พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 203 เจียงเซิงพลิกแพลงสถานการณ์
จ่างเยี่ยนเคยกล่าวไว้ว่า คนตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงนั้นมี
วิธีการที่ไม่ธรรมดา
การค้นหาทั่วทั้งเมืองในคืนเดียวนั้นทำให้เหล่าพี่น้องต้องตก
ตะลึง ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมายังมีการตรวจสอบและรู้จำนวน
คนในบ้านแต่ละหลังอย่างแม่นยำ พาให้ผู้คนได้ประจักษ์ถึง
ความสามารถของคนตระกูลใหญ่อย่างถ่องแท้
แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือตอนนี้คือ ด้านหลังบ่าวรับใช้ทั้งสองที่
หน้าตาเย็นชามีเงาร่างกำลังเคลื่อนไหว เมื่อมองอย่างละเอียดก็พบว่า
เป็นจิตรกรหลายคน ชัดเจนว่าพวกเขาต้องการจะวาดใบหน้าของคน
ที่ไม่อยู่เมื่อคราวก่อน แล้วนำไปให้บ่าวรับใช้ของตระกูลเถาดู
เจียงเซิงที่เป็นคนรีบเปิดประตู มีเหงื่อเย็นผุดขึ้นมาบนแผ่นหลัง
ทันที
แม้ว่าใบหน้าของเกาเหยียนจะไม่โดดเด่น หากโยนไปท่ามกลาง
กลุ่มคนก็แทบจะแยกไม่ออก
แต่เมื่อวาดลงบนกระดาษก็จะต่างออกไป หากมองซ ้าไปซ ้ามาก็
ย่อมเห็นเบาะแสบางอย่างได้มากขึ้น
เจียงเซิงยิ่งคิดก็ยิ่งนึกกลัว ร่างกายอวบอ้วนสั่นเทิ้มไปหมด ฟัน
บนฟันล่างกระทบกันด้วยความหวั่นเกรง
โชคดีที่นางอายุยังน้อย บ่าวรับใช้คิดว่าเป็นเพราะเด็กกลัวคน
แปลกหน้าจึงไม่สงสัยอะไร เพียงแต่ถามด้วยสีหน้าเย็นชาต่อว่า “คน
กลับมาหรือยัง ถ้ากลับมาแล้วก็ให้พวกเขาออกมาหน่อย”
“ทำอย่างไรดี ทำอย่างไรดี ข้าจะทำอย่างไรดี”
“ช่วยข้าด้วย ช่วยข้าด้วย ช่วยข้าด้วย”
น่าเสียดายที่ร้านทั้งสองแห่งกำลังเปิดกิจการ แม้แต่พี่ห้าที่ปกติ
จะเกียจคร้านที่สุดก็ยังให้ความช่วยเหลือเต็มที่ ทำให้ในเรือนเล็ก
เหลือเพียงเจียงเซิงน้อยผู้ขี้เกียจอยู่เพียงลำพังเท่านั้น
ปกติแล้วนางมักจะได้รับการปกป้องจากพวกพี่ชาย แต่ตอนนี้
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการมาหาคนอย่างกะทันหัน หากจะไม่ตื่น
ตระหนกก็คงเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อนึกว่าเกาเหยียนกับเจียง
ซานกำลังเก็บสินค้าอยู่ในลานด้านหลัง และกำลังจะออกมาเจอะกับ
กลุ่มคนเหล่านี้ เหงื่อบนฝ่ามือของนางก็ยิ่งหลั่งออกมาไม่หยุด
แต่พี่ใหญ่เคยบอกว่า ตอนที่เผชิญหน้ากับปัญหา การตื่น
ตระหนกไม่มีประโยชน์อะไร
