พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 200 ความรักฉันพี่น้อง (โดยไม่มีน้องสาว)
การเติบโตเป็นสิ่งที่เงียบและไร้เสียงที่สุด
เมื่อวานมันอาจเป็นเมล็ดพันธุ์ แต่วันนี้ก็งอกเงยขึ้นมาจากดิน
เมื่อวานมันอาจอยู่อย่างสงบในมุมหนึ่ง แต่วันนี้ก็อยากจะขยาย
ดินแดน
หากพิจารณาถึงสาเหตุ มันคือความไม่พอใจที่วนเวียนอยู่ในใจ
คือความเชื่อในการเข้มแข็งขึ้นที่กระจายไปทั่วเส้นเลือด คือความ
ปรารถนาในความแข็งแกร่ง คือความหวังที่จะร ่ารวย
การจัดหาสินค้าให้กับเรือนโยวหรานได้อย่างราบรื่น ช่วยเพิ่ม
ความทะเยอทะยานในการทำการค้าของเจิ้งหรูเชียน แต่กลับขจัด
ความเป็นไปได้ในการพัฒนาตนเองอย่างอิสระ
ตอนนี้เมื่อเผชิญกับความล้มเหลว เด็กหนุ่มก็ตระหนักได้ในที่สุด
การพึ่งพาผู้อื่นอาจหาเงินได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว สุดท้ายแล้ว
เขาก็ต้องแข็งแกร่งด้วยตนเอง สามารถผลิตสินค้าและขายมันได้ด้วย
ตนเอง
เหมือนกับหมูรมควันของโรงผลิต ในระยะสั้นมันอาจไม่มีสิ่งใด
มาทดแทนได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปนาน ย่อมมีคนคิดค้นสูตรที่
เหมาะสม ด้วยความหยิ่งผยองของเรือนโยวหรานในเมืองหลวง พวก
เขาคงจะพร้อมยุติข้อตกลงได้ทุกเมื่อ
เหมือนกับพุทราแดงจากเจิ่งซิน เรือนโยวหรานไม่สนใจ
โรงเตี๊ยมอื่น ๆ ก็อาจไม่สนใจมันเช่นกัน
แต่ตราบใดที่ขนมพุทราได้รับการเผยแพร่มากพอ มีจุดขายที่
น่าสนใจมากพอ มันก็อาจจะกลายเป็นที่นิยมในเมืองหลวง
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เจิ้งหรูเชียนต้องการจะขาย ไม่ได้มีเพียงแค่
ขนมพุทราเท่านั้น
“หากท่านป้าทบทวนดีแล้ว สามารถมาหาข้าได้” เจิ้งหรูเชียนก
ล่าวพลางลุกขึ้นยืน “ข้าต้องไปหาทำเลที่ตั้งร้านที่ดีก่อน”
น้องชายและน้องสาวที่อยู่ข้าง ๆ ต่างเบิกตากว้างอีกครั้ง
พวกเขาทุกคนเข้าใจความหมายของพี่รองแล้ว ไม่ว่าป้าจางจะ
ร่วมมือด้วยหรือไม่ เขาก็จะต้องเปิดร้านของตัวเองอย่างแน่นอน
เจียงเซิงรู้สึกตกใจมาก พี่รองที่เคยเป็นเด็กขี้แยกลับแข็งแกร่ง
ขึ้นถึงเพียงนี้
นางในฐานะน้องสาว แม้จะไม่ฉลาดหรือเก่งกาจมากพอ แต่มีสิ่ง
หนึ่งที่นางทำได้แน่นอน
เด็กหญิงลุกขึ้น ชูถุงเงินในมือแล้วร้องเสียงดัง “พี่รอง เจียงเซิงจะ
สนับสนุนท่านตลอดไป!”
