พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 196 การปะทะกับคุณหนูเจียงครั้งแรก
เขาห้ามเจียงซื่อกับเจียงเซิงไว้ ยืนขวางอยู่ข้างหน้าเพียงลำพัง
แล้วเอ่ยเสียงเย็นว่า “ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เมืองหลวงมีกฎห้ามรถม้า
วิ่งช้าเกินไป? ช้าแค่ไหนถึงจะถือว่าช้า? ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ตัดสินว่า
ช้าและเร็ว?”
สาวใช้เบิกตาโต
แน่นอนว่าเมืองหลวงไม่ได้มีกฎห้ามรถม้าวิ่งช้าเกินไป แต่มีกฎ
ต้องจอดรถม้าให้เป็นระเบียบ ห้ามจอดตามอำเภอใจเด็ดขาด
วันนี้เป็นวันที่สาม มีงานเลี้ยงที่หอเหวินชาง หน้าประตูมีรถม้า
และผู้คนมากมายสัญจรไปมา
เจียงซื่อต้องการขับรถม้าผ่านหน้าประตูหอเหวินชาง จึงต้อง
ชะลอความเร็วลงและคอยระมัดระวังเป็นพิเศษ
จ่างเยี่ยนไม่คิดว่าฝ่ายตนเองทำผิดอะไร แม้เจียงเซิงจะดึงแขน
เสื้อเขาไว้ แต่เขาก็ยังคงยืนตรงจ้องมองไปยังสาวใช้
“พวกเจ้า…พวกคนต่างถิ่น ก่อเรื่องในเมืองหลวงแล้วยังจะมาหา
เรื่องพวกข้าอีก!” สาวใช้โมโหจนพูดออกมาโดยไม่เลือกคำ “ทั้งที่
เป็นความผิดของพวกเจ้า พวกข้าไม่อยากเอาเรื่องแท้ ๆ แต่พวกเจ้า
กลับมาใส่ร้ายป้ายสีกันเช่นนี้ ช่างสมเป็นพวกคนป่าเถื่อนจริง ๆ”
คนป่าเถื่อนเป็นคำที่ใช้เรียกคนต่างถิ่น ชาวต้าอวี๋ก็จะใช้คำนี้
เรียกชนเผ่าเร่ร่อนในชายแดนทางเหนือ
แต่ไม่คิดว่าคนจากเขตอันสุ่ยในแถบจงหยวนก็จะถูกเรียกว่า
“คนป่าเถื่อน” ด้วย ดูเหมือนว่าเมืองหลวงคงจะมีอคติต่อคนต่างถิ่น
ไม่น้อยเลย
จ่างเยี่ยนสีหน้าเย็นชาไม่เอ่ยอะไร สายตาจับจ้องไปทางรถม้า
ของตระกูลเจียง
แม้ไม่รู้ว่าในรถม้าจะเป็นคุณหนูท่านใดของตระกูลเจียง แต่เขารู้
ว่าผู้ที่สามารถออกคำสั่งได้มีเพียงนายท่าน และคนที่สามารถถอน
คำสั่งได้คือคุณหนูเจียงผู้นี้
หากเผชิญหน้ากันจริง ๆ ฝ่ายเขาอาจเสียเปรียบบ้าง แต่อีกฝ่าย
ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน
“ผู้คนของตระกูลเจียงล้วนเก่งกาจเช่นนี้หรือ เรียกผู้อื่นว่าคนป่า
เถื่อน ซ ้ายังโยนความผิดให้ผู้อื่นอย่างไร้เหตุผลอีก” จ่างเยี่ยนตะโกน
ถามเสียงดัง ราวกับกลัวว่าคนอื่นจะไม่ได้ยิน
สาวใช้ตกใจทันที
ไม่เพียงกลัวว่าจะอับอาย แต่เพราะการก่อกวนของจ่างเยี่ยนทำ
ให้คุณหนูของนางเสียเวลาเดินทางด้วย
สาวใช้ตัดสินใจจบเรื่องนี้โดยเร็ว “พวกเจ้าสองคนนี้คิดจะดื้อดึง
หรือ เด็ก ๆ รีบจับตัวพวกเขาไว้ แล้วไปตามผู้อาวุโสของพวกเขามา
พูดคุย!”
