พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 191 อำนาจของตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวง
ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านในตรอกหย่งอัน คืนนั้นพวกเขาได้
ยินเสียงกรีดร้อง เสียงตะโกนด้วยความโกรธแค้น เสียงโห่ร้อง รวมไป
ถึงเสียงร้องไห้ของหญิงสาว ราวกับว่ากำลังมีหญิงสองคนกำลัง
กระชากผมกันอยู่
มีเพียงพี่น้องห้าคนเท่านั้นที่รู้ว่าพวกนางไม่ได้การกระชากเส้น
ผมกัน แต่เป็นอนุภรรยาผู้อวบอิ่มที่ถูกทุบตีอยู่ฝ่ายเดียว
แน่นอนว่าผู้ลงมือไม่ใช่คุณหนูจากตระกูลผู้สูงศักดิ์ แต่เป็นสาว
ใช้และแม่บ้านที่ติดตามนางมา
แม้แต่คนที่กระโดดลงจากรถม้าและมีท่าทีโกรธเกรี้ยวก็เป็นเพียง
สาวใช้คนหนึ่งเท่านั้น
ส่วนคุณหนูตัวจริงยังคงนั่งนิ่งอยู่ในรถม้า ไม่เปล่งเสียงอะไร
ออกมาแม้แต่ครั้งเดียว
ท้ายตรอกหย่งอันมีหัวห้าหัวโผล่ออกมาจากกำแพงสูง จ้องมอง
ความวุ่นวายตรงหน้าตรอกตาไม่กะพริบ
ทุกคนพูดว่าเมืองหลวงนั้นเจริญรุ่งเรือง ชาวเมืองก็มีศักดิ์ศรี แต่
ไม่คิดว่าเมื่อทะเลาะกันก็ดุเดือดถึงขนาดนี้ ไม่ต่างอะไรกับพวกป้าที่
หมู่บ้านสิบลี้เลย
เวลาผ่านไปนาน เจียงเซิงจึงหันมาถามอย่างแปลกใจ “พี่ห้าเคย
บอกว่าคนตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงชอบวางแผนเล่นงานกันที่สุด แต่
เหมือนพวกเราจะไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรมากก็จัดการเรื่องนี้ได้
แล้ว”
เจิ้งหรูเชียนและเวินจืออวิ่นที่อยู่ข้าง ๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วย
พวกเขาได้เตรียมแผนการพร้อมสำหรับการต่อสู้ครั้งใหญ่ แต่
ผลลัพธ์คือแค่คนผู้หนึ่งก็สามารถจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้นได้
ชัดเจนว่าจูจื้อกับอนุถูกทุบตีจนต้องหนีไปอย่างอัปยศ งานวิวาห์ย่อม
ไม่อาจดำเนินต่อไปได้
ที่บอกว่าจะมีการวางแผนแยบยล ที่บอกว่าจะมีกลอุบายซับซ้อน
ที่บอกว่าจะมีอุปสรรคมากมาย มันหายไปไหนหมดแล้ว
เรื่องราวจบลงง่ายดายเกินไปจนทำให้พวกเขาพี่น้องรู้สึกเหมือน
กำลังฝัน
จ่างเยี่ยนหัวเราะเบา ๆ ดวงตาฉายแววดูแคลน “สิ่งที่ข้า
หวาดกลัวตั้งแต่ต้นจนจบมีเพียงตระกูลจูเท่านั้น หาใช่จูจื้อไม่”
คนที่ปิดบังอดีตเพื่อแต่งงานกับบุตรสาวของชนชั้นสูง แต่ยังไม่
ลืมเลี้ยงดูอนุภรรยาไว้ จนถึงขั้นมีบุตรชายนอกสมรส ในสายตาของ
จ่างเยี่ยนแล้วอีกฝ่ายไม่ได้มีอำนาจอะไรเลย
การหาคนมาเป็นบ่าวรับใช้เพื่อแผนการนี้ไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่
ยากคือเมื่อตระกูลจูสืบสาวราวเรื่องได้แล้ว จะต้องหาตัวบ่าวคนนั้นให้
พบ และค่อย ๆ สืบต่อมาจนเจอพวกเขาพี่น้อง
“อิทธิพลของคนตระกูลใหญ่เกินกว่าที่พวกเจ้าจะจินตนาการ
ได้” จ่างเยี่ยนถอนหายใจเบา ๆ
เมื่อความวุ่นวายใกล้จะสิ้นสุดลง จูจื้อและอนุภรรยาถูกทุบตีจน
ไม่อาจขยับเขยื้อน ได้แต่นอนระเนระนาดอย่างอเนจอนาถ
จ่างเยี่ยนกระโดดลงจากก้อนหิน เงยหน้ามองเจียงเซิง “ของที่จะ
ให้พี่สามเตรียมเสร็จแล้วหรือไม่ ถ้าอย่างนั้นก็ให้เกาเหยียนไปได้
แล้ว”
