พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 193 พี่สามรับพัสดุ
ใครกัน…เป็นเจียงเซิง? หรือว่าเจ้าสี่ หรืออาจจะเป็นเจ้าห้า
เขายังจำได้ว่าบิดาเคยกล่าวไว้ ว่าการเป็นพี่ชายต้องทำตัวเป็น
แบบอย่าง ต้องปกป้องน้อง ๆ และต้องมีความรับผิดชอบ
ตอนเด็ก ๆ ฟางเหิงไม่มีน้องชายหรือน้องสาว เขาจึงไม่ค่อย
เข้าใจนัก
ต่อมาด้วยการกระทำของครอบครัวอารอง ยิ่งทำให้จิตใจของ
เขามัวหมอง สงสัยในคำพูดของบิดาทุกครั้ง
จนกระทั่งได้พบกับเจียงเซิง ได้พบกับพวกพี่ชายที่มีความ
รับผิดชอบ ได้พบกับน้องชายที่น่ารักและเฉลียวฉลาด ฟางเหิงจึง
เข้าใจความหมายของคำว่า “พี่ชาย”
เขาคือฟางสาม เป็นพี่ชายคนที่สามของเจียงเซิง เขาไม่อาจตาย
อยู่ในชายแดนทางเหนือแห่งนี้ได้ เขาต้องกลับไปยังเมืองหลวงอย่างมี
ภาคภูมิ เพื่อแก้แค้นให้บิดามารดา เพื่อเป็นที่พึ่งให้น้องชายน้องสาว
ร่างที่คุกเข่าอยู่พลันระเบิดพลัง ดาบอันคมกริบเฉือนผ่านลำคอ
ศัตรู
เลือดสด ๆ สาดกระเซ็นบนใบหน้าอันองอาจ ชั่วขณะที่ฟางเหิง
หยุดนิ่ง โลกทั้งใบก็หยุดนิ่งไปด้วย
ครู่ต่อมาสองร่างนั้นก็ล้มลง ตายไปอย่างทุกข์ทรมานและไม่เต็ม
ใจ
แต่เด็กหญิงผมเปียไม่มีวันได้กระโดดโลดเต้นหรือขี่ไม้กวาดได้
อีกแล้ว และจะไม่มีวันได้ยิ้มแย้มเรียกเขาว่า “อาเจีย” อีกต่อไป
ในเดือนสิบ ลมหนาวพัดกระโชกในชายแดนทางเหนือ พาให้
ผู้คนต้องสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ
ฟางเหิงย่อตัวลงอุ้มร่างไร้วิญญาณของเด็กหญิงผมเปีย น ้าตา
หยดหนึ่งพลันไหลรินจากหางตา
ทันใดนั้นเสียงเรียก “พี่สาม” ที่ราวกับอยู่ในความฝันก็ดังขึ้นข้าง
หู
ฟางเหิงตกใจ รีบเช็ดหยดน ้าตรงหางตาให้สะอาดแล้วหันไปมอง
เห็นรถม้าคันหนึ่งแล่นมาอย่างรวดเร็ว บนรถม้ายังมีลิงสองตัวนั่งอยู่
สภาพดูยับเยินตั้งแต่หัวจรดเท้า
และเสียงเรียก “พี่สาม” ก็ดังมาจากลิงหนึ่งในนั้น
ฟางเหิงวางร่างเด็กหญิงผมเปียลง พร้อมกับกำดาบที่อยู่ข้างกาย
แน่น
ไม่นานรถม้าก็หยุด คนหนึ่งบนรถม้าทรุดลงกับพื้น อีกคนใช้ทั้ง
มือทั้งเท้าคลานเข้ามา พลางใช้แขนเสื้อเช็ดคราบสกปรกจนเผยให้
เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย
“เจียงซาน?”
ฟางเหิงรู้สึกว่าตนเองคงเสียสติไปแล้ว ก่อนหน้านี้เขาได้ยินคน
เรียกพี่สาม แต่ตอนนี้กลับเห็นเจียงซานอยู่ตรงหน้าอีก
ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขากลายเป็นพี่สามของเจียงซานกัน?
ทว่าในยามนี้ เจียงซานกลับแกล้งทำเสียงแหลมเรียกอีกครั้ง “พี่
สาม!”