นี่เป็นข้ออ้างที่ไร้ที่ติ บ่าวแข็งแรงสี่คนในชุดก็พุ่งเข้ามาจะจับตัว
พวกเจียงเซิงไว้ทันที
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมาก
สวี่โม่ที่กำลังดูจูซือหวนสนทนาอยู่ในหอเหวินชางพลันรู้สึกไม่
สบายใจ อีกทั้งเหมือนจะได้ยินเสียงเจ้าห้าด้วย
เขาดึงชายเสื้อของจูซือหวนแล้วออกจากพื้นที่ประลองปัญญา
เงียบ ๆ มายืนอยู่ที่ประตูหอเหวินชาง ทันทีที่เห็นน้องชายน้องสาวถูก
คนล้อมไว้ สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไป
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
สวี่โม่ถอดหมวกทรงกรวยออก วิ่งไปหาพี่น้องของเขา แล้วกาง
แขนออกปกป้อง “ห้ามรังแกน้องชายน้องสาวของข้ากลางถนน
เช่นนี้”
สาวใช้ไม่คิดว่าจะมีคนอื่นโผล่ออกมาอีก จึงตกตะลึงไปชั่วขณะ
เมื่อได้สติกลับมา นางก็โบกมือสั่งให้บ่าวจับตัวคนต่อ
เจียงซื่อที่อยู่ข้าง ๆ แทบจะร้องไห้ หากเขาปล่อยรถม้าก็กลัวว่า
ม้าจะวิ่งหนีไปพร้อมกับของ แต่ก็ไม่อาจเข้าไปช่วยคุณหนูคุณชาย
ได้เพราะต้องจับบังเหียนม้าเอาไว้
ขณะที่ทั้งสามคนกำลังจะถูกบ่าวทั้งสี่ของตระกูลเจียงจับตัว
จูซือหวนก็วิ่งออกมาจากหอเหวินชาง พอเห็นภาพนี้ เขาก็รู้สึก
งงงวยไปชั่วครู่ อารมณ์มากมายเกิดขึ้นมาในใจเขา
ด้วยการช่วยเหลือของสวี่โม่ เขาได้สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองไปบ้าง
แล้ว ต่อไปแม้ไม่มีสวี่โม่ก็สามารถรักษาสถานะของตัวเองเอาไว้ได้
แต่สวี่โม่ก็มีความสำคัญต่อเขามาก บางทีอาจช่วยให้เขาได้อยู่
กับหญิงสาวที่เขารัก นี่ถือเป็นบุญคุณอันใหญ่หลวง
แต่การช่วยสวี่โม่เท่ากับยอมรับความสัมพันธ์ของทั้งสองต่อหน้า
ผู้คน หากมีใครสงสัยว่าสวี่โม่ช่วยเขาหลอกลวงคนอื่น…
ความคิดสามอย่างนี้หมุนวนไปมาอยู่ในใจเขา
จูซือหวนหยุดชะงักเพียงครู่หนึ่ง แล้วพุ่งเข้าไปช่วยโดยไม่ลังเล
เตะบ่าวสองคนให้กระเด็นออกไป
เจียงซื่อที่อยู่ข้าง ๆ ก็โยนบังเหียนม้าทิ้ง แล้วกระโจนเข้าไปยืน
ขวางหน้าเจียงเซิง
“ตระกูลเจียงนับเป็นอะไร! คิดว่าตัวเองสูงส่งเกินไปใช่หรือไม่ ถึง
ได้กล้ารังแกคนกลางถนนเช่นนี้!” จูซือหวนตะโกน “พวกเจ้ารังแก
เด็กสองคนเช่นนี้หรือ”
เขาเป็นดาวเด่นหน้าใหม่ของหอเหวินชาง เมื่อออกมาจากที่นั่น
ก็มีคนสนใจไม่น้อย พอเขาเอ่ยปากขึ้นมา ก็ดึงดูดบรรดาปัญญาชน
ของหอเหวินชางทั้งหมด
สาวใช้และบ่าวของตระกูลเจียงต่างชะงักไป ถึงกับลืมแก้ตัวให้
ตนเอง
“ตระกูลเจียงมีอำนาจก็รังแกคนได้แบบนี้หรือ” ปากของจูซือห
วนพูดรัวไม่หยุด “อยู่ต่อหน้าประตูหอเหวินชาง พวกเจ้ายังกล้าจับตัว
