พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 192 วิกฤตของฟางเหิง
ชั่วขณะนั้น พลังอำนาจของตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงก็ได้แสดง
ออกมาอย่างเต็มที่ ความสามารถอันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูลใหญ่
ทำให้เจียงเซิงรู้สึกหวาดกลัวไม่น้อย และพาลให้จิตใจของสวี่โม่รู้สึก
หนักอึ้ง
การแต่งงานของจูจื้อถูกยกเลิก ชื่อเสียงถูกทำลายจนหมดสิ้น
ย่อมเป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว
แต่เพราะมีคนตระกูลจูคอยคุ้มครอง เขาจึงยังคงเป็นจวี่เหริน
กระทั่งยังสามารถไปรับราชการเป็นขุนนางเล็ก ๆ ในต่างเมืองได้อีก
ใช้ชีวิตโดยไร้ความกังวลต่อไป
นี่ช่างไม่ยุติธรรมจริง ๆ
เพราะนายอำเภอสวี่แห่งอำเภอเซี่ยหยางกับภรรยามือสะอาด ไม่
มีผู้ให้พึ่งพิง หลังจากถูกใส่ร้ายก็ได้แต่ใช้ชีวิตตัวเองพิสูจน์ความ
บริสุทธิ์
สวี่โม่รเกลียดชังคนเหล่านั้น
เขากดข่มอารมณ์เอาไว้ ความรักและความเกลียดชังกำลังปะทุ
อยู่ในอก ทำให้วันเวลาในกั๋วจื่อเจี้ยนดูเบื่อหน่าย
จ้าวหยวนนับถือสวี่โม่มากที่สุด เขาจึงเป็นคนแรกที่เข้ามาถาม
ไถ่ด้วยความห่วงใย “พี่สวี่ เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่? ที่บ้านเกิดเรื่อง
หรือ? หรือว่าเจ้าขาดแคลนเงินทอง?”
สวี่โม่ปฏิเสธ
ฉีหวายเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “มีเรื่องอะไรที่ทำให้สวี่โม่ผู้
ขยันหมั่นเพียรของพวกเราถึงกับถือหนังสือกลับหัว”
สวี่โม่รีบพลิกหนังสือกลับด้าน จึงพบว่าตนเองไม่ได้ถือกลับหัว
แต่ตอนนี้เขาถือหนังสือกลับหัวแล้วจริง ๆ
ฉีหวายกับจ้าวหยวนหัวเราะร่า
มีเพียงจูซือหวนที่นั่งอยู่มุมห้อง สีหน้าหม่นหมองไม่พูดไม่จา
หลังสวี่โม่ถือหนังสือถูกต้องแล้ว จึงตัดสินใจโยนปัญหาให้ผู้อื่น
“แล้วเหตุใดพี่จูจึงไม่พูดไม่จาเช่นนี้เล่า”
จูซือหวนยังไม่ทันได้อ้าปาก
จ้าวหยวนก็โบกมือไหว ๆ ท่าทางกระตือรือร้น “ข้ารู้แล้ว! ตระกูล
จูมีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้น น้าชายของเจ้าไปมีอนุอยู่ข้างนอก มีลูก ทั้งยัง
จะแต่งงานกับคุณหนูตระกูลเถา ตอนนี้ถูกคุณหนูเถาถอนหมั้น
กลายเป็นที่หัวเราะเยาะของคนทั้งเมืองหลวงไปแล้ว”
พูดจบเขาก็หัวเราะสะใจ
สวี่โม่ยกมุมปากยิ้มแย้มขึ้นเล็กน้อยแต่ไม่ถึงดวงตา
