พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 202 จดหมายจากพี่สาม
ต้นเดือนสิบเอ็ด เจียงซานผู้เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางพร้อม
ด้วยเกาเหยียนก็กลับมาถึงเมืองหลวง เมื่อเทียบกับตอนที่พบฟางเหิง
อยู่ที่ชายแดนทางเหนือ ทั้งสองคนไม่ได้ผ่ายผอมลงแต่กลับอ้วนขึ้น
เล็กน้อย เหมือนว่าพวกเขาคงได้พักผ่อนเป็นอย่างดีที่เขตอันสุ่ย
ทั้งสองเดินเข้าประตูเรือนเล็กมา
เมื่อเห็นใบหน้าอันคุ้นเคยมากมาย เจียงซานก็แทบจะหลั่งน ้าตา
การเดินทางไกลนั้นลำบากจริง ๆ ต้องเป็นคนที่สัมผัสมันด้วย
ตัวเองถึงจะเข้าใจ
แม้ว่าการได้พบหน้าคุณชายและพี่น้องคนอื่น ๆ จะทำให้มี
ความสุขมาก แต่สิ่งที่เจียงซานอยากทำมากที่สุดตอนนี้คือกอดเจียง
ซื่อแล้วร้องไห้ออกมาดัง ๆ
“ขอบคุณที่ลำบากนะ” เจิ้งหรูเชียนมองเจียงซานกับเจียงซื่อที่
กอดกันอยู่ แล้วคิดถึงเจ้าสามทันที “น้องชายข้าเป็นอย่างไรบ้าง”
เมื่อคำถามนี้ถูกเอ่ยออกมา ทุกคนก็หันมามองตาม
แววตาของเจียงเซิงเป็นประกายวาววับ เวินจืออวิ่นและจ่างเยี่ย
นต่างจดจ่อตั้งใจฟัง แม้แต่สวี่โม่ก็ยังแสดงท่าทางจริงจัง
เจียงซานรีบปล่อยมือจากเจียงซื่อ กระแอมเบา ๆ แล้วกล่าวว่า
“คุณชายสามบอกว่าเขาสบายดีทุกอย่าง และได้รับตำแหน่งเป็น
หัวหน้าหน่วยแล้ว ตอนนี้มีผู้ใต้บังคับบัญชาถึงแปดคน แม้ชายแดน
ทางเหนือจะหนาวเย็น แต่ผู้คนที่นั่นล้วนใจดี เพียงแค่ยังไม่คุ้นชินกับ
อาหารการกิน คิดถึงอาหารฝีมือป้าจางอยู่บ้าง หวังเพียงจะได้กลับมา
อย่างมีชัยโดยเร็ว และได้ชนจอกกับพี่น้องอีกครั้ง”
พี่น้องทั้งหลายยังไม่ทันตั้งตัว
ป้าจางซึ่งอยู่ด้านหลังก็ร้องไห้ออกมาทันที “เด็กดี ทำไมถึงต้อง
ไปทนทุกข์ในดินแดนที่หนาวเย็นอย่างชายแดนทางเหนือด้วย อาเหิง
เป็นคนพูดน้อย ถ้าถึงกับบอกว่าคิดถึงอาหารฝีมือข้า เขาก็ต้องคิดถึง
ที่บ้านจริง ๆ”
เจียงเซิงเขย่งปลายเท้าส่งผ้าเช็ดหน้าให้ ดวงตาของนางเองก็เอ่อ
คลอไปด้วยน ้าตา
นางก็คิดถึงพี่สามมากเช่นกัน
“คำว่า ‘กลับมาอย่างมีชัย’ นั้นช่างยากเย็นนัก” สวี่โม่กล่าวเสียง
ทุ้ม “ชนเผ่าต๋าลู่กับชายแดนเหนือมีความขัดแย้งมาเกือบสิบปี แม้ว่า
แม่ทัพเจียงกับแม่ทัพฟางจะคอยดูแลป้องกันอยู่แล้ว แต่สงครามก็ยัง
เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ภายหลังแม่ทัพฟางเสียชีวิต ชนเผ่าต๋าลู่ก็ยิ่งหยิ่ง