เด็กเช่นนี้ ลับหลังหอเหวินชางคงฆ่าคนวางเพลิงไปแล้ว ที่แท้นี่ก็คือ
ตระกูลเจียง ช่างน่ากลัวจริง ๆ ต่อไปพวกเราคงต้องหลบเลี่ยงคน
ตระกูลเจียงแล้ว”
ปัญญาชนพูดเสียงดัง
แม้จะไม่มีที่พึ่งพา แต่ความทะเยอทะยานอันแรงกล้าได้ ก่อนหน้า
นี้พวกเขาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของราชวงศ์ต้าอวี๋ หลังจากนี้ราชวงศ์
ต้าอวี๋จะเป็นของพวกเขา เมื่อความโกรธแค้นในใจถูกเปลี่ยนเป็น
พลัง กระทั่งต่อหน้าฮ่องเต้ก็ยังกล้าทัดทาน แล้วจะไปกลัวเกรงตระกูล
เจียงที่ไม่สลักสำคัญได้อย่างไร
ทันใดนั้น เหล่าบัณฑิตมากมายก็ชี้หน้าด่าทอตระกูลเจียง เพราะ
มีคนมากและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็มีมากมาย ตระกูลเจียงย่อมไม่
อาจจัดการคนของหอเหวินชางให้หมดสิ้นได้
สาวใช้หน้าซีดเผือดและอับอาย บ่าวรับใช้ก็หวาดกลัวเช่นกัน
คนในรถม้ายิ่งนั่งไม่ติด อารมณ์เริ่มปั่นป่วน
ผ่านไปครู่ใหญ่ บรรดาบัณฑิตจึงหยุดพูด
สาวใช้เอ่ยอย่างกลัวเกรง “พวกข้า…พวกข้าเพียงต้องการให้
พวกเขาขอโทษเท่านั้น แล้วก็จะปล่อยตัวไป แต่พวกเขากลับเป็น
ฝ่ายไม่ยอม ทั้งยังดื้อดึงอีก”
จูซือหวนชะงัก เหล่าบัณฑิตก็ชะงัก
จ่างเยี่ยนเบิกตากว้าง รู้แล้วว่าตระกูลเจียงกำลังจะพลิกดำเป็น
ขาว
เขาเตรียมจะโต้แย้ง
แต่เจียงเซิงน้อยที่ถูกปกป้องอยู่ด้านหลังสุดโผล่หน้าออกมา นาง
พูดอย่างโกรธเคืองว่า “เห็น ๆ กันอยู่ว่ารถม้าของพวกท่านต่างหากที่
ชนรถม้าของพวกข้า ถ้าพวกท่านไม่ยอมขอโทษก็แล้วไปเถอะ แต่
กลับจะให้พวกข้าเป็นฝ่ายขอโทษอีก”
“พอพี่ห้าของข้าไม่ยอมขอโทษ พวกท่านก็จะจับคนโดยพลการ
ตอนนี้กลับมาพูดว่าเป็นความผิดของพวกข้าอีก ต่อหน้าพี่ชาย
บัณฑิตมากมายเช่นนี้ พวกท่านยังจะโกหกไปถึงเมื่อไหร่”
คำพูดของเด็กน้อยชัดถ้อยชัดคำ เสียงหวานใสดังกังวาน ทุก
ประโยคล้วนถามจี้ถูกจุด
ประโยคที่ว่า “พี่ชายบัณฑิต” นั้นยิ่งทำให้บรรดาบัณฑิตหลาย
คนยืดอก และมุ่งมั่นจะปกป้องน้องสาวตัวน้อยมากขึ้น
สาวใช้หมดคำจะพูด ถอยหลังไปด้วยความสั่นเทา สายตาจับ
จ้องไปทางรถม้าเป็นระยะ เห็นได้ชัดว่ากำลังรอให้นายของตนออกมา
ผู้ที่อยู่ในรถม้ายิ่งลังเลมากขึ้น นิ้วมือแตะบนม่านรถ หลายครั้งที่
คิดจะเปิดออก แต่ก็รีบชักมือกลับโดยเร็ว
ในสถานการณ์เช่นนี้ การไม่ออกไปเผชิญหน้าคือทางเลือกที่ดี
ที่สุด
แต่หากนางไม่ออกไป แล้วใครจะออกไปอีก
ในช่วงเวลานั้น คุณชายใหญ่ตระกูลเจียงเจียงเฉิงเยวี่ยนก็มาถึง
เขามองรถม้าของน้องสาวเจียงเฉิงฮวนด้วยความสงสัย แล้วมองไป
ทางพี่น้องสามคนท่ามกลางฝูงชน แล้วจู่ ๆ ดวงตาของเขาก็เปล่ง
ประกายขึ้นมา
“ขิงน้อย เป็นเจ้าใช่หรือไม่”