พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 197 คุณชายเจียงไกล่เกลี่ย
คำทักทายที่มาอย่างกะทันหัน ทำให้เจียงเซิงชะงักไปชั่วขณะ
นางเกาศีรษะ แล้วจึงนึกขึ้นได้ว่าพี่ชายปากร้ายคนนี้ แท้จริงแล้ว
คือคุณชายน้อยแห่งเรือนโยวหราน และเป็นคุณชายจากตระกูลที่
ร ่ารวย
ด้วยความเคารพต่อเงินทอง เจียงเซิงจึงตอบไปอย่างสุภาพว่า
“ข้าเองเจ้าค่ะ คุณชายเจียง”
“เป็นเจ้าจริง ๆ ด้วย พวกเจ้ามาเมืองหลวงได้อย่างไร คราวก่อน
ข้าเห็นเนื้อรมควันพวกนั้นก็รู้สึกแปลกใจอยู่เชียว ที่แท้ข้าก็ไม่ได้จำ
ผิด” เจียงเฉิงเยวี่ยนยิ้มกว้าง
แม้เจียงเซิงจะไม่สนิทสนมกับเขามากนัก แต่เมื่อเห็นใบหน้ากลม
ๆ ของเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ เขาก็รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก คงเป็น
เพราะที่บ้านเขาก็มีน้องสาววัยไล่เลี่ยกับนางเช่นกัน
“พี่ชายของข้าต้องเข้าสอบเจ้าค่ะ” เจียงเซิงตอบสั้น ๆ
เจียงเฉิงเยวี่ยนยังคงกระตือรือร้น อยากจะคุยกับนางอีกสักสอง
สามประโยค
คนในรถม้าทนนั่งต่อไม่ไหวแล้ว จึงเปิดม่านออกครึ่งหนึ่ง แล้ว
เรียกอย่างออดอ้อนว่า “พี่ชาย!”
เจียงเฉิงเยวี่ยนนึกขึ้นได้ว่าน้องสาวของตนอยู่ในรถม้า เขารีบ
หันกลับไปพลางพูดเสียงอ่อนโยนว่า “ฮวนฮวนก็อยู่ด้วย ไม่ใช่บอก
ว่าเจ้าจะมาให้กำลังใจพี่ชายหรอกหรือ ทำไมถึงมาหยุดอยู่ตรงนี้เล่า”
เจียงเฉิงฮวนเม้มริมฝีปากไม่พูดอะไร
สาวใช้ที่อยู่ข้าง ๆ ราวกับพบที่พึ่ง เริ่มพูดจาพร ่าเพรื่อ จากนั้นก็
ส่งสายตาแข็งกร้าวไปทางพวกเจียงเซิง
“พี่ชาย เฉิงฮวนไม่ได้ก่อเรื่องนะเจ้าคะ เพียงแต่ไม่อยากทำให้
การมาให้กำลังใจพี่ชายต้องล่าช้า” เด็กหญิงในรถม้าสะอื้น “แต่ไม่
คิดว่ามันจะช้าไปเสียแล้ว”
หัวใจของเจียงเฉิงเยวี่ยนแทบจะแตกสลาย
น ้าเสียงของเขาอ่อนโยนยิ่งขึ้น พลางปลอบประโลมว่า “ฮวน
ฮวน อย่ากลัวเลย พี่ชายอยู่ตรงนี้แล้ว”
จากนั้นเขาก็ยืดตัวตรง แสดงความสง่างามและหยิ่งทะนงอันเป็น
เอกลักษณ์ของคุณชายตระกูลใหญ่ เอ่ยเสียงเย็นว่า “ใครกันที่ทำ
ร้ายน้องสาวของข้าเจียงเฉิงเยวี่ยน! ใครกันที่กล้ามาอาละวาดหน้า
หอเหวินชาง!”