ตระกูลจูนั้นเก่งกาจมาก แต่เขามีใบหน้าธรรมดาที่ไม่มีใครจดจำ
ได้ ทำให้โอกาสที่จะถูกตามตัวพบนั้นยากยิ่งขึ้น
แต่เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน จ่างเยี่ยนจึงส่งเขาไปยังชายแดน
เหนือ เพื่อนำของไปให้ฟางเหิง พร้อมทั้งหลบเลี่ยงการตามสืบของ
ตระกูลจูในเมืองหลวงด้วย
พอพูดถึงเรื่องนี้ ดวงตาของเจียงเซิงก็เปล่งประกายวาววับ
นางเลียนแบบท่าทางของจ่างเยี่ยน กระโดดลงจากก้อนหิน แต่
กลับเสียการทรงตัวจนต้องลงไปนั่งยอง ๆ
พวกพี่ชายที่ยังยืนอยู่บนก้อนหินต่างตกใจจนหน้าซีด แต่
เด็กหญิงกลับไม่สนใจ ยังคงพูดอย่างร่าเริงว่า “ชายแดนเหนือ
ห่างไกลนัก ข้าเตรียมขนมที่เก็บได้นานไปให้พี่สาม มีทั้งไส้กรอก
รมควัน หมูรมควัน ปลาตากแห้ง เสื้อผ้าที่ป้าจางเพิ่งทำเสร็จ รองเท้า
ผ้าที่เพิ่งเย็บใหม่ ของเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ซื้อมาจากเมืองฮุยโจว และ
ยังมี…มีอะไรอีกนะ”
นางนั่งอยู่บนพื้นพลางครุ่นคิดอย่างหนัก กลัวว่าจะลืมส่งอะไรไป
สวี่โม่กระโดดลงมาจากก้อนหินด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ใช้สองมือ
พยุงน้องสาวให้ลุกขึ้น ปัดฝุ่นออกจากก้นของนาง แล้วหันไปมองจ่าง
เยี่ยน “ต่อไปอย่าทำท่าทางอันตรายเช่นนี้อีก”
จ่างเยี่ยน “…”
ทั้งที่พวกเขาก็กระโดดลงมาเหมือนกันไม่ใช่หรือ!
แต่เมื่อคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายเริ่มก่อน อีกทั้งเจียงเซิงก็ชอบ
เลียนแบบ เขาจึงเลือกที่จะก้มหน้ายอมรับอย่างว่าง่าย
เวินจืออวิ่นขยับเข้ามาใกล้ อยากจะปลอบน้องชายของตน
เหมือนพี่ชาย แต่น่าเสียดายที่ปากของเขาหนัก ต้องพยายามอยู่นาน
กว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่งว่า “ต่อไปให้พี่สี่กระโดดแทน
เจ้าเองนะ”
เส้นทางสู่ชายแดนทางเหนือนั้นแสนไกล การเดินทางย่อม
ลำบากและหนาวเหน็บ การเดินทางไปกลับต้องใช้เวลาอย่างน้อยสอง
เดือน
เนื่องจากเกาเหยียนไม่รู้จักฟางเหิง จ่างเยี่ยนจึงส่งเจียงซานไป
ด้วย
เจียงซานรู้สึกตื่นเต้นมาก ทั้งร้องทั้งกระโดด ซ ้ายังอวดกับเจียง
ซื่อที่ทำหน้าตาเศร้าสร้อยว่า “ข้าจะได้พบคุณชายแล้ว!”
ในทางกลับกัน ใบหน้าของเกาเหยียนกลับเต็มไปด้วยความ
สับสน เห็นได้ชัดว่าเขากลัวการเดินทางที่ตนไม่รู้จัก
แต่เกาต้าวั่นสงบนิ่ง เขาหยิบเงินสองตำลึงแล้วพูดว่า “น้องชาย
เรื่องนี้เจ้าทำคนเดียว เงินนี้ก็เป็นของเจ้า ข้าไม่ได้โลภเงินของเจ้า
หรอก แต่เจ้าต้องกลับมาอย่างปลอดภัย หากเจอเรื่องอะไรก็ให้เชื่อ
ฟังคำพูดของพี่ชายท่านนี้ เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
เกาเหยียนพยักหน้าอย่างขลาดกลัว แล้วเก็บเงินเข้าอกเสื้อ
ไม่นานรถม้าก็ถูกจูงมาที่หน้าประตู เจียงเซิงใช้แรงทั้งหมดขน
ข้าวของเข้าไป หากไม่ต้องเหลือพื้นที่ให้คนนอนพักผ่อน นางคงจะ
ส่งของไปจนเต็มรถแล้ว
“เสื้อผ้าชุดใหม่ รองเท้าคู่ใหม่ ของกิน เครื่องดื่ม ของใช้ แล้วก็
ของเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ …” นางนับนิ้ว แล้วก็พูดขึ้นมาว่า “พาข้าไป
ด้วยได้หรือไม่?”
