าวั่นดูอึดอัดเล็กน้อย
เกาเหยียนจึงเอ่ยเสียงเบา “พวกข้าต้องเลี้ยงดูพ่อแม่และยังต้อง
แต่งงาน แน่นอนว่าไม่อาจกลับบ้านไปด้วยความพ่ายแพ้”
เด็กเร่ร่อนที่ไม่มีบิดามารดาย่อมสามารถขอข้าวกินเพื่อมีชีวิต
อยู่ต่อได้
แต่คนที่มีบิดามารดาและครอบครัว ย่อมมีความรับผิดชอบ มี
ภาระที่หนักอึ้งอยู่บนบ่า
เจียงเซิงพยักหน้า ทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจ
จ่างเยี่ยนหยิบเงินออกมาจากอกเสื้อ “พวกท่านช่วยข้าเรื่องหนึ่ง
แล้วเงินสองตำลึงนี้จะเป็นของพวกท่าน”
เกาต้าวั่นกับเกาเหยียนต่างเบิกตากว้างขึ้นพร้อมกัน
เจ้านายที่จ่ายเงินปีละห้าตำลึงก็นับว่าเป็นค่าจ้างที่สูงมากแล้ว ไม่
คิดว่าคนผู้นี้จะใจกว้างยิ่งกว่า ทำงานเพียงงานเดียวก็ให้เงินถึงสอง
ตำลึง
“ยากมากหรือ?” เกาเหยียนยังคงพึมพำ
เกาต้าวั่นตื่นเต้นจนแทบทนไม่ไหว “ไม่ว่าจะยากเพียงใด ข้าก็จะ
บุกน ้าลุยไฟเพื่อคุณชาย”
จ่างเยี่ยนกับสวี่โม่ยกมุมปากขึ้นพร้อมกัน
เรื่องนี้ไม่ยากสักนิด แค่ให้เกาเหยียนสวมชุดบ่าวตระกูลจู แล้ว
นัดพบคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ที่ตรอกหย่งอัน
ตรอกหย่งอันคือสถานที่ที่จูจื้อเลี้ยงดูอนุภรรยาไว้ มันอยู่ที่บ้าน
หลังแรกตรงมุมถนนพอดี จึงสังเกตได้ง่ายมาก
ตามที่เจียงซื่อสืบมา จูจื้อจะไปที่ตรอกหย่งอันทุกเย็นและกลับ
จวนตระกูลจูตอนฟ้าเริ่มมืด โดยอ้างว่าไปแต่งบนกลอนกับสหาย แต่
ความจริงเขาไปอยู่ในอ้อมกอดของอนุคนงาม
แม้คุณหนูผู้สูงศักดิ์จะสงสัย แต่คนที่มาส่งข่าวเป็นถึงบ่าวตระกูล
จู อีกทั้งสถานที่ก็ยังระบุชัดเจน นางที่ได้หมั้นหมายกับจูจื้อแล้ว ไม่ว่า
จะด้วยเหตุผลหรืออะไรก็ต้องไปพบตามคำเชิญ
เวลาที่เกาเหยียนบอกคือหลังพลบค ่าเล็กน้อย ตรงกับเวลาที่จูจื้อ
จะเข้าไปในตรอกหย่งอันและกำลังอยู่กับอนุ ส่วนคุณหนูผู้นั้นจะรอ
อยู่ที่มุมถนน ประมาณจากเวลาที่นางจะเริ่มรู้สึกหงุดหงิด จูจื้อก็คง
ออกมาจากตรอกหย่งอันพอดี
อนุภรรยาที่ถูกเลี้ยงดูมีนิสัยชอบเกาะเกี่ยวแขนของจูจื้อไม่ยอม
ปล่อย จนถึงหน้าตรอกจึงจะจากลา
คุณหนูผู้หงุดหงิดพลันหันมองมา เห็นคู่หมั้นคู่หมายของตนถูก
สตรีร่างอวบอิ่มเกาะแขนมาส่งถึงหน้าตรอก ทั้งยังต้องกระซิบกระซาบ
กัน แม้จะเป็นคนที่มีความอดทนมากเพียงใดก็ต้องจิตใจแตกสลาย
“จูจื้อ!” ผู้ที่อยู่ในรถม้าโมโหจัด กระโดดลงจากรถม้าอย่าง
ฉุนเฉียว “ท่านกำลังทำอะไรอยู่! แล้วคนข้าง ๆ ท่านเป็นใครกัน!”