พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 199 พี่รองถูกกระตุ้น
พุทราแดงกับเกาลัดคุณภาพดีที่สุดในเหอหนานทั้งหมด หล่อ
เลี้ยงผู้คนในท้องที่ให้อยู่ดีกินดี หลังจากพวกมันถูกขนส่งมายังเมือง
หลวงด้วยความยากลำบาก กลับถูกเรียกว่าของสกปรก
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกงุนงงไปชั่วขณะ
จนกระทั่งเจียงเซิงดึงข้อมือของเขา และมองมาด้วยสายตาเป็น
กังวล เขาถึงได้ดึงสติกลับมา
เขารู้อยู่แล้วว่าคนในเมืองหลวงหยิ่งยโส สังเกตได้ตั้งแต่ตอนที่
หาเช่าบ้าน ตอนที่ขายหมูรมควันก็สัมผัสได้อีกครั้ง เจิ้งหรูเชียนคิด
ว่าหลังจากทำข้อตกลงกันแล้ว จะสามารถพูดคุยกันได้อย่างเท่า
เทียม แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะไม่เห็นคุณค่าพวกเขาเลย
หากเป็นเมื่อก่อน เจิ้งหรูเชียนวัยสิบขวบคงจะอ้อนวอนอย่างต ่า
ต้อย คงจะยิ้มแย้มเดินเข้าไปประจบ คงจะหาทางขายมันให้กับเรือน
โยวหรานด้วยทุกวิถีทาง
แต่เจิ้งหรูเชียนวัยสิบสามกลับรู้สึกโกรธเป็นอันดับแรก เขาจับ
มือน้องสาวแล้วตัดสินใจจากไปอย่างเด็ดขาด
เถ้าแก่ใหญ่ของร้านเรือนโยวหรานรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เสี่ยวเอ้อร์ที่อยู่ข้าง ๆ ก็พูดด้วยความเสียดาย “พุทราแดงลูกใหญ่
แถมยังกลมมาก ของดีจริง ๆ …”
แล้วมีอะไรที่เมืองหลวงไม่มีกัน?
พุทราของเจิ่งซินดี พุทราจากเหยียนชวนก็ไม่เลว ส่วนเกาลัด
และผลซานจาในเมืองหลวงก็ไม่ได้ขาดแคลนเลย มีแต่คนต่างถิ่น
เท่านั้นที่เอาของสกปรกไม่มีค่าอะไรว่าถือเป็นสมบัติ
เถ้าแก่ใหญ่แค่นเสียงหัวเราะดังชัดอยู่ด้านหลัง ราวกับกำลังเยาะ
เย้ยการไม่รู้จักประมาณตนของพวกเขา
เจิ้งหรูเชียนกำมือแน่น เดินเข้าไปตรง ๆ และเดินออกมาตรง ๆ
เกาต้าวั่นนำรถม้าที่บรรทุกสินค้าเต็มคันรออยู่หน้าประตู เมื่อ
เห็นพวกเขาออกมา แววตาก็ส่องประกายขึ้น กำลังจะเดินเข้าไปหา
แต่เจียงเซิงกลับส่ายหน้าบอก
คำพูดทั้งหมดติดอยู่ในลำคอทันที
เจิ้งหรูเชียนนั่งบนรถม้า พูดอย่างใจเย็น “ไปเถอะ กลับบ้านกัน”
เกาต้าวั่นอยู่ด้านหน้า สองพี่น้องนั่งอยู่ด้านหลัง
รถม้าวิ่งไปอย่างราบรื่น ในที่สุดเจียงเซิงก็ทนไม่ไหว ดึงแขนเสื้อ
ของพี่ชายเบา ๆ แล้วปลอบเขาอย่างระมัดระวัง “พี่รองอย่าเสียใจไป
เลยนะ เป็นเพราะคนในเมืองหลวงไม่รู้จักของดี ถ้าเอาของพวกนี้ไป
ส่งที่เขตอันสุ่ย เถ้าแก่ฮ่าวคงดีใจมากแน่”
เจิ้งหรูเชียนหัวเราะ ยกมือลูบผมของน้องสาวเบา ๆ “อย่ากังวล
ไปเลย ข้าไม่ได้เสียใจหรอก”
เขาเพียงเข้าใจบางสิ่งได้ เรือนโยวหรานอาจเป็นช่องทางการค้า
ของเขา แต่ไม่ควรเป็นช่องทางการค้าอย่างเดียวของเขา
พอคิดอย่างละเอียดแล้ว
จากอำเภอเซี่ยหยางไปถึงเขตอันสุ่ยและมายังเมืองหลวง การที่