เจิ้งหรูเชียนหันกลับมาเผยรอยยิ้มเจิดจ้า
หลังจากที่เขาออกไป เจียงเซิงก็เริ่มคิดคำนวณบัญชี
เงินหกร้อยตำลึงที่มีอยู่ในบ้านเดิมถูกนำไปเปิดโรงผลิต หมู
รมควันรอบแรกขายได้สามร้อยตำลึง เดือนเก้าและเดือนสิบมีรายได้
เข้ามาเดือนละสามร้อยตำลึง จ่ายค่าแรงคนงาน ซื้อวัตถุดิบ รวมถึง
ค่าอาหารและอื่น ๆ ไปอีกหนึ่งร้อยตำลึง
ตอนนี้เจียงเซิงมีเงินเหลือแค่แปดร้อยตำลึง
ในเขตอันสุ่ยคงถือว่าเป็นเงินทองที่มากพอสมควรแล้ว แต่มันยัง
ไม่เพียงพอสำหรับจัดเลี้ยงอาหารหนึ่งมื้อของคนตระกูลใหญ่ในเมือง
หลวง
สวี่โม่กลับมาจากกั๋วจื่อเจี้ยนในตอนเย็น เมื่อได้ฟังความต้องการ
ของน้องชายคนรอง ดวงตาของเขาก็พลันเปล่งประกาย “เจ้ารองมี
ความคิดอะไรก็ทำไปเถอะ หากเงินไม่พอ ข้าพี่ใหญ่ก็สามารถ
ช่วยเหลือได้บ้าง”
เวินจืออวิ่นเงยหน้ามองอย่างสงสัย
จ่างเยี่ยนเบิกตากว้าง
มีเพียงเจียงเซิงที่พูดออกมาตามตรง “พี่ใหญ่ไม่มีเงินติดตัวสัก
แดง กระทั่งช่วยคนอื่นเขียนกระดาษทุจริตก็ยังไม่ยอม แล้วท่านจะมี
เงินได้อย่างไร”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ บัณฑิตในกั๋วจื่อเจี้ยนก็ไม่ได้ซื่อสัตย์และ
ตรงไปตรงมาเสียหมด บางคนไม่ได้ขยันเล่าเรียน พอถึงเวลาสอบก็
พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจะทุจริตข้อสอบ
ในบรรดากลโกงทั้งหมด การพกกระดาษทุจริตเป็นที่นิยมมาก
ที่สุด มันคือการเขียนเนื้อหาสำคัญจากหนังสือ ใช้หนวดหนูจุ่มหมึก
และเขียนลงบนผืนผ้าเล็ก ๆ แล้วหาวิธีซ่อนเอาเข้าไปในสำนักสอบ
กระดาษทุจริตแบบนี้ใช้หนวดหนูแทนพู่กัน ตัวอักษรจึงเล็กเท่าที่
จะเล็กได้ และต้องเขียนให้เรียบร้อยด้วย ไม่เช่นนั้นหากเขียนลวก ๆ
ไป พอถึงเวลาสอบแต่กลับอ่านไม่ออก ก็จะแย่กว่าการไม่ได้พกมัน
มาเสียอีก
สวี่โม่มีลายมือที่ประณีตงดงามมาก มีชื่อเสียงเรื่องความเป็น
ระเบียบและชัดเจนมาโดยตลอด ตอนที่อยู่ในเขตอันสุ่ยก็มีผู้เข้าสอบ
คิดไม่ซื่ออยากจ้างวานเขาให้เขียนกระดาษทุจริตนี้
แต่ถึงค่าตอบแทนจะเพิ่มจากสิบตำลึงเป็นห้าสิบตำลึง สวี่โม่ก็
ยังคงไม่หวั่นไหว ส่ายหน้าปฏิเสธไปทุกราย
สุดท้ายผู้เข้าสอบเหล่านั้นก็โกรธจนด่าทอเสียงดัง แล้วจากไป
อย่างขุ่นเคือง
แม้กิริยาท่าทางอันสูงส่งของสวี่โม่จะทำให้ผู้คนชื่นชม แต่เมื่อ
เขาบอกว่าตนเองมีเงิน น้องชายน้องสาวกลับไม่มีใครเชื่อสักนิด
“ใครบอกว่าต้องเขียนกระดาษทุจริตเท่านั้นถึงจะมีเงิน” เด็กหนุ่ม
ผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ดั่งสายลมแสงจันทร์ยิ้มน้อย ๆ พลางยกมือขึ้นมาฝน
หมึก “ข้าไม่เคยทำในสิ่งที่ขัดต่อศีลธรรมและกฎหมายเลยนะ”
เจียงเซิงยังคงตกตะลึง หรือว่าจะเป็นการคัดลอกหนังสือ?