ดาบของฟางเหิงเกือบจะฟาดออกไป
“คุณชายอย่าลงมือขอรับ!” เจียงซานรีบกลับมาใช้น ้าเสียงปกติ
ก่อนจะอธิบายด้วยน ้าเสียงแหบ ๆ ของเด็กหนุ่ม “นี่เป็นคำสั่งของ
คุณหนู นางบอกให้ข้าเรียกท่านว่าพี่สามแทนนาง”
เพื่อเลียนแบบเจียงเซิง เขายังตั้งใจบีบเสียงให้แหลมเล็กขึ้นอีก
แม้ว่าคุณชายสามฟางจะกัดฟันกรอด แต่เจียงซานก็ยังรู้สึกยินดี
ที่ตนเองทำภารกิจที่คุณหนูมอบหมายได้สำเร็จ
“พวกเจ้ามาได้อย่างไร” ฟางเหิงสงบลงในที่สุด “ยังมีใครอีก
เจียงซื่อหรือ”
เจียงซานส่ายหน้า ก่อนนึกถึงเกาเหยียนขึ้นมาได้ รีบไปพยุงเขา
ขึ้นมาจากพื้นเพื่อหายใจ
การเดินทางครั้งนี้ช่างลำบากนัก เจียงซานมีวิชายุทธ์ติดตัวจึงยัง
ทนได้ แต่เกาเหยียนเกือบจะตายระหว่างทางแล้ว
“เจียงซื่อไม่ได้มา เขาอยู่คุ้มครองคุณหนู” เจียงซานพูดจาไม่
หยุด “พวกคุณชายไม่อยู่ที่เขตอันสุ่ยแล้ว ตอนนี้พวกเขาอยู๋ที่เมือง
หลวง เพราะเจอเรื่องมากมาย คุณชายใหญ่จึงเขียนจดหมายมาถึง
ท่าน คุณหนูยังเตรียมของกินของใช้มาให้ท่าน ทั้งหมดล้วนอยู่ในรถ
ม้า”
“พวกข้าตามหากองทัพทางเหนือมาตลอดทาง สอบถามชื่อของ
คุณชาย และเพราะรู้ตำแหน่งที่แน่ชัดของคุณชายถึงได้รีบมาที่นี่
โชคดีที่ได้พบคุณชาย โชคดีที่ไม่คลาดกัน…”
ฟางเหิงไม่ทนจะฟังเขารายงานอีกต่อไป เขาวิ่งไปที่รถม้าเพื่อ
ค้นหาจดหมายของสวี่โม่แล้วอ่านอย่างละเอียด
ที่แท้หลังเขาจากมาก็เกิดเหตุการณ์มากมายขึ้น
ที่แท้การไปของเขาไม่ได้ทำให้ความแค้นของหวังอวี้เหยาสงบลง
นางยังคงบีบบังคับให้พี่ชายน้องชายกับน้องสาวไปเมืองหลวง
ที่แท้ครอบครัวจากที่เคยร ่ารวยก็กลับกลายมายากจนข้นแค้น ที่
แท้จูจื้อยังมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย ที่แท้พี่ใหญ่ยังคงเกลียดชังจูจื้อ
ฟางเหิงอดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้ แต่ขณะกำลังหัวเราะนั้นดวงตา
ของเขาก็เริ่มชื้นขึ้น
เขาไม่เสียใจที่จากบ้านมา แต่รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้มีส่วนร่วมใน
ชีวิตของพวกเขา
ทว่าชีวิตคนเรานั้นยาวนาน หากมีการพลัดพรากก็ย่อมมีการ
กลับมาพบเจอกันอีก
สักวันหนึ่งเจ้าสามจะกลับจากชายแดนเหนืออย่างสง่างาม พร้อม
กับเกียรติยศและความภาคภูมิ เพื่อเป็นที่พึ่งพิงให้แก่พี่น้อง
ฟางเหิงเก็บจดหมาย
ไม่ใช่เพราะเขาอ่านจบแล้ว แต่เพราะได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้น
รอบ ๆ
ไม่นานนักคนจากหน่วยสิบก็กลับมา เมื่อเห็นความยุ่งเหยิง
ทั้งหมด พวกเขาต่างตกใจในตอนแรก แต่เมื่อเห็นเจียงซาน ความ