เจิ้งหรูเชียนขนส่งสินค้าเกือบทั้งหมดให้กับเรือนโยวหราน ก็เป็น
เพราะตนเองเคยชินกับการจัดหาสินค้าให้พวกเขา
เขาเพียงทำการขายฝากผักกาดหิมะกับถั่วฝักยาวแห้งที่ร้านแห่ง
หนึ่งในอำเภออวิ๋นสุ่ย เพราะกำไรที่ต ่ามันจึงถูกมองข้าม
ต้องขอบคุณเถ้าแก่ใหญ่ที่ทำให้เจิ้งหรูเชียนเริ่มคิดถึงการ
ร่วมมือกับร้านอื่น ๆ กระทั่งคิดว่าเขาจะควรเปิดร้านขายเป็นของ
ตัวเองด้วยหรือไม่
ไม่นานรถม้าก็หยุดที่หน้าเรือน
สองพี่น้องจูงมือกันเดินเข้าไปในเรือนเล็ก พี่ใหญ่ยังไม่กลับ
จากกั๋วจื่อเจี้ยน มีเพียงเวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนที่ออกมาต้อนรับ
ตามมาด้วยป้าจางที่ถือจานขนมอยู่ในมือ
“พวกท่านกลับมาแล้วหรือ” ดวงตาของจ่างเยี่ยนเป็นประกาย
“ท่านป้าเพิ่งทำขนมพุทราเสร็จ มาได้จังหวะพอดี พวกท่านอยากลอง
ชิมดูหรือไม่”
พูดจบ เขาก็รับจานมาอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วส่งให้พี่ชายกับ
น้องสาว
ป้าจางยิ้มมองโดยไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ
แต่เวินจืออวิ่นกลับเอียงคอด้วยความแปลกใจ รู้สึกว่ามีบางอย่าง
ไม่ถูกต้อง ทว่ากลับอธิบายไม่ถูก
เจียงเซิงเช็ดมือน้อย ๆ ให้สะอาดแล้วคว้าขนมยัดเข้าปากทันที
เจิ้งหรูเชียนจ้องมองเศษขนมในจานอย่างงุนงง “นี่คือ…”
“นี่คือขนมจากเขตตันหยาง พี่สาวคนหนึ่งในโรงผลิตมีบ้านเกิด
อยู่ที่ตันหยาง นางเคยเล่าให้ข้าฟังว่า ต้องใช้แป้งข้าวเหนียวผสมกับ
เนื้อพุทราบดละเอียดแล้วนึ่งออกมา พวกเจ้าเองก็ขนพุทราใหญ่ที่สด
ใหม่มาเมื่อวานพอดี ข้าจึงลองทำดู” จางเซียงเหลียนยิ้มน้อย ๆ
แป้งในท้องตลาดมีหลายชนิด
ธัญพืชที่มีคุณภาพหยาบจะราคาถูกที่สุด และเป็นสิ่งที่คนทั่วไป
กินมากที่สุด
ส่วนธัญพืชที่มีคุณภาพดีจะราคาแพง หากไม่ใช่คนที่มีเงินมาก
พอก็ไม่กล้าซื้อ พวกเขาพี่น้องก็ได้กินเพียงครั้งเดียวตอนที่ย้ายไป
เช่าบ้านในอำเภอเซี่ยหยาง
ส่วนแป้งข้าวเหนียวยิ่งมีราคาแพงกว่า เพราะสามารถใช้ตกแต่ง
ขนมเทียนให้สวยงาม ราคาที่แพงที่สุดเคยขายถึงร้อยเหวินต่อหนึ่ง
ชั่ง
ขนมที่เจียงเซิงเพิ่งกลืนลงไปสองคำ มีขนาดเท่ากำปั้น แต่ต้นทุน
กลับเกินสามสิบเหวินแล้ว
ถ้าอยู่ในเขตอันสุ่ย ของแบบนี้คงมีแค่คนตระกูลใหญ่ ๆ เท่านั้น
ถึงจะกินได้ แม้แต่เศรษฐีมีเงินก็กล้าซื้อกินแค่ช่วงเทศกาลเท่านั้น
แต่ที่นี่คือเมืองหลวง
เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความมั่งคั่ง เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยอำนาจ
และอิทธิพล เป็นที่ที่ลูกหลานคนรวยเดินกันจนเกลื่อน เป็นเมืองที่เงิน
สิบตำลึงเงินทำได้แค่ดื่มชาหนึ่งกา
แล้วขนมราคาแค่ไม่กี่สิบเหวินจะนับเป็นอะไรได้!