แต่พวกเขาเคยคัดลอกหนังสือเฉพาะตอนที่ลำบากที่สุดเท่านั้น
และก็เป็นหนังสือเล่มบาง ๆ คัดลอกหนึ่งเล่มก็ได้เงินแค่หนึ่งเหวิน ไม่
เพียงพอให้พวกเขาพี่น้องได้ใช้จ่าย
“หรือว่าพี่ใหญ่ถูกคนอื่นทำร้ายมา แล้วคนผู้นั้นจ่ายเงินชดเชย
ให้” เวินจืออวิ่นถามด้วยสีหน้าตกใจ มือทั้งสองลูบกล่องยาใบเล็ก
โดยไม่รู้ตัว
“หรืออาจจะมีสาวน้อยบ้านไหนหมายตาพี่ใหญ่ ตั้งใจจะรับพี่
ใหญ่เป็นเขยแต่งเข้า ถึงได้ให้เงินมาใช้จ่าย” จ่างเยี่ยนกล่าวจริงจัง
ทันทีที่เสียงพูดจบลง ก้อนกระดาษสองก้อนเปื้อนน ้าหมึกก็ลอย
มากระแทกใส่ศีรษะของสองพี่น้องพอดี
สวี่โม่ยิ้มจนใจ “พวกเจ้าคิดอะไรแปลก ๆ ทั้งวัน มันเป็นเงินที่ข้า
ยืมมา รอให้เจ้ารองหาเงินได้แล้วค่อยใช้คืนก็แล้วกัน”
แต่ก่อนเขาหมกมุ่นอยู่กับการเรียนจนไม่รู้จักเข้าหาคนอื่น พอ
มาถึงเมืองหลวงและเข้ากั๋วจื่อเจี้ยนจึงตระหนักได้ว่า การมีสหายที่มี
ฐานะและอำนาจนั้นสำคัญเพียงใด
ไม่ต้องพูดถึงจูซือหวน ทั้งฉีหวายและจ้าวหยวนต่างก็สามารถให้
เขาหยิบยืมเงินได้หลายร้อยตำลึง เพราะมันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
สำหรับพวกเขา
สวี่โม่ยังอยากจะพูดอะไรอีก
ทว่าทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงสูดจมูกของเจิ้งหรูเชียนดังมาจากด้าน
นอก “พี่ใหญ่ พวกเราไม่จำเป็นต้องยืมเงินหรอก”
พูดอีกนัยหนึ่งคือยืมเงินหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ
แต่เป็นเพราะทั้งพี่ใหญ่ไปจนถึงน้องสาว ทุกคนต่างสนับสนุนเขา
โดยไม่มีเงื่อนไข ทุกคนเชื่อว่าเขาทำได้ สามารถหาเงินและยืนหยัด
อยู่ในเมืองหลวงได้
แค่เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
“แปดร้อยตำลึงก็เพียงพอแล้ว” เจ้ารองเดินเข้ามาทีละก้าวอย่าง
มั่นคง “ท่านป้าตกลงกับข้าแล้ว ต่อไปข้าเป็นคนจัดหาวัตถุดิบ ท่าน
ป้าเป็นคนทำ พวกเราแค่เช่าหน้าร้านได้ก็พอ”
แต่บ่อยครั้งที่หน้าร้านมักจะมีราคาแพง
เรือนเล็กสองลานในเมืองหลวงต้องใช้เงินกว่าร้อยตำลึงต่อปี
หากเปลี่ยนเป็นเช่าร้านก็ต้องใช้เงินอย่างน้อยสองร้อยถึงสามร้อย
ตำลึง ในย่านที่คึกคักแม้ใช้เงินสามร้อยถึงห้าร้อยตำลึงก็ยังไม่พอ
หากจะตกแต่งร้านเพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้นไปอีก
โชคดีที่ในบ้านมีเงินเก็บอยู่แปดร้อยตำลึง ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็
น่าจะเพียงพอ
เจียงเซิงถอนหายใจ รอยยิ้มของนางเพิ่งจะยกขึ้น กลับได้ยินเจิ้ง
หรูเชียนพูดเสียงเข้มว่า “ข้าเช่าร้านราคาแปดร้อยตำลึงได้แล้ว”
ร้านอะไรถึงต้องใช้เงินแปดร้อยตำลึง?