ตกใจก็เปลี่ยนเป็นความยินดีแกมประหลาดใจ
“พี่สาม!” ใครสักคนร้องเรียกขึ้นมา
ทันใดนั้นเจียงอี เจียงเอ้อร์ เจียงอู่ เจียงลิ่ว เจียงชี และเจียงปาก็
พากันเข้ามาห้อมล้อมเจียงซาน บ้างก็สำรวจเนื้อตัวเขา บ้างก็กระซิบ
กระซาบกัน
ฟางเหิงเพิ่งตระหนักได้ในตอนนั้นว่าเจียงซานก็เป็นพี่สามของ
คนอื่นด้วยเช่นกัน
ในโลกของผู้ติดตามทั้งแปดคนนี้ พวกเขาต่างก็เป็นตัวของ
ตัวเอง มีความรู้สึกและเรื่องราวที่เป็นของตัวเองโดยเฉพาะ
จิตใจของฟางเหิงอ่อนลง เขานั่งลงบนรถม้า อ่านจดหมายพลาง
สำรวจข้าวของในรถม้าไปด้วย
จดหมายถูกเขียนด้วยลายมือของพี่ใหญ่ แต่เหมือนจะหยุดชะงัก
ไปหลายครั้ง แทรกไปด้วยตัวอักษรที่เขียนเก้งก้างสองสามประโยค
เดาว่าคงเป็นฝีมือของเจียงเซิง
ภาพขณะเขียนจดหมายผุดขึ้นในความห้วงคิดของเขา
สวี่โม่คลี่จดหมายออกมาอย่างจริงจัง จับพู่กันด้วยท่าทางเคร่ง
ขรึม ‘ฟางเหิง อ่านจดหมายฉบับนี้ก็เสมือนได้พบหน้า ตอนนี้ทาง
เหนือเป็นอย่างไรบ้าง อากาศคงเริ่มหนาวเย็นต้องทำให้ร่างกาย
อบอุ่นเอาไว้ พวกเราทั้งห้าคนย้ายจากเขตอันสุ่ยมาที่เมืองหลวงแล้ว
ทุกอย่างดีมาก เจ้าอย่าได้กังวล เจ้ารองสร้างโรงผลิตแล้ว รายได้ใน
บ้านก็พอใช้…’
เจียงเซิงพลันกระโดดเข้ามาทันใด “พี่ใหญ่ ไม่ใช่แค่พี่รองคน
เดียวที่สร้างโรงผลิตนะ ข้าเองก็ช่วยด้วย ข้าก็ช่วยด้วยเหมือนกัน”
ปลายพู่กันของสวี่โม่จึงชะงัก เติมประโยคต่อไปอย่างยากลำบาก
ว่า ‘เจียงเซิงก็มีส่วนช่วย ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับโรงผลิต เจ้าสาม
ไม่ต้องกังวล ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราล้วนดีมาก’
เด็กหญิงตัวน้อยจึงพยักหน้าพอใจ หยิบขนมเถาซู่บนโต๊ะขึ้นมา
กัดเข้าปากคำหนึ่ง แต่ไม่คิดว่าขนมจะกรอบเกินไป จนเศษของมัน
ร่วงเกลื่อนเต็มกระดาษ
สวี่โม่ได้แต่ยกมือขึ้นกุมหน้าผากอย่างจนปัญญา พยายามปัด
เศษขนมออกด้วยความระมัดระวัง แต่ก็ยังเหลือรอยน ้ามันติดอยู่ จึง
ได้แต่จรดพู่กันเขียนว่า ‘น้องสาวซุกซนแทะกินขนมเถาซู่ หวังเพียง
กลิ่นหอมนี้จะส่งความคิดถึงไปถึงเจ้า’
พี่ใหญ่ผู้สง่างามดุจสายลมและจันทราเคยชินกับการเขียน
จดหมายอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ชื่อเสียงขึ้นชื่อเรื่องความสะอาด
สะอ้านของม้วนกระดาษ แต่เมื่อเจอกับน้องสาวตัวน้อยจอมตะกละ ก็
ได้แต่ส่งจดหมายที่เปื้อนคราบน ้ามันไปอย่างจำใจ
แต่ฟางเหิงกลับไม่ได้ใส่ใจ เขาสูดกลิ่นขนมเถาซู่บนจดหมาย
ราวกับได้สัมผัสความรักและความผูกพันของครอบครัวผ่านระยะทาง
พันลี้