สาวใช้ชี้ไปทางพี่น้องเจียงเซิงทั้งสามคน
บรรยากาศรอบตัวเจียงเฉิงเยวี่ยนหยุดชะงักไป เกือบจะควบคุม
ตัวเองไม่อยู่
ช่างบังเอิญเหลือเกินที่คนสองกลุ่มนี้มาปะทะกัน
ฝ่ายหนึ่งเป็นน้องสาวที่เขาทะนุถนอมมาตั้งแต่เด็ก อีกฝ่ายคือ
เด็กหญิงขิงน้อยหน้ากลม คนทั่วไปต่างก็รู้ดีว่าในสถานการณ์แบบนี้
ควรจะเข้าข้างฝ่ายไหน แต่ความคิดแรกในใจของเจียงเฉิงเยวี่ยน
กลับเป็น การเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย
เขากระแอมเบา ๆ สองครั้ง แล้วเอ่ยตักเตือนว่า “ฮวนฮวน หน้า
ประตูหอเหวินชางมีผู้คนพลุกพล่าน การชนกันบ้างนับเป็นเรื่องปกติ
เจ้าอย่าโกรธไปเลย พวกเราตระกูลเจียงเป็นผู้ที่มีความอดทนอดกลั้น
มาตั้งแต่ไหนแต่ไร แล้วจะไปถือสาเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ทำไมกัน”
คนในรถม้านิ่งเงียบ ไม่มีใครพูดอะไร
เจียงเฉิงเยวี่ยนหันไปมองเจียงเซิงแล้วกล่าวต่อ “หากฮวนฮวน
ทำอะไรผิดไป ข้าในฐานะพี่ชายก็ต้องขออภัยแทนนางด้วย พวกเรา
ทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก ทำเรื่องเล็กให้เป็นไม่มีเรื่อง ต่างฝ่ายต่าง
ไม่ถือโทษต่อกัน ดีหรือไม่”
เจียงเซิงกะพริบตาปริบ ๆ
ทว่าพี่ใหญ่กับพี่ห้ายังคงโกรธอยู่ เห็นได้ชัดว่าไม่อยากจะปล่อย
เรื่องนี้ไป แต่พี่รองยังต้องทำการค้ากับเรือนโยวหราน อีกอย่าง
คุณชายเจียงก็ไม่ได้ทำอะไรผิด เพียงแค่มีใจจะปกป้องน้องสาว ก็
สมควรได้รับความเข้าใจแล้ว
นางค่อย ๆ ดึงแขนเสื้อของพี่ใหญ่ แต่กลับไม่มีปฏิกิริยา
ตอบสนองอะไรเลย
จากนั้นเด็กน้อยก็หันไปสะกิดแขนพี่ห้า เขาก็ยังไม่มีปฏิกิริยา
เช่นกัน
พี่ชายทั้งสองคนในบ้านล้วนเป็นคนดี แต่แค่อารมณ์ร้อนไป
หน่อยเท่านั้น โชคดีที่พี่สามไม่ได้อยู่ที่นี่ ไม่เช่นนั้นคงต้องกระโจน
เข้าไปต่อยคนแล้วแน่
เจียงเซิงไม่มีทางเลือก จึงต้องคว้าแขนของพี่ชายทั้งสอง พลาง
พูดอย่างออดอ้อนว่า “พี่ใหญ่ พี่ห้า เจียงเซิงหิวแล้ว ข้าอยากกิน
อาหารที่ป้าจางทำให้มาก ๆ”
สวี่โม่ก้มหน้าลง ในใจของเขาถูกปกคลุมไปด้วยความเศร้า
หมอง
เจียงเฉิงเยวี่ยนยังคงสามารถโกรธแทนน้องสาวได้ ตวาดเสียงดัง
ว่าจะเอาเรื่องได้
แต่เขาพี่ชายคนนี้กลับถูกบังคับให้ยอมรับการจับมือปรองดอง
ทั้งที่น้องชายน้องสาวถูกคนรังแก แต่กลับทำอะไรไม่ได้แม้แต่จะแก้
แค้นแทนพวกเขา ช่างน่าอับอายนัก
จ่างเยี่ยนมีสีหน้าซับซ้อนเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับสวี่โม่แล้ว เขามี