ผยอง เผาทำลายและปล้นสะดมชาวบ้านไม่หยุด จนถึงตอนนี้ก็
ทำลายหมู่บ้านไปกว่าร้อยแห่งแล้ว”
แต่พวกเขาก็ยังคงต้องรอคอย หวังว่าราชวงศ์ต้าอวี๋จะรุ่งเรืองมั่ง
คั่ง ประชาชนอยู่ดีมีสุข หวังว่าเหล่าทหารที่ชายแดนทางเหนือจะ
กลับมาอย่างมีชัย และหวังว่าญาติพี่น้องของพวกเขาจะกลับบ้านโดย
สวัสดิภาพ
“คุณชายสามเขียนจดหมายถึงพวกท่านด้วย” เจียงซานหยิบ
ออกมา แต่กลับทำจดหมายหล่นลงพื้นเป็นกองใหญ่
มีทั้งจดหมายของฟางเหิง หวังฝูเฟิง จางฉีเฉวียน ผังต้าซาน และ
ยังมีจดหมายของหลิวซุ่ยที่เขียนถึงจางเซียงเหลียนด้วย
พวกเขาต่างก้มเก็บจดหมายของตัวเองขึ้นมา
เปิดจดหมายของฟางเหิงเป็นคนแรก เมื่อเห็นลายมืออัน
แข็งแกร่งที่คุ้นตา ถ้อยคำกำชับที่อบอุ่นอ่อนโยนและการบรรยายถึง
ชีวิตในดินแดนทางเหนือ พาให้เหล่าพี่น้องต่างกลั้นน ้าตาไว้ไม่อยู่
เมื่อเปิดจดหมายของหวังฝูเฟิง กลับเป็นลายมือที่ประณีตงดงาม
เนื้อหายังมีการวิจารณ์และข้อสงสัยเกี่ยวกับบทกวีของจูซือหวน
จนสวี่โม่อดยกยิ้มมุมปากไม่ได้
พี่ฝูเฟิงช่างฉลาดและอ่อนไหวเสมอ ถึงกับสังเกตได้ว่าผู้แต่งบท
กวีนั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่จูซือหวน น่าเสียดายที่เรื่องนี้คงต้องถูกฝังไว้
ตลอดกาล ไม่มีวันได้เปิดเผยความจริง
ในซองจดหมายของจางฉีเฉวียนเต็มไปด้วยบัญชีของโรงผลิต
ในปีนี้ มันถูกส่งมอบให้เจียงเซิง เพราะนางคือเจ้าของกิจการโรงผลิต
ตัวจริง
จดหมายของผังต้าซานก็เป็นบัญชีเช่นกัน แต่ตอนท้ายยังแทรก
ด้วยข้อความขอขึ้นเงินเดือนอย่างเขินอาย
ตอนนี้เป็นต้นเดือนสิบเอ็ด การเดินทางจากเขตอันสุ่ยมาถึงเมือง
หลวงด้วยรถม้าในช่วงกลางวันและพักผ่อนตอนกลางคืนต้องใช้เวลา
มากกว่าหนึ่งเดือน แต่เจียงซานกับเกาเหยียนเดินทางทั้งวันทั้งคืน
โดยไม่หยุดพัก จึงใช้เวลาเพียงครึ่งเดือนเท่านั้น
บัญชีนี้ความจริงควรเป็นของสิบเดือน กำไรทั้งหมดเกินเก้าร้อย
ตำลึงเงิน มันอาจไม่ได้มีมากเมื่ออยู่ในเมืองหลวง แต่ก็เพียงพอจะ
แก้ไขปัญหาเร่งด่วนของพวกเขาพี่น้องในยามนี้ได้
เจิ้งหรูเชียนยิ้มอย่างมีความสุข เก็บตั๋วเงินเข้าอกเสื้อ ทันใดนั้นก็
สัมผัสได้ถึงความร้อนแรง เขาจึงหันหน้าไปมองและเห็นเจียงเซิงที่
กำลังโกรธจัด
“พี่รอง ท่านกล้าเช่าร้านราคาแปดร้อยตำลึง เพราะรู้อยู่แล้วว่า