นางไม่ได้พบพี่สามมาเกือบครึ่งปีแล้ว นางอยากรู้มากว่าพี่ชาย
จะสูงขึ้นอีกหรือไม่ จะมีบาดแผลเพิ่มหรือเปล่า ยังฝึกฝนวรยุทธ์อย่าง
หนักเหมือนเดิมหรือไม่ ได้กินอาหารดี ๆ บ้างหรือเปล่า
แค่การเดินทางเพียงสองเดือนเท่านั้น เจียงซานทำได้ เกาเหยียน
ทำได้ นางก็ทำได้เช่นกัน
เด็กหญิงเผยแววตาที่เปี่ยมความหวัง ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกอยากจะไป
ด้วย
สวี่โม่ถอนหายใจอยู่ข้าง ๆ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า
“เจ้าเต็มใจจะแยกจากพวกเราหรือ?”
การไปชายแดนทางเหนือนั้นทำได้แน่นอน แต่พี่ชายอีกสี่คนใน
เมืองหลวง นางจะไม่สนใจไยดีพวกเขาแล้วหรือ?
ความหวังของเจียงเซิงพลันหยุดชะงักลง
นางไม่เพียงมีพี่ชายเท่านั้น แต่ยังมีโรงผลิต มีการค้า ยังต้องคอย
ระวังท่าทีตระกูลจู และต้องอยู่เป็นเพื่อนกับพี่ใหญ่ที่จะสอบ
นางคิดถึงพี่สามมาก แต่นางไม่อาจทำให้พี่ชายคนอื่นเสียใจ
หรือทำให้พวกเขากังวลใจได้
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้น ยกยิ้มแล้วกำชับว่า “หากพบพี่สามแล้ว
อย่าลืมบอกเขาด้วยว่าพวกเราทุกคนคิดถึงเขามาก”
เจียงซานพยักหน้าอย่างหนักแน่น
มีเพียงผู้ที่มาจากอำเภอเซี่ยหยางเท่านั้นถึงจะรู้ว่าความรักใคร่
ระหว่างพี่น้องแน่นแฟ้นเพียงใด และพวกเขาเดินทางมาถึงจุดนี้ได้
อย่างไร
“เอาเถอะ พวกท่านไปได้แล้ว” เจียงเซิงปล่อยมือที่เกาะอยู่บน
คานรถม้า
เกาเหยียนและเจียงซานกำบังเหียนแน่น แล้วควบม้ามุ่งหน้าไป
ทางทิศเหนือ
รถม้าค่อย ๆ เล็กลงในสายตา จนกลายเป็นจุดดำแล้วหายลับไป
เจียงเซิงยังคงมีรอยยิ้มประดับใบหน้า ดวงตากลมโตมองไปทาง
ทิศเหนือไม่หยุด
สวี่โม่เข้ามาโอบกอดนางเบา ๆ เด็กหญิงถึงได้หันมากอดเอว
ของพี่ชาย จมูกเริ่มแสบร้อน ลำคอแห้งผาก
“พี่สามจะรู้หรือไม่ว่าพวกเรากำลังคิดถึงเขา?”
“เขาต้องรู้แน่นอน”
วันรุ่งขึ้น
เรื่องจูจื้อกับอนุภรรยาถูกทุบตีแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ตระกูล
ของคุณหนูผู้นั้นเรียกคืนสัญญาหมั้นหมายและประกาศยกเลิกการ
แต่งงาน
ตระกูลจูโกรธแค้นมาก ในขณะที่พยายามสุดกำลังเพื่อระงับข่าว
ลือ พวกเขาก็เริ่มสืบหาตัวผู้อยู่เบื้องหลังไปพร้อมกัน
ไม่นานก็สืบมาถึงตัวบ่าวรับใช้คนหนึ่งของตระกูลจู เพื่อหาตัว
บ่าวรับใช้คนนี้ ผู้ชายทั้งหมดในตระกูลจูจึงถูกเรียกตัวออกมา โดย
ให้บ่าวรับใช้ของคุณหนูผู้สูงศักดิ์เป็นคนดูหน้า
ขอแค่หาคนผู้นั้นพบก็จะสามารถขุดรากถอนโคนและจับตัว
คนร้ายตัวจริงได้
แต่ในหมู่บ่าวรับใช้กลับไม่พบคนผู้นั้น
ตระกูลจูไม่ย่อท้อ ขยายขอบเขตการค้นหา เริ่มจากฝั่งตะวันออก
ของเมืองมาที่ฝั่งตะวันตก แม้แต่ชานเมืองก็ไม่ปล่อยผ่าน เกือบจะขุด
ดินลงไปลึกสามฉื่อเพื่อหาคนแล้ว
กระทั่งสวี่โม่ที่อยู่ในเรือนสองลานก็ถูกเคาะประตูเพื่อระบุตัวตน
เนื่องจากอายุใกล้เคียงกับบ่าวรับใช้คนนั้น