พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 195 เจียงเซิงตกรถม้า
“ใบไม้เขียวยามวสันต์ไม่เห็นแปลกประหลาด
กลางคิมหันต์ดอกไม้ผลิสะพรั่งอวลกลิ่นโชยมา
น ้าค้างแข็งเดือนสิบดอกไม้งามบานหมดสิ้น
เหลือเพียงสนและไผ่ยังงดงามบนกิ่งเก่า”
บทกวีเจ็ดคำอันเรียบง่าย พรรณนาจากฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อน
จากฤดูร้อนหยุดอยู่ที่ฤดูใบไม้ร่วง สุดท้ายก็สรรเสริญความมั่นคง
แน่วแน่ของต้นสนและไผ่ ใช้สิ่งของเปรียบเปรยถึงตัวคน เน้นย ้าถึง
จิตใจอันสูงส่งบริสุทธิ์ของผู้ประพันธ์
บทกวีนี้อาจไม่ถึงขั้นยอดเยี่ยม แต่ตรงกับฤดูกาลทั้งเดือนสิบใน
ปัจจุบัน พาให้ผู้คนเบิดตาขึ้นทันใด พร้อมกับเอ่ยชื่นชมเจ้าของ
ผลงานโดยไม่รู้ตัว
เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับสองบทบนเวที ก็เอาชนะขาดลอยได้
“บทกวีนี้เป็นผลงานของจูซือหวนหรือ” มีคนถามอย่างไม่
อยากจะเชื่อ แล้วกระซิบกระซาบกัน
“เขาสอบจวี่เหรินยังไม่ผ่านเลย จะแต่งบทกวีแบบนี้ได้อย่างไร”
ยังมีคนสงสัยอีก
สวี่โม่ยืนก้มหน้าอยู่ข้างๆ สัมผัสได้ถึงลมหายใจของจูซือหวนที่
หนักหน่วงขึ้นเล็กน้อย เขาไอเบา ๆ หนึ่งครั้ง แผ่นหลังของจูซือหวน
จึงพลันตั้งตรงขึ้นทันที กลับมาสง่างามและไม่เกรงกลัวผู้ใดเช่นเดิม
“เป็นอย่างไรบ้าง คุณชายเจียง คุณชายหยวน บทกวีของข้านี้
เป็นเช่นไร พอจะเทียบเท่ากับบทกวีของท่านทั้งสองได้หรือไม่?”
สอดคล้องกับคำถามของจูซือหวน คุณชายทั้งสองบนเวทีต่างมี
สีหน้าบึ้งขึ้นทันที
บัณฑิตมักถือตัว จะวางตนเองไว้ในตำแหน่งที่สูงส่ง และดูแคลน
ผู้อื่นในวงการเดียวกัน
แต่พวกเขายังไม่ทันได้ดูถูกใคร ก็ถูกจูซือหวนเหยียบย ่าอย่างไม่
ปรานีเสียก่อน
ทว่าเด็กหนุ่มคนนี้ก็ไม่ได้ถ่อมตัวแต่อย่างใด เขาโบกพัดไปมา
ด้วยท่าทีไม่เกรงใจ ชัดเจนว่ากำลังรอคอยคำชื่นชมสรรเสริญ
“ไม่นึกเลยว่าคุณชายจูจะมีความสามารถล ้าเลิศถึงเพียงนี้
ชื่อเสียงต้องโด่งดังไปไกลจริง ๆ”
“หากมีความสามารถเช่นนี้แต่แรก การสอบจวี่เหรินคงต้องได้
ตำแหน่งเจี้ยหยวนด้วยแล้วกระมัง”
“บางทีคุณชายจูอาจจะปิดบังฝีมือที่แท้จริงเอาไว้ก็ได้”
เสียงประจบประแจงดังขึ้นมาเป็นระลอก แม้จะมีน ้าเสียงประชด
ประชันแฝงอยู่บ้าง แต่จูซือหวนนั้นมีจิตใจเข้มแข็งจึงถือว่ามันเป็นคำ
ชมและรับไว้ด้วยความชื่นมื่น
เจียงเฉิงเยวี่ยนสีหน้าหม่นลง หันหลังจากไปอย่างโกรธเคือง