พี่ชายเจียงซานจะนำเงินกำไรจากเขตอันสุ่ยกลับมาได้ใช่หรือไม่”
เด็กหญิงถามอย่างโกรธเคือง
เจิ้งหรูเชียนมีลางสังหรณ์ว่าหากเขาพยักหน้ารับ น้องสาวจะต้อง
ระเบิดอารมณ์แน่
แต่นี่คือความคิดของเขาจริง ๆ
เป็นไปตามคาด พอเห็นศีรษะของเขาพยักขึ้นลง เจียงเซิงน้อยก็
วิ่งเข้ามาอย่างโมโห “เจ้าพี่ชายตัวดี! ท่านต้องใช้เงินของที่บ้าน แต่
ท่านไม่กลัวหรือว่าพวกเราอาจจะไม่มีเงินจนถึงขั้นไม่มีข้าวกิน ตก
กลางคืนมาท่านป้าก็อาจให้ท่านดื่มน ้าล้างชามแทนด้วย!…”
สองพี่น้องไล่จับกันเข้าไปในเรือน
จางเซียงเหลียนกับพี่ชายคนอื่นตามเข้าไปติด ๆ เจียงซื่อก็ทำลับ
ๆ ล่อ ๆ แล้วลากเจียงซานออกไป
หน้าประตูเรือนเล็กที่คึกคักเงียบสงบลงอีกครั้ง เกาเหยียนจับ
บังเหียนม้า กำลังจะเข้ามาในลานบ้านอย่าง้เงียบ ๆ ก่อนเห็นวังเสี่ยวจู
ยืนอยู่ที่ประตู
เมื่อเทียบกับความสนิทสนมของเจียงซานและเจียงซื่อ ความ
คึกคักของพคุณชายคุณหนูเจ้าของบ้าน ความปรารถนาดีของป้า
จางกับป้าซุ่ย เกาเหยียนกับวังเสี่ยวจูเหมือนจะเป็นคนจากอีกโลก
หนึ่ง
พวกเขานิ่งเงียบ ใจเย็น ไม่พูดอะไรสักคำ และเก็บกวาดทุกอย่าง
ที่เหลือเป็นคนสุดท้าย
เกาเหยียนไม่ชอบพูดเพราะพูดติดอ่างมาตั้งแต่เด็ก พี่ชายจาก
หมู่บ้านเดียวกันกับเขา เกาต้าวั่นก็ไปทำงานให้กับคุณชายแล้ว จึง
ไม่ได้ออกมาต้อนรับเขาที่หน้าประตู
ส่วนวังเสี่ยวจูเป็นเพราะความรู้สึกโดดเดี่ยว นางแสร้งทำเป็นไม่
ชอบแต่ในใจกลับนึกห่วงพี่ชายที่ไม่ส่งข่าวคราวมาหานางเลย
เมื่อทั้งสองพบกันโดยบังเอิญ จึงต่างรู้สึกเห็นอกเห็นใจกัน
“พี่ชายของเจ้าจะกลับมาตอนค ่า” วังเสี่ยวจูเม้มปากพูด
“คุณชายต้องการจะเปิดร้านใหม่ เขากำลังไปช่วยงาน”
เกาเหยียนพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร
“เจ้าเคยเห็นชายหนุ่มอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปีที่เขตอันสุ่ย
หรือไม่” วังเสี่ยวจูถามด้วยความหวัง พลางทำท่าทางประกอบ “เขาดู
สูงและผอม เวลายิ้มก็มีลักยิ้ม ผมบางนิดหน่อย ทั้งยังเหมือนคน
อ่อนแอ”
เกาเหยียนเหมือนกำลังครุ่นคิดอย่างจริงจัง แต่ไม่นานก็ส่ายหน้า
วังเสี่ยวจูถอนหายใจ สูญเสียความหวังทั้งหมด “ขอบคุณ ข้าชื่อ
วังเสี่ยวจู กำลังจะไปช่วยงานท่านหมอเวินที่สำนักแพทย์ หากเจ้ารู้สึก
