พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 194 ก้นของพี่ใหญ่
เรื่องของจูจื้อได้สร้างกระแสอันร้อนแรงขึ้นในเมืองหลวงอย่าง
แท้จริง บรรดาสตรีจากตระกูลสูงศักดิ์ต่างสืบสวนคู่หมั้นคู่หมายของ
ตนอย่างละเอียด เพียงชั่วพริบตาก็มีคุณชายสี่ห้าคนที่ถูกตรวจพบว่า
มีภรรยาลับ และถูกยกเลิกการหมั้นหมายทันที
ในช่วงเวลานั้น คุณชายและคุณหนูในวัยออกเรือนต่างรู้สึก
หวาดกลัว
มีเพียงเด็ก ๆ ทั้งห้าคนที่ยังคงสบายอารมณ์ ครุ่นคิดเพื่อวางแผน
กันอยู่
“ไม่รู้ว่าพี่สามจะได้รับของที่ส่งไปหรือยัง” เจียงเซิงเอียงศีรษะพูด
“ถ้ามีของที่สามารถสื่อสารกับพี่สามได้โดยตรงก็คงจะดี”
“ถ้ามีของที่สามารถพูดคุยกับพี่สามได้แบบเห็นหน้ากันก็คงจะ
ดีกว่า” เวินจืออวิ่นพึมพำพลางนอนคว ่า
จ่างเยี่ยนชำเลืองมองพวกเขา “ถ้ามีสิ่งที่สามารถบินไปหาพี่สาม
ได้ภายในครึ่งวันจะดียิ่งกว่า”
เด็กทั้งสามสบตากันแล้วถอนหายใจ
เจิ้งหรูเชียนเบ้ปาก “ข้าว่าสมองของพวกเจ้าคงจะอ่านหนังสือ
เรื่องแต่งมากเกินไปแล้ว วัน ๆ เอาแต่คิดฟุ้งซ่าน ไม่ทำอะไรให้เป็น
เรื่องเป็นราว”
เขาชี้ไปหาสวี่โม่ที่ตั้งใจนั่งอ่านหนังสืออยู่ “พวกเจ้าเรียนรู้ความ
ขยันขันแข็งจากพี่ใหญ่บ้างไม่ได้หรือ”
หากจะกล่าวถึงความขยันหมั่นเพียร สวี่โม่ย่อมเป็นที่หนึ่งใน
บรรดาพวกเขาอย่างไร้ข้อกังขา เขานั่งอยู่ตรงนั้นตั้งแต่ฟ้าสาง
กระทั่งถึงยามเที่ยงวันก็ยังคงนั่งตัวตรงไม่ไหวติง
“พี่ใหญ่นั่งอยู่เช่นนี้ทุกวัน จะไม่ทำให้ก้นเป็นด้านหรือ” เจียงเซิง
พึมพำเบา ๆ ขึ้นกะทันหัน
จ่างเยี่ยนกับเวินจืออวิ่นกำลังครุ่นคิดว่าจะรับมือกับคำพูดนี้
อย่างไร ทันใดนั้นพี่ใหญ่ที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ก็กระแอมไอเบา ๆ
เจียงเซิงรีบซุกหน้าลงใต้แขนเสื้อ ภาวนาในใจว่า พี่ใหญ่ไม่ได้
ยิน พี่ใหญ่ไม่ได้ยินหรอก
สวี่โม่มองเหลือบด้วยสีหน้าขบขันแกมระอาใจเล็กน้อย
แต่วันนี้เขาไม่ได้ตั้งใจอ่านหนังสือจริง ๆ หากแต่กำลังคิดถึงท่าที
ผิดปกติของจูซือหวนซ ้าไปซ ้ามา
ด้วยความเจ้าเล่ห์ของคนผู้นี้ เขาไม่ควรจะเสียท่าทีต่อหน้าสวี่โม่
หากแสดงอาการผิดปกติก็มีเพียงความเป็นไปได้สองอย่างตามที่จ่าง
เยี่ยนวิเคราะห์
หนึ่ง เขาเสียท่าทีจริง ๆ เพราะเขาใส่ใจคุณหนูเถา
สอง เขาแกล้งทำ เพราะต้องการล่อให้สวี่โม่สังเกตเห็นความ
ผิดปกตินี้
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน จูซือหวนก็กำลังรอให้สวี่โม่ลงมือ
หากเป็นเมื่อก่อน สวี่โม่คงจะระมัดระวัง คงจะครุ่นคิดซ ้าไปมา คง
จะพิจารณาถึงผลลัพธ์ให้ดี
แต่ตอนนี้ความสุขสบายของจูจื้อทิ่มแทงหัวใจของสวี่โม่อย่าง