คุณชายหยวนก็เม้มริมฝีปาก ก้าวลงจากเวทีโดยไร้สุ้มเสียง
จูซือหวนสีหน้าเปล่งปลั่ง ยังอยากจะทักทายคนอีกสองสาม
ประโยค แต่ก็ถูกสวี่โม่ดึงแขนเสื้อไว้เบา ๆ
การจะเป็นคนเด่นดังนั้นย่อมทำได้ แต่ถ้ามากเกินไปก็จะถูก
อิจฉาริษยาได้ง่าย
คนฉลาดมักจะจากไปในเวลาอันเหมาะสม จึงจะสร้างชื่อเสียง
และคำชื่นชมที่สูงส่งได้ อย่างเช่นคุณชายสายลมหนุนแห่งเขตอันสุ่ย
ที่ใช้บทกวีสามบทสั่นสะเทือนหอเหวินชาง แต่อีกฝ่ายกลับไม่เคย
ปรากฏตัว ใช้ความลึกลับส่งเสริมบุคลิกให้สง่างามยิ่งขึ้น
จูซือหวนก็เข้าใจดี แต่ความรู้สึกที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเช่นนี้
ช่างน่าหลงใหลเหลือเกิน เขาทักทายคนอื่นอีกสองสามประโยค แล้ว
จึงพาสวี่โม่จากไปอย่างไม่เต็มใจนัก
นับแต่นั้นจูซือหวนก็มีที่ยืนในหอเหวินชางแล้ว
ทว่านี่ยังไม่พอ
บทกวีเพียงบทเดียวจะทำให้ผู้อื่นสงสัยได้ว่าจ้างวานคนเขียน
จำเป็นต้องสนทนากับคนอื่นในงานเลี้ยง กล่าวถึงบทประพันธ์ที่ไม่
ค่อยมีใครรู้จัก และแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง อย่างนี้จึงจะ
สามารถขจัดข้อสงสัยของผู้คนไปได้
สวี่โม่ค้นหาหนังสือหลายเล่ม สั่งให้จูซือหวนอ่านให้จบภายใน
ห้าวัน พร้อมเขียนความเข้าใจและสรุป แล้วแก้ไขเพิ่มเติมในภายหลัง
เพื่อให้คำพูดของเขาโดดเด่นยิ่งขึ้น
ในช่วงไม่กี่วันนั้น เจียงเซิงสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็วว่า มีรถม้า
ที่ไม่มีลักษณ์ใด ๆ จอดอยู่ในตรอกเล็กข้าง ๆ บ่อยครั้ง
หลังจากนั้นจะมีพี่ชายคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีเทาอ่อนย่องออกมา
จากรถม้า แล้วค่อย ๆ เดินเข้าไปในเรือนของนาง เมื่อส่งยิ้มให้ทุกคน
เห็นแล้วก็แอบเข้าไปในห้องของพี่ใหญ่
ไม่นานนักก็จะได้ยินเสียงท่องหนังสือดังกังวานมา แทรกด้วย
เสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวด และเสียงไม้เรียวไผ่ฟาดลงบนโต๊ะ
ดังปัง
เจียงเซิงไม่เข้าใจว่าพวกเขากำลังทำอะไรกัน แต่นางก็ใส่ใจหา
ไม้เรียวไผ่ที่กว้างและหนากว่าปกติมาเปลี่ยนแทนอันเดิมที่ไม้บางกว่า
ประมาณแปดวันต่อมา พี่ชายคนนั้นก็ไม่มาอีก แต่กลับเป็นพี่
ใหญ่ที่เปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าสีเทาธรรมดา แล้วแอบขึ้นรถม้าไปเงียบ
ๆ
ช่วงนี้ทุกคนต่างกำลังยุ่งมาก
พี่รองพาเกาต้าวั่นวิ่งวุ่นอยู่รอบ ๆ เมืองหลวง นอกจากทำความ