เจ็บป่วยเล็กน้อยก็มาหาข้าได้นะ”
นางยิ้มให้แล้วหมุนตัวเดินเข้าไปในลาน
สีหน้าของเกาเหยียนแสดงความสงสัยเล็กน้อย ราวกับนึกอะไร
ขึ้นได้ เขารีบวิ่งตามไปแต่เมื่อไปถึงหัวมุมก็เห็นคุณชายสี่ของ
คุณชายขวางทางวังเสี่ยวจูไว้
“เมื่อครู่เจียงซานตื่นเต้นเกินไป จึงลืมจดหมายฉบับหนึ่ง” เวินจื
ออวิ่นยังคงพูดด้วยน ้าเสียงอ่อนโยนเช่นเคย “เขาเพิ่งมอบให้ข้าและ
ฝากมาขอโทษเจ้าแทน หวังว่าพี่สาวเสี่ยวจูจะไม่โกรธ”
เขายื่นมือออกมา บนฝ่ามือนั้นมีจดหมายฉบับหนึ่งเขียนว่า “ถึง
น้องสาวเสี่ยวจู”
ที่แท้พี่ชายไม่ได้ลืมนาง ที่แท้พี่ชายเขียนจดหมายถึงนาง
วังเสี่ยวจูทั้งตกใจและดีใจ ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกที่บรรยาย
ไม่ถูก นางรับจดหมายมา วางแนบไว้ตรงอกแน่น ผ่านไปครู่ใหญ่ถึง
จะเอ่ยขึ้นว่า “ขอบคุณท่านหมอเวินมาก”
เวินจืออวิ่นโบกมือ แล้วหมุนตัวจากไปอย่างเงียบ ๆ
พี่สามนำของฝากจากชายแดนเหนือมามากมาย น้องสาวกับพี่
รองวิ่งเล่นจนเหนื่อยแล้วก็เรียกร้องจะกินของพวกนั้น ตอนนี้คงกำลัง
แบ่งของดีกันอยู่ ไม่รู้ว่าจะมีเหลือให้เขาเท่าไหร่
เวินจืออวิ่นมองไปข้างหน้าด้วยความคาดหวัง ฝีเท้าก้าวเร็วขึ้น
เล็กน้อย แต่ยังคงรักษาท่าทีสง่างามไว้ โดยที่ไม่ทันสังเกตเห็นสายตา
ของเสี่ยวจูที่มองตามเขามา
เช่นเดียวกับที่วังเสี่ยวจูไม่ทันสังเกตเห็นสายตาของเกาเหยียนที่
มองตามนางมาเหมือนกัน
วันรุ่งขึ้น
ด้วยเงินเก้าร้อยตำลึงเป็นทุนหนุนหลัง ร้านทั้งสองแห่งก็เริ่ม
ซ่อมแซมและเตรียมการอย่างขะมักเขม้น ไม่ถึงครึ่งเดือน ป้ายชื่อร้าน
ก็ทำเสร็จ การตกแต่งภายในก็เรียบร้อยดี
ป้าจางยังวางขนมต่าง ๆ จนเต็มเรือนเล็ก ให้พวกเจียงเซิงได้ชิม
แล้วเลือกขนมสิบกว่าอย่างที่ดีที่สุดเป็นของยอดนิยม ส่วนที่เหลือนาง
ก็นำไปปรับปรุงต่อ
ทุกสิ่งเหมือนจะดำเนินไปในทิศทางที่ดี เหลือเพียงรอให้ร้านค้า
ทั้งสองเปิดกิจการอย่างเป็นทางการเท่านั้น
ช่วงเวลานั้นเอง คนจากตระกูลจูก็มาเยือน
บ่าวรับใช้สองคนที่มีท่าทีเคร่งขรึมจริงจังถือกระดาษและพู่กันมา
สอบถามว่า “ในเรือนหลังนี้มีคนอยู่อาศัยทั้งหมดสิบเอ็ดคน ครั้ง
ก่อนที่มาตรวจสอบมีเพียงเก้าคน อีกสองคนที่เหลือกลับมาแล้วหรือ”
ดูท่าว่าพวกเขาคงยังไม่ยอมล้มเลิกการค้นหาคนที่อยู่เบื้องหลังที่
ทำให้จูจื้อตกที่นั่งลำบาก