ความสับสนและดิ้นรนมากกว่าจะรู้สึกว่าตนเองนั้นไร้พลัง
เขามองไปทางวังหลวง จากนั้นก็หันหน้าหนีราวกับถูกไฟลวก
“พี่ชาย ๆ ๆ” เจียงเซิงตะโกนเสียงแหลม ตั้งใจใช้เสียงเล็ก ๆ นั้น
ร้องเรียกไม่หยุด “พวกเรากลับบ้านกันเถอะ ได้หรือไม่ ได้หรือไม่เจ้า
คะ”
บรรดาบัณฑิตที่อยู่ข้าง ๆ เกือบจะน ้าลายไหล ต่างอิจฉาที่นาง
ไม่ได้เรียกชื่อพวกเขา
แม้แต่จูซือหวนก็จ้องมองเจียงเซิงด้วย ดวงตาฉายแววครุ่นคิดไป
มา ราวกับกำลังประเมินว่าจะขโมยนางกลับบ้านไปได้หรือไม่
ในที่สุดสวี่โม่กับจ่างเยี่ยนก็รู้สึกถึงอันตราย จึงรีบจูงมือน้องสาว
เดินออกไป
เจียงเฉิงเยวี่ยนยังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เงาร่างของสามพี่
น้องก็ห่างไปไกลแล้ว เขาจึงได้แต่ถอนหายใจอย่างอาลัยอาวรณ์
แล้วหันกลับมามองน้องสาวที่อยู่บนรถม้า และกลับมามีท่าทางสงบ
อ่อนโยนอีกครั้ง
“พี่ชาย” เด็กหญิงในรถม้าเอ่ยเสียงค่อย “ไม่ใช่ว่าเฉิงฮวนไม่รู้
ความ เพียงแต่ท่านย่าไม่พอใจเรื่องสถานะของข้า ข้ากลัวเหลือเกิน
ว่าจะสูญเสียพี่ชายกับท่านพ่อท่านแม่ไป…”
นางพูดพลางเริ่มสะอื้นอีกครั้ง
หัวใจของเจียงเฉิงเยวี่ยนอ่อนยวบลงอีกหน เขาจึงเข้าไปนั่งใน
รถม้าด้วยกัน พยายามขบคิดหาวิธีปลอบใจน้องสาวสุด
ความสามารถ กระทั่งนางหยุดร้องไห้และยิ้มออกมา เขาจึงพานาง
กลับจวน
ในเวลาเดียวกันนั้น
เจียงเซิงเดินตามพี่ชายทั้งสองไปได้สองก้าว ก็เริ่มหมุนตัวอยู่กับ
ที่
ไม่ใช่ว่านางกลายเป็นลูกข่างไปแล้ว แต่กำลังมองหารถม้าของ
ตัวเอง รวมถึงสินค้าสองร้อยชั่งบนรถม้า ซึ่งของพวกนั้นเป็นเงิน
ทั้งนั้น
เจียงซื่อก็กำลังมองหาเช่นกัน เขาผิวปากซ ้า ๆ พยายามเรียก
เจ้าม้าแก่กลับมา
แต่กลับไม่เห็นเงาของมันแม้แต่น้อย
หรือว่าเงินสามร้อยตำลึงจะหายไปทั้งอย่างนี้?
ไม่ใช่เพียงเจียงเซิงเท่านั้นที่เศร้าใจ แม้แต่สวี่โม่และจ่างเยี่ยนต่าง
ก็ยังรู้สึกปวดใจ พวกเขาผ่านวันเวลาอันยากลำบากมาได้ จึงรู้จัก
ถนอมเงินทุกเหรียญทุกตำลึง
ถนนที่หอเหวินชางตั้งอยู่ค่อนข้างคึกคัก ผู้คนสัญจรต่างไปมา
อย่างคับคั่ง แต่หากเป็นคนฉลาดเจ้าเล่ห์ ก็อาจจับจูงบังเหียนม้าหนี
ไปพร้อมกับรถม้าและสินค้าทั้งหมดได้ โดยที่ไม่มีใครคอยขัดขวาง
เจียงซื่อเสียใจมาก “ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเองที่ปล่อย
บังเหียนม้าไปขอรับ”
แต่ในสถานการณ์เมื่อครู่นี้ หากเขายังจับบังเหียนม้าไว้ก็คง
ปกป้องคุณหนูไม่ได้ หากจะปกป้องคุณหนูให้ได้ เขาก็ต้องสละ