เข้าใจเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีแล้ว ยังสำรวจดูด้วยว่ามีสิ่งใดที่
สามารถขนส่งได้นานหรือไม่ เพื่อสานต่อกิจการขนส่งของเขา
พี่สี่กำลังจดจ่อกับการศึกษาวิชาแพทย์ที่หมออู๋ทิ้งไว้ ถึงขั้น
หมกมุ่นจนเลือดกำเดาไหลโดยไม่รู้ตัว
มีเพียงเจียงเซิงกับจ่างเยี่ยนเท่านั้นที่ว่างงาน ดังนั้นจึงไม่ลังเลที่
จะมอบหมายหน้าที่ส่งเนื้อรมควันของโรงผลิตให้กับพวกเขา
วันนี้เป็นวันที่ต้องส่งเนื้อรมควันของเดือน คนงานของโรงผลิต
บรรทุกสินค้าสองร้อยชั่งไว้บนรถม้าเรียบร้อยแล้ว เจียงซื่อก็นั่งรออยู่
บนรถพร้อมออกเดินทาง
แม้เจียงเซิงจะสงสัยว่าพี่ชายคนโตกำลังทำอะไร แต่นางก็นั่งบน
รถม้าอย่างว่าง่าย ไม่ลืมที่จะเอ่ยเร่งจ่างเยี่ยน “พี่ห้า พวกเรารีบไปส่ง
ของกันเถอะ”
จ่างเยี่ยนรับคำพลางปีนขึ้นรถม้าอย่างคล่องแคล่ว
การส่งเนื้อรมควันไปยังเรือนโยวหรานนั้นมีเจียงเซิงคนเดียวก็
เพียงพอแล้ว แต่พวกพี่ชายต่างยุ่งอยู่กับธุระ ในฐานะพี่ชายคนที่สี่
เขาจึงมีหน้าที่ปกป้องน้องสาวเพียงคนเดียวของบ้าน
รถม้าแล่นไปช้า ๆ อย่างราบรื่น เมื่อผ่านหอเหวินชาง เจียงเซิงก็
เห็นเงาร่างของสวี่โม่
ดวงตาของนางเป็นประกาย ขณะกำลังจะบอกจ่างเยี่ยนให้ดู
ด้านหลังของรถม้าก็ถูกชน
เด็กหญิงที่นั่งอยู่บนรถม้าซึ่งไม่นับว่ามั่นคงนัก แต่เพราะเมือง
หลวงควบคุมความเร็วของรถม้า นางจึงโดยสารอย่างปลอดภัยมา
โดตตลอด
บัดนี้รถม้าถูกชนอย่างกะทันหัน เจียงเซิงจึงเสียหลักและตกลงไป
ข้างทางอย่างแรง
“คุณหนู!”
“เจียงเซิง!”
เจียงซื่อกับจ่างเยี่ยนตกใจมาก ฝ่ายแรกรีบควบคุมม้าที่กำลัง
ตกใจ ส่วนฝ่ายหลังกระโดดลงจากรถม้า ดึงเจียงเซิงกลิ้งหลบไป
ด้านข้าง จึงสามารถหลีกเลี่ยงการถูกล้อรถม้าทับได้
อุบัติเหตุชนกันเช่นนี้ไม่ร้ายแรงนัก แต่สิ่งที่ร้ายแรงคือม้าจะตกใจ
กลัว แม้คนขับจะดึงบังเหียนจนแน่น รถม้าก็อาจจะควบคุมไม่อยู่และ
วิ่งต่อไปข้างหน้า
เบาสุดก็ถูกล้อรถม้าทับ หนักสุดคือถูกม้าเหยียบ
จ่างเยี่ยนดึงเจียงเซิงกลิ้งไปบนพื้นหนึ่งรอบ จนถึงหน้าประตูหอ
เหวินชางถึงค่อยถอนหายใจเบา ๆ
ขณะเดียวกัน เสียงปรบมือจากด้านในก็ดังขึ้น
มีเสียงคุ้นหูกำลังเอ่ยอย่างคล่องแคล่ว แสดงความคิดเห็นและ
มุมมองของตัวเองต่อบทกวีโบราณหลายบท
เจียงเซิงนึกคิดอย่างเลือนราง ราวกับเคยได้ยินพี่ชายพูดคล้าย ๆ
อย่างนี้ แต่เสียงข้างในกลับไม่ใช่เสียงของเขา
นางโซเซลุกขึ้นยืน ไม่ทันสังเกตว่าตัวเองเต็มไปด้วยคราบฝุ่น