เจิ้งหรูเชียนดวงตาเปล่งประกาย เขาหยิบขนมชิ้นหนึ่งใส่เข้าปาก
สัมผัสถึงความนุ่มเหนียวของแป้งข้าวเหนียวและกลิ่นหอมของไส้
พุทรา อดไม่ได้ที่จะยิ้มจนตาหยี
จู่ ๆ ก็มีเสียงโวยวายของเจียงเซิงดังมาจากด้านข้าง “พี่รอง ท่าน
ยังไม่ได้ล้างมือ ท่านป้าสอนพวกเราให้รักความสะอาด ถ้ากินของ
โดยไม่ล้างมือ จะมีหนอนออกมาตอนท่านขับถ่ายนะ”
เจิ้งหรูเชียน “…”
ไม่รู้ว่าเวินจืออวิ่นยกอ่างน ้าและจ่างเยี่ยนหยิบผ้าเช็ดมือมาตั้งแต่
เมื่อไหร่
พี่รองจำต้องล้างมือให้สะอาด ส่วนน้องสาวเปลี่ยนจากเด็กซนไม่
อยู่นิ่งเป็นเด็กผู้หญิงที่สงบเสงี่ยมน่ารัก
สองพี่น้องลิ้มรสขนมพุทราอย่างเอร็ดอร่อย
แม้แต่เวินจืออวิ่นที่เพิ่งกินอิ่มไปก็ยังกลืนน ้าลาย
ป้าจางชอบภาพเช่นนี้ พอเห็นจานว่างเปล่าแล้ว นางจึงรีบหัน
หลังกลับไป “ยังมีอีกนะ ยังมีอีก ในหม้อยังมีอีกมาก พวกเจ้ากินกัน
ให้เต็มที่เลย”
เมื่อกินกันจนเกือบอิ่มแล้ว
เจิ้งหรูเชียนถูนิ้วมือที่เหนียวเหนอะและถามอย่างจริงจัง “ก่อน
หน้านี้ข้าได้ยินเจียงเซิงพูดว่า ท่านป้าอยากเปิดร้านของตนเองหรือ
ขอรับ”
จางเซียงเหลียนพลันชะงัก ผ่านไปครู่ใหญ่จึงพยักหน้า “ใช่แล้ว
แต่ใช้เงินมากเกินไป”
เงินที่นางหาได้ในช่วงหลายปีนี้ล้วนมาจากงานที่โรงผลิต นางไม่
จำเป็นต้องทำงานเหมือนคนงาน เพียงแค่รับผิดชอบตรวจสอบสินค้า
ก็พอ ส่วนเวลาที่เหลือก็ทำอาหารให้พวกเด็ก ๆ
เจียงเซิงเคยจะเพิ่มค่าจ้างให้นาง แต่จางเซียงเหลียนคิดว่างานที่
โรงผลิตนั้นสบายเกินไป อาหารที่ทำให้เด็ก ๆ กินตนเองก็ได้กินด้วย
จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องขอค่าจ้างเพิ่ม นางจึงปฏิเสธไป
แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ค่าจ้างวันละสามสี่สิบเหวิน ในหนึ่งปีก็เก็บได้
เพียงสิบตำลึง หากเก็บสะสมไปจนครึ่งชีวิตก็พอจะเช่าร้านในเมือง
หลวงได้เพียงหนึ่งปีเท่านั้น
ยังมีค่าแรงงาน ค่าวัสดุ และเงินทุนอีก แล้วเงินจะมาจากที่ใดเล่า
จางเซียงเหลียนจึงค่อย ๆ เก็บความคิดนี้ไว้ในใจ และถือว่ามัน
เป็นแรงบันดาลใจในชีวิต
“มันอาจยกไปสักหน่อยสำหรับท่านป้าที่จะเปิดร้านเป็นของ
ตนเอง” เจิ้งหรูเชียนแนะนำอย่างจริงใจ “หากต้องการทำการค้าที่นี่
ตั้งแผงขายของจะเหมาะกว่า”
แต่เมืองหลวงมีกฎระเบียบเข้มงวด นอกจากช่วงเทศกาลที่มีการ
เฉลิมฉลองทุกแห่งแล้ว การตั้งแผงลอยขายของย่อมถูกเจ้าหน้าที่
ทางการไล่ออกไป หากทำผิดบ่อยครั้งก็อาจถูกจับขังคุก
จางเซียงเหลียนก็เข้าใจดี นางจึงยิ้มอย่างเสียดาย
“แต่ข้าเตรียมจะเปิดร้านขึ้นสักแห่ง หากท่านป้าสนใจก็สามารถ
มาร่วมมือกับข้าได้” เจิ้งหรูเชียนเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน “ข้าลงทุน
ท่านป้าลงแรง พวกเราปักหลักทำมาหากินในเมืองหลวงด้วยกันได้”
จางเซียงเหลียนชะงักไป เจียงเซิงตื่นตะลึง เวินจืออวิ่นมีสีหน้า
ซับซ้อน ส่วนจ่างเยี่ยนตกใจแกมยินดี
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่พี่ชายคนรองผู้ขี้ขลาด กระทั่งไปขายเห็ดก็
ต้องให้น้องสาวคอยอยู่เป็นเพื่อน ถึงได้มีความกล้าคิดจะเปิดร้านเป็น
ของตัวเอง ทั้งยังวางแผนจะครอบครองพื้นที่ทำมาหากินในเมืองหลวง
ด้วย