หนัก เขาอดใจไม่ไหวที่จะอาจหาญสักหน่อย กล้าหาญให้มากขึ้นอีก
หน่อย แม้จะเสี่ยงเหมือนเข้าไปในถ ้าเสือก็ตาม
“ข้าต้องการร่วมมือกับจูซือหวน” หลังจากครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน
เขาก็กล่าวเบา ๆ
เจียงเซิงที่ยังคงอับอาย เจ้าสี่เจ้าห้าที่กำลังกระซิบกระซาบกัน
และเจิ้งหรูเชียนที่กำลังแคะหู ต่างนั่งตัวตรงโดยพร้อมเพรียงกัน
“จูซือหวนต้องการร่วมมือกับข้าแน่นอน ถึงได้แสดงท่าทีผิดปกติ
ต่อหน้าข้าหลายครั้ง” สวี่โม่กล่าวเสียงค่อย “ข้าจะทำตามความ
ปรารถนาของเขา ร่วมลงเรือไปกับเขาสักระยะ”
นับตั้งแต่มาถึงเมืองหลวง พวกเขาพี่น้องก็จมอยู่ในหล่มของ
เมืองอันรุ่งเรืองนี้
มีแต่ต้องก้าวไปข้างหน้า ไม่อาจถอยหลังกลับได้
เจียงเซิงกับเจิ้งหรูเชียนสามารถทุ่มเทให้กับการค้าหมูรมควันได้
ตลอดเพื่อศักดิ์ศรี กระทั่งยอมขัดใจเถ้าแก่ใหญ่ของเรือนโยวหราน
ส่วนเขาสวี่โม่ก็สามารถร่วมมือกับผู้มีอำนาจ เพื่อเข้าสู่แวดวง
ชนชั้นสูงในเมืองหลวงเพื่อศักดิ์ศรีได้เช่นกัน
การโค่นล้มจูจื้อเป็นเพียงก้าวแรก การยืนหยัดได้อย่างมั่นคงใน
เมืองหลวงต่างหากคือสิ่งสำคัญ
“พี่ใหญ่”
จ่างเยี่ยนลุกขึ้นยืนเป็นคนแรก
เวินจืออวิ่น เจียงเซิง เจิ้งหรูเชียนตามมาติด ๆ ดวงตาสี่คู่จ้องมอง
มาอย่างสนับสนุนและไว้วางใจ
“พี่ใหญ่ ไม่ว่าท่านอยากทำอะไร ขอเพียงลงมือเถอะ” จ่างเยี่ยนก
ล่าวจริงใจ “พวกข้าจะยืนอยู่ข้างหลังท่านเสมอ พร้อมจะบุกน ้าลุยไฟ
เพื่อท่านไม่ว่าอะไรก็ตาม”
เจิ้งหรูเชียน เจียงเซิง และเวินจืออวิ่นพยักหน้าพร้อมกัน
ในบรรดาน้องชายน้องสาว มีทั้งคนหัวใส คนปากเสีย คนตะกละ
และคนอ่อนแอ
แต่ไม่ว่าอย่างไร พวกเขาก็รักและพร้อมสนับสนุนสวี่โม่จากใจ
จริง
สวี่โม่ยิ้มบาง น ้าตาเอ่อคลอ แต่ก็กะพริบตาเพื่อไล่มันไปอย่าง
รวดเร็ว
วันรุ่งขึ้น
สวี่โม่ไปหาจูซือหวนด้วยตนเอง แล้วกระซิบเสียงเบาในที่ลับตา
คนว่า “หากพี่จูต้องการความช่วยเหลือใด ขอให้บอกข้าตามตรง”
จูซือหวนตกใจสุดขีด มองซ้ายแลขวาสองครั้งแล้วกระซิบตอบ
เสียงค่อย “พี่สวี่อย่าล้อเล่นสิ ข้าเป็นบุตรชายแท้ ๆ ของตระกูลจูสาย
รอง มีอะไรให้ท่านช่วยกัน”
การโจมตีแบบไม่คาดคิดอาจเอาชนะคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งได้
การพูดตรง ๆ ก็สามารถทำให้คนมากเล่ห์รู้สึกอึดอัดใจ
จูซือหวนเคยชินกับการคิดลับ ๆ ล่อ ๆ
กลับถูกคำพูดตรงไปตรงมาของสวี่โม่โจมตีเข้าให้อย่างจัง จึง
ปฏิเสธทุกอย่างโดยไม่รู้ตัว
สวี่โม่ไม่ได้ใส่ใจคำพูดเขา เพียงยิ้มบางแล้วหมุนตัวจากไป
คราวนี้ถึงคราวจูซือหวนร้อนใจบ้าง เขาคว้าแขนเสื้อของสวี่โม่
ไว้ มองซ้ายมองขวาอีกครั้ง ก่อนจะกล้ากระซิบว่า “พี่สวี่พูดตรง ๆ