ในสายตาของคนตระกูลใหญ่ การกลายเป็นที่หัวเราะของเมือง
หลวงถือเป็นเรื่องร้ายแรง แต่ในสายตาของเขาซึ่งเป็นคนต่างถิ่น การ
สูญเสียชีวิตต่างหากที่น่าเสียดายและเศร้าใจที่สุด
“ที่แท้ก็เป็นตระกูลเถา” ฉีหวายนึกบางอย่างขึ้นได้ “การแต่งงาน
ระหว่างตระกูลจูกับตระกูลเถานี้ คงจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สิ่งที่น่าเห็นใจที่สุดสำหรับคุณหนูเถา คงจะเป็นการที่นางต้องถอน
หมั้นกับจูจื้อ แล้วยังต้องไปหมั้นหมายกับคนอื่นในตระกูลจูต่ออีก”
สวี่โม่ชะงักไปครู่หนึ่ง
นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ การแต่งงานระหว่างคนตระกูลใหญ่ใน
เมืองหลวงไม่ใช่แค่เรื่องสู่ขอแต่งงานธรรมดา แต่เป็นการเกี่ยวดอง
หรือแม้แต่การร่วมมือกันระหว่างสองตระกูล เพื่อเป็นการแสดงความ
จริงใจจึงจัดการหมั้นหมายให้กับคนรุ่นหลัง ให้ความสัมพันธ์แน่น
แฟ้นไม่แตกแยก
“นางถอนหมั้นกับจูจื้อแล้ว ก็ต้องยอมรับตัวเลือกรองลงมาด้วย
การเลือกคนรุ่นอื่น” จ้าวหยวนเบิกตาโต แล้วสะกิดจูซือหวน “พี่จู
เจ้าก็มีโอกาสนะ”
นี่เป็นเพียงคำพูดล้อเล่น คนอื่น ๆ ต่างหัวเราะอย่างเข้าใจแล้ว
เลิกรา
แต่จูซือหวนกลับฝืนยิ้มมุมปาก พูดเสียงแหบแห้งว่า “ไม่มีทาง
หรอก ด้วยข้อเรียกร้องของตระกูลเถา อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ต้องเป็นจวี่
เหริน”
ตระกูลจูมีทายาทมากมาย แต่คนรุ่นหลังส่วนใหญ่เป็นเพียงซิ่ว
ไฉหรือถงเซิง ไม่มีใครเป็นจวี่เหริน ไม่อย่างนั้นตระกูลเถาก็คงไม่
เลือกจูจื้อที่อายุเลขสามแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนสนใจมากที่สุด กลับเป็นจูซือหวนที่พูด
ประโยคนี้ออกมา
หลังจากคาดเดาเพียงเล็กน้อย ในใจของสวี่โม่ก็เกิดกระแสคลื่น
อันยิ่งใหญ่
เดือนสิบ ณ ชายแดนทางเหนือ
เป็นอย่างที่เจียงเซิงคาดการณ์ไว้ สถานที่แห่งนี้ทั้งขมขื่นและ
เหน็บหนาวยิ่งนัก
แม้ว่าในเขตอันสุ่ยจะยังสามารถสวมเสื้อตัวบางในฤดูนี้ได้ แต่
ชายแดนทางเหนือกลับต้องสวมเสื้อผ้าหนา ๆ และเตรียมเสื้อกัน
หนาวไว้แต่เนิ่น ๆ
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ชนเผ่าเร่ร่อนที่ขาดแคลนอาหารและ
เสื้อผ้า ต่างเลือกที่จะบุกเข้ามาในหมู่บ้านแถบชายแดนเพื่อความอยู่
รอด พวกเขาปล้นชิงอาหารจากชาวบ้านและย ่ายีสตรีผู้บริสุทธิ์