บังเหียนม้า
ไม่ว่าจะพิจารณาด้วยเหตุผลหรืออารมณ์ สิ่งที่เจียงซื่อทำก็ไม่
ผิด ชีวิตคนย่อมสำคัญกว่าสินค้าเสมอ
สวี่โม่ตบบ่าเขาเบา ๆ พลางกล่าวเสียงเข้มว่า “เจ้าอย่ากังวลไป
เลย พวกเราจะต้องหามันเจอแน่”
โบราณว่าไว้ ม้าแก่ย่อมรู้ทางกลับบ้าน
พวกเขาไม่เคยเห็นม้าแก่กลับบ้าน แต่เคยเห็นลาแก่ทำเช่นนั้น
แม้ว่าเมื่อต้นปี เจ้าลาที่อยู่เคียงข้างพวกเขาพี่น้องและผ่าน
ช่วงเวลาอันยากลำบากมาด้วยกัน จะตายไปด้วยโรคตอนอยู่ในเขต
อันสุ่ยแล้ว แต่ภาพเจ้าลาแก่หาทางกลับบ้านได้ยังคงตราตรึงอยู่ใน
ความทรงจำของพวกเขาไม่มีวันลืม
“พี่ใหญ่หมายความว่า เจ้าม้าอาจจะไปที่เรือนโยวหราน หรือ
กลับไปที่เรือนของพวกเราเองหรือ?” ลูกข่างวิเศษหยุดหมุนตัว เสียง
เล็ก ๆ นั้นแฝงความสงสัยและประหลาดใจ
จ่างเยี่ยนที่อยู่ข้าง ๆ ไอสองครั้ง พยายามระงับจินตนาการที่เกิน
จริงของตน
“ไปดูเรือนโยวหรานที่อยู่ใกล้กว่าก่อนเถอะ” สวี่โม่กล่าวอย่าง
สงบนิ่ง
สามพี่น้องรวมทั้งเจียงซื่อต่างออกเดินทางไปพร้อมกัน ตั้งใจว่า
หากไม่พบเจ้าม้าที่เรือนโยวหราน ก็จะรีบกลับไปหาต่อที่เรือน
โชคดีที่พวกเขาเห็นรถม้าคุ้นตากับคนงานที่กำลังขนสินค้าอยู่
หน้าประตูร้านเรือนโยวหราน
เมื่อเห็นเจียงเซิง เสี่ยวเอ้อร์ก็พูดติดตลกว่า “วันนี้มีแต่ของมาส่ง
ข้าเกือบจะสงสัยแล้วเชียวว่าคนส่งของเกิดเรื่องอะไรหรือไม่”
ความจริงแล้วก็เกิดเรื่องขึ้นจริง ๆ เพียงแต่ภายหลังได้รับการ
แก้ไขแล้ว
เจียงเซิงแลบลิ้น ก่อนจะเข้าไปดูการชั่งน ้าหนักสินค้าและคิดเงิน
ส่วนสวี่โม่ไม่ได้เข้าไปข้างใน
เด็กหนุ่มรูปงามยืนประสานมือไว้ด้านหลัง เงยหน้ามอง
ร้านอาหารอันโอ่อ่า แล้วกวาดตามองท้องถนนที่ประดับประดาอย่าง
วิจิตร ก่อนจะสำรวจผู้คนในชุดเรียบหรูที่เดินผ่านไปมาทีละคน
เงินทองและอำนาจ ช่องว่างแห่งความปรารถนานั้นยากจะเติม
เต็ม เพราะความต้องการที่มากเกินไป
ส่วนเขา เขาต้องการปกป้องน้องชายน้องสาว ต้องการเป็นที่พึ่ง
ของครอบครัว ต้องการให้ศัตรูมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย และต้องการให้คน
ตระกูลใหญ่ต้องเกรงกลัวเขา
มันจะยากเย็นสักเพียงใด?
สวี่โม่ไม่รู้
กระทั่งรู้สึกได้ถึงฝีเท้าที่เดินช้า ๆ อยู่ด้านหลัง เขาก็ถอนหายใจ
แผ่วเบา แล้วดึงความคิดกลับมา “เมื่อครู่ที่หน้าประตูหอเหวินชาง เจ้า
แสดงน ้าใจอย่างกล้าหาญเช่นนั้น ไม่กลัวหรือว่าตระกูลเจียงจะมาหา
เรื่องกับตระกูลจู”