ปีละแปดร้อยตำลึง หรือสองปี หรือสามปีกันแน่?
ทุกคนในบ้านหันไปมองเขาพร้อมกัน
เจิ้งหรูเชียนพยักหน้าอย่างรู้ใจ “หนึ่งปี!”
เจียงเซิงเกือบจะเป็นลมแล้ว
โชคดีที่จ่างเยี่ยนกับเวินจืออวิ่นอยู่ด้านหลัง มือทั้งสี่จึงร่วมแรง
ร่วมใจช่วยกันพยุงร่างกลมป้อมของน้องสาวเอาไว้
มีเพียงสวี่โม่เท่านั้นที่ยังคงมีแรงพูด “ทำไมเจ้าถึงเลือกร้านที่แพง
เช่นนี้”
“เพราะมันใหญ่” เจิ้งหรูเชียนอธิบายเสียงทุ้ม “ร้านนี้มีทั้งหมดสี่
ห้อง จากใต้ถึงเหนือครอบคลุมเกือบถึงครึ่งถนน เจ้าของคนก่อนใช้
เป็นร้านขายผ้าไหมและผ้าแพร อยู่ในทำเลที่ค่อนข้างคึกคัก ดังนั้น
ราคาจึงแพงขึ้นสักหน่อย”
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ประเด็นสำคัญคือทำไมเจิ้งหรูเชียนถึงเช่าร้านถึงสี่ห้อง ทั้งที่เขา
เช่าเพียงห้องเดียวก็พอแล้วแท้ ๆ หากจะใจกล้าสักหน่อยก็เช่าแค่สอง
ห้อง
การเช่าร้านถึงสี่ห้องนั้นช่างเป็นการสิ้นเปลืองโดยแท้
ก่อนที่ทุกคนในครอบครัวจะถามต่อ เจ้ารองก็หันไปมองเจ้าสี่ที่
กำลังวุ่นวายอยู่ พลางยิ้มเบา ๆ “สี่ห้องนี้ ข้าตั้งใจจะแบ่งให้เจ้าสี่สอง
ห้อง แต่เดิมเจ้าเปิดสำนักแพทย์อยู่ที่เขตอันสุ่ย พอมาอยู่ที่เมืองหลวง
กับพวกเราก็ไม่ได้ทำอะไรเลยตั้งหลายเดือน แต่หมอต้องรักษาโรค
ช่วยคนถึงจะเป็นการสั่งสมประสบการณ์ ถึงจะสามารถเติบโตและ
แข็งแกร่งขึ้นได้”
“อีกอย่าง ร้านของพวกเราสองพี่น้องก็อยู่ด้วยกัน ต่อไปภาย
ภาคหน้าก็จะได้ดูแลกันและกันด้วย”
คำตอบนี้ช่างอยู่นอกเหนือความคาดหมายจริง ๆ
เดิมทีการคอยประคองตัวเจียงเซิงก็ลำบากอยู่แล้ว ครั้นนี้พอ
เผลอใจไปหน่อยก็ดันปล่อยมือออก น้องสาวร่างกลมจึงหงายหลังล้ม
ไปทันที
“เจียงเซิง…”
“น้องสาว…”