ใบหน้าเล็ก ๆ ก็ดูยับเยินไม่น้อย
จ่างเยี่ยนก็ได้ยินเช่นกัน จึงพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “การ
เสียสละของพี่ใหญ่ช่างยิ่งใหญ่จริง ๆ”
การมอบสิ่งของของตนให้ผู้อื่นและต้องมองคนผู้นั้นใช้มันสร้าง
ชื่อเสียง
ในใต้หล้านี้มีเพียงสวี่โม่เท่านั้นที่ใจกว้างเช่นนี้
สองพี่น้องสบตากัน ต่างรู้สึกไม่พอใจแทนพี่ใหญ่
กระทั่งสาวใช้คนหนึ่งกระโดดลงมาจากรถม้า แล้วมาหยุดอยู่
ตรงหน้าพวกเขาเพื่อพินิจอย่างละเอียด พวกเขาก็ยังไม่ทัน
สังเกตเห็น
จนสาวใช้เอ่ยปากว่า “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่ามาขวางทางคุณหนู
เจียง”
เจียงเซิงและจ่างเยี่ยนพร้อมใจกันเงยหน้ามองด้วยความ
ประหลาดใจ
“พวกเจ้าคงเป็นคนต่างถิ่นสินะ” สาวใช้กล่าวเสียงเรียบ แต่ใน
ดวงตากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกดูแคลน “ใน เมืองหลวงมีกฎว่าห้าม
บังคับม้าเร็วเกินไป แต่ก็ห้ามช้าเกินไปด้วย เมื่อครู่รถม้าของพวกเรา
ชนเข้ากับรถม้าของพวกเจ้า แต่ก็เป็นเพราะพวกเจ้าช้าเกินไป ไม่
เกี่ยวกับตระกูลเจียงของพวกเราแต่อย่างใด”
“ข้าสอบถามคุณหนูของข้าแล้ว นางจะไม่ถือสาหาความพวก
เจ้า ขอเพียงพวกเจ้ากล่าวคำขอโทษกับคุณหนู เรื่องนี้พวกเราก็จะ
ปล่อยผ่านไป”
คำพูดที่กล่าวมานั้นถือว่าใจกว้างพอสมควร อีกฝ่ายไม่ได้
เรียกร้องค่าเสียหาย และข้อเรียกร้องก็ไม่ถือว่ามากเกินไป
เจียงเซิงกับเจียงซื่อต่างตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ทั้งคู่เตรียม
ตัวที่จะกล่าวคำขอโทษแล้วรีบจากไป
มีเพียงจ่างเยี่ยนที่กำมือแน่น ดวงตาฉายแววเย็นชาจนแทบจะ
กลายเป็นน ้าแข็ง
เมืองหลวงเป็นที่ประทับของฮ่องเต้ พระองค์เคยมีพระบัญชาว่า
เว้นแต่จะเป็นรายงานด่วน ก็ไม่อนุญาตให้ควบม้าในเมืองหลวง แม้แต่
รถม้าก็ไม่ควรวิ่งเร็วเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงการทำร้ายราษฎรผู้บริสุทธิ์
แต่จ่างเยี่ยนไม่เคยได้ยินว่ามีกฎห้ามรถม้าวิ่งช้าเกินไปเลยสักนิด
ยิ่งไปกว่านั้นอีกฝ่ายตาบอดแล้วหรืออย่างไร? เห็นอยู่ชัด ๆ ว่า
รถม้าของตระกูลเจียงกำลังจะเลี้ยว แต่พลาดมาชนกับรถม้าคัน
ข้างหน้า ทำให้เจียงเซิงตกจากรถม้าจนเกือบจะถูกล้อทับ
พวกเขายังไม่ได้เรียกร้องค่าเสียหาย แต่ตระกูลเจียงกลับขอให้
พวกเขาเป็นฝ่ายขอโทษเสียอย่างนั้น
อวดอำนาจใหญ่โตเสียจริง!
น่าโมโหเกินไปแล้ว!