ในฐานะหัวหน้าหน่วยสิบ กองกำลังที่ห้าแห่งกองพันสาม ฟาง
เหิงมักจะนำกำลังคนขี่ม้าลาดตระเวนตามแนวชายแดน เพื่อปกป้อง
ชาวบ้านและข่มขวัญชนเผ่าเร่ร่อน
เขารับผิดชอบดูแลพื้นที่ที่เรียกว่า “หมู่บ้านหลายกู่” ซึ่งมีเด็ก
อายุเจ็ดแปดขวบอยู่สิบกว่าคน พวกเขามักจะขี่ไม้กวาดตามหลัง
หน่วยของเขา โดยอ้างว่าเป็นการ “ลาดตระเวน” เช่นกัน
ฟางเหิงไม่ได้รังเกียจเด็กกลุ่มนี้ โดยเฉพาะเด็กหญิงคนหนึ่งที่ถัก
เปียเล็ก ๆ ซึ่งดูคล้ายน้องสาวของเขา กระทั่งเวลากินข้าว เขามักจะ
เก็บขนมเปี๊ยะไว้ และแอบมอบให้เด็กหญิงคนนั้นเมื่อไม่มีใครเห็น
วันนี้กองกำลังที่ห้าได้กินเนื้อแกะ ฟางเหิงตั้งใจเก็บเนื้อขนาดเท่า
กำปั้น ห่อด้วยกระดาษน ้ามันเก็บไว้ในอกเสื้อ เมื่อขี่ม้าไปถึงหมู่บ้าน
หลายกู่ พวกเด็ก ๆ ก็ขี่ไม้กวาดวิ่งออกมาหาอีกครั้ง
“อาเจีย” เด็กหญิงผมเปียเรียกเขาอย่างสนิทสนม “พวกท่านมา
อีกแล้ว”
ชายแดนเองก็มีชนเผ่าเร่ร่อน พวกเขาไม่ได้พูดภาษาทางการ
ทั้งหมด
โชคดีที่ฟางเหิงอยู่มานานจนสามารถเข้าใจได้ เขายิ้มและโบก
มือ
นี่เป็นรหัสลับระหว่างพวกเขา ทุกครั้งที่เขาโบกมือ มักจะ
หมายถึงมีของอร่อยมาให้
เด็กหญิงผมเปียดีใจรีบแยกตัวออกจากกลุ่ม รออยู่ตรงหัวมุม ไม่
นานฟางเหิงก็เดินมาหา มอบชิ้นเนื้อให้นางแล้วลูบหัว
ราวกับย้อนเวลาไปลูบหัวของเจียงเซิง
“เนื้อ!” เด็กหญิงผมเปียดีใจมาก “ต้องเก็บไว้ให้ท่านพ่อท่านแม่
กินด้วย”
ฟางเหิงไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ สิ่งที่เขาให้ไปก็เป็นของผู้อื่นแล้ว
ข้าไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่าย
เด็กหนุ่มกระโดดขึ้นหลังม้า ส่งสัญญาณให้ผู้ใต้บังคับบัญชา
กระจายตัวไปสอดส่อง เฝ้าระวังความเคลื่อนไหวทางทิศเหนือเป็น
พิเศษ
เจียงอีและคนอื่น ๆ รับคำสั่งแล้วจากไป
ส่วนเขายังคงเดินไปรอบ ๆ หมู่บ้านหลายกู่ มองเด็กหญิงผมเปีย
ที่ปะปนอยู่ในกลุ่มเด็กขี่ไม้กวาดไปมา พอมองแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม
ตาม
กระทั่งมีพลุสัญญาณลอยขึ้นทางทิศตะวันออก มันคือสัญญาณ
พิเศษของค่ายทหาร เมื่อพบเจอกับชนเผ่าเร่ร่อนและต้องการความ
ช่วยเหลือเร่งด่วน
ฟางเหิงรีบขึ้นม้าแล้วควบไปทางนั้นทันที
แต่ควบไปได้เพียงครึ่งถ้วยชา กลับยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ
ไม่มีเสียงคน ไม่มีเสียงดังอึกทึก และไม่มีการต่อสู้อันดุเดือด
ชนเผ่าเร่ร่อนขี่ม้า กองกำลังที่ห้าก็ขี่ม้า ทุกครั้งที่ปะทะกัน เพียง
สี่ลี้ก็ได้ยินเสียงราวกับจะเหยียบพื้นให้เป็นหลุมแล้ว ไม่มีทางที่จะเงียบ
เชียบเช่นนี้
ฟางเหิงดึงม้าให้หยุด สัญชาตญาณบอกเขาว่าเรื่องนี้มีปัญหา
ใหญ่
แต่กลับไม่รู้ว่าเป็นปัญหาอะไร
ขณะที่กำลังร้อนใจ คำสอนของบิดาก็ผุดขึ้นมาในสมอง เขารีบ
กระโดดลงจากม้าและก้มฟังเสียงบนพื้นดิน
เขาได้ยินเสียงม้าวิ่งมาจริง ๆ แต่ไม่ใช่จากทิศตะวันออก แต่เป็น
ทิศตะวันตกที่เขาเพิ่งควบม้าจากมา
ลางสังหรณ์ร้ายวาบผ่านในใจ ฟางเหิงแทบจะควบม้ากลับไปยัง
หมู่บ้านทันที
ภาพความวุ่นวายที่เห็นทำให้ดวงตาของเขาแดงก ่า
พวกเด็ก ๆ ที่เมื่อครู่ยังกระโดดโลดเต้นขี่ไม้กวาด บัดนี้นอนอยู่
บนพื้น ใบหน้าซีดขาวและไร้ลมหายใจ
เด็กหญิงผมเปียทำกระดาษน ้ามันที่ห่อเนื้อแกะเย็นชืดร่วงจาก
อ้อมอก
ชายชนเผ่าเร่ร่อนผู้หิวโหยก้มลงเก็บขึ้นมา แล้วโยนเข้าปาก
เคี้ยวเสียงดัง
“หอม หอมจริง ๆ”
เขากล่าววิจารณ์ พลางเตะเด็กหญิงผมเปียที่ขวางทางให้
กระเด็นออกไป
ดวงตาของฟางเหิงเปลี่ยนเป็นแดงฉาน เขาจำไม่ได้ว่าตนชัก
ดาบออกมาอย่างไร จำไม่ได้ว่าฟันฟาดไปอย่างไร
แม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็นชายฉกรรจ์ชนเผ่าเร่ร่อนเจ็ดแปดคน
ส่วนเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มร่างบางเท่านั้น
เขารับรู้เพียงการฟันฟาด คมดาบ แตกหัก และบาดแผล
ข้างหูได้ยินเสียงร้องตกใจของชนเผ่าเร่ร่อน รวมถึงคำสบถด้วย
ความโกรธแค้น สุดท้ายคือดวงตาที่ไม่ยินยอมและร่างกายที่เย็นเฉียบ
เมื่อการต่อสู้ใกล้จบลง พละกำลังของฟางเหิงก็ร่อยหรอลงอย่าง
รวดเร็ว ส่วนชนเผ่าเร่ร่อนก็เหลือเพียงสองคน
แต่พวกเขาถือดาบยาว ยิ้มมาดร้าย เห็นชัดว่าพวกเขาคิดว่าชัย
ชนะเป็นของตนเองแล้ว
ฟางเหิงคุกเข่าข้างเดียว มือขวาถือดาบ อกกระเพื่อมขึ้นลงเบา ๆ
ราวกับกำลังฟื้นฟูกำลัง หรือไม่เขาก็แค่หมดแรงและรอความตาย
ขณะที่ดาบสองเล่มนั้นอยู่เหนือศีรษะเตรียมจะฟันลงมา
ใบหูฟางเหิงขยับเล็กน้อย ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวมาจากที่ไกล ๆ
ราวกับว่า…พี่ชาย น้องชาย และน้องสาวของเขามาถึงที่นี่แล้ว
“พี่สาม…”
มีใครบางคนกำลังเรียกหา เหมือนกับภาพลวงตาก่อนเผชิญ
ความตาย