แบบนี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าจะทำให้คนตกใจตายได้นะ”
“อย่างนั้นหรือ” สวี่โม่ย้อนถาม “การพูดจาอ้อมค้อมนั้นไร้สาระ
พี่จูมีอะไรก็พูดมาตรง ๆ เถอะ ขอเพียงเกิดผลประโยชน์อันเหมาะสม
ทุกอย่างย่อมเป็นไปได้”
จูซือหวนถึงกับอึ้งไป
หลังผ่านไปนาน เขาจึงกดเสียงต ่าพูดว่า “ข้าอยากเป็นจวี่เหริน
ต้องรีบเป็นให้เร็วที่สุด ไม่อาจรอถึงสามปีได้”
จวี่เหรินของราชวงศ์ต้าอวี๋จะมีการทดสอบทุก ๆ สามปี ปีนี้เพิ่ง
จัดไปเมื่อเดือนสี่ ครั้งหน้าจะต้องรอไปอีกสามปี
ทว่าจูซือหวนรอถึงสามปีไม่ได้แล้ว เขาอยากเป็นจวี่เหริน ซึ่งไม่
ต่างอะไรกับการเดินเท้าจากเมืองหลวงไปถึงชายแดนทางเหนือ ซ ้ายัง
ต้องมีชีวิตรอด
สวี่โม่เบิกตากว้าง ไม่พูดอะไรสักคำ ก่อนจะสะบัดมือเดินจากไป
จูซือหวนรู้ว่าตนเองทำให้ผู้อื่นลำบากใจไปสักหน่อย จึงรั้งอีก
ฝ่ายไว้อีกครั้ง “ถ้าทำไม่สำเร็จไม่เป็นไร ข้าต้องทำให้คนเชื่อว่าอีก
สามปีข้างหน้าจะต้องเป็นจวี่เหรินให้ได้”
สรุปแล้ว ก็เป็นเพราะประโยคที่บอกว่า “คุณหนูเถาจะแต่งงานกับ
คุณชายที่สอบเป็นจวี่เหรินเท่านั้น”
จูซือหวนไม่ปิดบังแล้ว ในดวงตาเต็มไปด้วยความเร่งร้อน เขา
เห็นสวี่โม่เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายจริง ๆ
เขารู้ว่าถ้าไม่พยายามตอนนี้ หญิงสาวที่เขารักก็จะต้องแต่งงาน
กับคนอื่น
สวี่โม่ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง แล้วรู้ว่าตนเองเดิมพันได้ถูกต้อง
เขาค่อย ๆ ดึงแขนเสื้อที่ยับออก พลางกล่าวอย่างใจเย็นว่า “เรื่อง
นี้ให้ข้าจัดการเถอะ พี่จูผู้เปี่ยมพรสวรรค์”
การสร้างเสียงลือเสียงเล่าอ้างนั้นไม่ใช่เรื่องยาก
บัณฑิตคือกลุ่มคนที่มีพลัง เป็นผู้ที่ใช้ปลายพู่กันเป็นอาวุธ และ
เป็นผู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสามารถ
แต่ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเป็นอย่างสวี่โม่ที่โดดเด่นเหนือบัณฑิต
นับพัน และคว้าชัยชนะนั้นมาได้
เพื่อรักษาจิตใจของผู้ที่สอบตก และป้องกันไม่ให้พวกเขาพูดจา
ส่งเดชจนสั่นคลอนความสงบเรียบร้อยของราชวงศ์ ราชวงศ์ต้าอวี๋จึง
ได้สร้าง “หอเหวินชาง” ขึ้นในเมืองต่าง ๆ ทุกวันที่สามและห้าจะมีการ
จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ เชิญเหล่าปัญญาชนจากทั่วทุกสารทิศมาแสดง
ฝีมือและความสามารถของตนเอง
บางคนสร้างเสียงหัวเราะ บางคนสร้างบทกวีอันล ้าเลิศ
ปัจจุบันในหอเหวินชางมีผู้มีชื่อเสียงอยู่สามคน คนหนึ่งคือ
“คุณชายเจ้าสำราญ” แห่งเมืองหลวง อีกคนคือ “คนมั่งคั่งผู้สันโดษ”
แห่งเมืองฮุยโจว และอีกคนมาจากเขตอันสุ่ยอันห่างไกล มีนามแฝง
ว่า “คุณชายสายลมหนุน”
ทั้งสามคนนี้ล้วนแสดงความสามารถอันน่าทึ่งในหอเหวินชาง ใช้
บทกวีเพียงบทเดียวพิชิตใจผู้คนได้มากมาย กลายเป็นผู้ที่ไม่มีใคร
เทียบได้ในหอเหวินชางทั่วทุกแห่ง
จูซือหวนคิดว่าการสร้างชื่อเสียงนั้นไม่ยาก เพียงแค่ทำตาม
แนวทางของสามท่านนี้ และสร้างความประทับใจให้กับผู้คนในงาน
เลี้ยงก็พอ
สวี่โม่เลือกสรรบทกวีที่เขาเคยแต่งไว้ หาบทที่ไม่เหมือนกับ
รูปแบบปกติของตนมากที่สุดมอบให้จูซือหวน และเพื่อเป็นการ
ป้องกันเหตุไม่คาดฝัน สวี่โม่จึงติดตามเขาไปด้วยโดยแสร้งเป็นเด็ก
รับใช้
กระทั่งถึงวันที่สิบห้าเดือนสิบ ทั้งสองจึงรีบเดินทางไปยังงานเลี้ยง
ที่หอเหวินชางในเมืองหลวง
ในฐานะที่เป็นเมืองซึ่งเจริญรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์
งานเลี้ยงที่หอเหวินชางของเมืองหลวงถือได้ว่ามากไปด้วยกลุ่มผู้มี
ความสามารถ เพียงเดินไปแค่สองก้าวก็ได้ยินเสียงท่องบทกวีและแต่ง
คำประพันธ์ และล้วนเป็นผลงานชั้นเลิศทั้งนั้น
จูซือหวนรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที “ข้าจะทำได้จริงหรือ? หากข้า
แต่งบทกวีออกมา จะไม่มีใครสงสัยข้าใช่หรือไม่?”
สวี่โม่ตบไหล่เขาเบา ๆ “อย่ากังวลไปเลย ข้าอยู่ตรงนี้”
เพียงสามคำสั้น ๆ ก็ราวกับเป็นมนต์ปลอบประโลมจิตใจของจูซื
อหวนได้ เขาทำท่าทางเป็นคุณชายผู้สูงศักดิ์จากเมืองหลวง แล้วเดิน
ด้วยท่าทีองอาจเข้าไปในหอเหวินชาง
สวี่โม่เดินตามหลังเขาไปจนถึงใจกลางของหอเหวินชาง
ที่นี่คือสถานที่ “ประลองปัญญา” บัณฑิตจะติดประกาศบทกวีที่
ภาคภูมิใจที่สุดของตนไว้ หากผู้ใดที่รู้สึกไม่พอใจก็ขึ้นไปท้าทาย
จนกว่าจะไม่มีผู้ใดเอาชนะได้ และจะได้เป็น “เจ้ากวี” ของวันนี้
แต่สิ่งที่เรียกว่าบทกวีนั้นย่อมงดงามตามความชอบของแต่ละคน
ปกติแล้วต่างคนต่างมีผู้อ่านและผู้สนับสนุนของตัวเอง แทบจะไม่มีบท
กวีใดที่โดดเด่นเป็นพิเศษ กระทั่งมีผลงานออกมาและทำให้คนทั้งงาน
ต้องตะลึง
จูซือหวนมาถึงก็ได้จังหวะพอดี บนเวทีประลองมีสองคนท่าที
กำลังเอาจริงเอาจัง ส่วนคนด้านล่างต่างมีความเห็นของตัวเอง ต่างก็
เอ่ยชื่นชมกันไป
“ข้าเห็นว่าของคุณชายเจียงดีกว่า ถ้อยคำไพเราะ สัมผัสต่อเนื่อง
เหนือชั้นกว่า”
“ข้ารู้สึกว่าของคุณชายหยวนยอดเยี่ยมกว่า ลึกซึ้งกินใจ และมี
ความหมายลึกล ้า”
ในยามที่ทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันไม่จบสิ้น
จูซือหวนกระแอมเสียงหนึ่ง แล้วหยิบเอาบทกวีของสวี่โม่ออกมา
จากอกเสื้อ ตบมันลงตรงกลางระหว่างคนทั้งสองพลางกล่าวว่า “คง
ไม่เสียหายอันใด หากจะเชิญพวกท่านชื่นชมผลงานของข้าผู้นี้สัก
หน่อย”