ความสงบเท่านั้นที่จะช่วยให้คิดหาทางออกได้รวดเร็วที่สุด
อา ใช่แล้ว นางต้องใจเย็น ๆ
ใบหูของเด็กหญิงกระตุก ได้ยินเสียงฝีเท้าของเจียงซาน เจียงซื่อ
และเกาเหยียนแว่วมาอย่างแผ่วเบา นางพลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
ทันที จึงตะโกนไปทางลานด้านหลังว่า “พี่สาวเสี่ยวจู ท่านช่วยเรียก
พี่ชายเจียงซานกับพี่ชายเกาเหยียนออกมาหน่อยสิเจ้าคะ ตอนนี้มี
พี่ชายตั้งหลายคนมาหาพวกเขาอยู่ที่หน้าประตู”
เสียงฝีเท้าหยุดชะงักลง
พวกเขาคงจะระวังตัวแล้ว แต่มันยังไม่พอ ต้องให้เกาเหยียน
ปลอมตัวด้วย
เจียงเซิงตะโกนอีกครั้ง “มีแขกคนสำคัญมา คงต้องให้พวกเขา
แต่งตัวให้เรียบร้อยแล้ว อย่าปล่อยให้ไม่น่ามอง”
นางบอกใบ้ถึงขนาดนี้แล้ว อีกฝ่ายน่าจะเข้าใจได้กระมัง
ในความคิดของเจียงเซิงน้อย สมควรต้องให้เกาเหยียนสวม
เสื้อผ้าที่หรูหราของพี่รอง แต่งหน้าให้ดูดียิ่งขึ้น สลัดความเป็นบ่าว
ไพร่ทิ้งไป ให้รูปลักษณ์ใกล้เคียงกับลักษณะของคุณชายมากที่สุด
เมื่อพวกเขาเดินออกมา เจียงซานกับเจียงซื่อที่อยู่ด้านหน้าก็ดู
ปกติดี แต่พอถึงคราวของคนที่อยู่ด้านหลัง ปากของเจียงเซิงก็อ้าค้าง
จนแทบจะหลุด
เดิมทีเกาเหยียนมีใบหน้าจืดชืด ไม่มีจุดเด่นใด ๆ บนใบหน้า เมื่อ
รวมกันแล้วจึงทำให้ผู้คนจดจำไม่ได้
แต่ตอนนี้ เหนือคิ้วของเขามีไฝเม็ดใหญ่ ตรงมุมปากมีอีกสามสี่
เม็ด แม้แต่บนคางก็มีจุดด่างดำเล็ก ๆ มากมาย
เมื่อมองผ่าน ๆ ก็ดูราวกับว่าใบหน้ามีไฝปรากฏขึ้นมา
แม้ว่าใบหน้าจะยังคงจืดชืดเหมือนเดิม แต่ไฝกลับทำให้เกาเห
ยียนเปลี่ยนจากคนที่มองแล้วลืม เป็นคนที่มองแล้วจดจำได้แม่นยำ
บ่าวของตระกูลจูก็ตะลึงไปชั่วครู่ แต่หน้าที่หลักของพวกเขาคือ
ตรวจสอบ บันทึก และวาดภาพ ไม่ได้สนใจว่าคนจะหน้าตาดีหรือขี้ริ้ว
หลังจากจิตรกรวาดภาพเสร็จ พวกเขาก็กล่าวลาอย่างสุภาพแล้ว
จากไป
ทิ้งให้เจียงเซิงเดินวนรอบตัวเกาเหยียนราวกับกำลังมองของ
แปลกประหลาด
“คุณ…คุณ…คุณหนู” เกาเหยียนพูดติดอ่าง “อย่า…อย่ามองข้า
ต้องขอบคุณ…แม่นางเสี่ยวจู”
ตอนนั้นวังเสี่ยวจูกำลังคัดเลือกสมุนไพรอยู่ในลานด้านหลัง เมื่อ
ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงรีบออกมาช่วยเหลือพวกเขา
พอพูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา
วังเสี่ยวจูแบกตะกร้าสมุนไพรแห้งออกมา เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตา
ของผู้คน นางจึงอธิบายเสียงเบาว่า “แค่งานเล็กน้อยเท่านั้น…ตอนนี้
ข้าต้องรีบนำสมุนไพรไปส่งให้สำนักแพทย์แล้ว”
แต่นางเป็นเพียงสตรี การแบกของมากมายเช่นนี้ย่อมเป็นเรื่อง
ยากลำบาก
เจียงซานที่อยู่ข้าง ๆ กำลังจะเข้าไปช่วย แต่กลับถูกเจียงซื่อรั้งไว้
อย่างแรง
เกาเหยียนวิ่งไปด้านหลังนาง ช่วยรับน ้าหนักของตะกร้าสมุนไพร
ไว้
“เสี่ยวจู…เจ้าช่วยข้า ข้าจะช่วยเจ้าด้วย” เขาพยายามอธิบาย
อย่างยากลำบาก ใบหน้ายังเจือด้วยความเขินอายเล็กน้อย
วังเสี่ยวจูไม่ได้ปฏิเสธ ทั้งสองร่วมแรงกันยกตะกร้าสมุนไพรขึ้น
รถม้า แล้วนำของอื่น ๆ ไปส่งยังสำนักแพทย์แห่งใหม่ด้วย
เจียงซานกับเจียงซื่อเก็บสินค้าเสร็จอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้จากไป
ทันที พวกเขาฝึกวรยุทธ์อยู่ในลานบ้าน
ส่วนเจียงเซิงรู้ว่าเป็นเพราะพวกเขาทั้งสองเป็นห่วงนาง จึงตั้งใจ
จะอยู่เป็นเพื่อนและคอยคุ้มครอง
แต่การทำเช่นนี้ก็เป็นการเสียเวลาโดยใช่เหตุ
นางสะบัดแผ่นหลังที่ยังชื้นอยู่ แล้วปีนขึ้นรถด้วยสองมือสองเท้า
“พี่ชายเจียงซาน พี่ชายเจียงซื่อ พวกเราไปดูร้านเปิดใหม่กันเถอะ”
ร้านใหม่ตั้งอยู่ที่ทางเข้าถนนเทียนเจีย หากกล่าวว่ากินพื้นที่ถึง
ครึ่งถนนก็ดูจะเกินจริงไปหน่อย แต่ร้านค้าสี่ห้องก็ถือว่าใหญ่โตไม่
น้อย โดยเฉพาะเมื่อตกแต่งพร้อมกันก็ทำให้ผู้คนที่ผ่านไปมาต่าง
สงสัยว่าร้านใหญ่ขนาดนี้จะขายของอะไร
แต่ป้ายชื่อร้านทั้งสองป้ายกลับคลุมด้วยผืนผ้าสีแดง ไม่ยอม
เปิดเผย
เจิ้งหรูเชียนสวมเสื้อคลุมผ้าไหมราคาแพงที่ทุ่มเงินซื้อมา แม้จะ
เป็นวันที่หนาวเหน็บของเดือนสิบเอ็ด ก็ยังไม่ลืมจะโบกพัด แสดง
ความ “โก้หร่าน” อย่างถึงที่สุด
หากเถ้าแก่ไป๋กับเถ้าแก่ฮ่าวมาเห็น ผู้ใดจะจำได้ว่านี่คือเด็กหนุ่ม
ขี้อายที่มาขายของถึงที่ร้านในตอนนั้น
“พี่รอง ท่านจะแต่งตัวแบบนี้จริง ๆ หรือ” เวินจืออวิ่นอดถามไม่ได้
เมื่อเทียบกับเสื้อคลุมผ้าไหมของเจิ้งหรูเชียน พวกเขาพี่น้อง
ยังคงสวมเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อดีที่น้องสาวซื้อให้ และรองเท้าหลายชั้นที่ป้า
จางเย็บด้วยมือ
“เจ้าไม่เข้าใจ” เขาโบกมือไปมา “ตอนนี้ข้าเป็นหน้าตาของร้าน
เป็นสัญลักษณ์ มีเพียงข้าที่แต่งตัวดูดี ผู้อื่นจึงจะวางใจมาซื้อของ”
เหตุผลนี้สมเหตุสมผล แต่เมื่อมองพี่ชายคนรองของตนเองที่
เหมือนนกยูงรำแพน ยืนหลอกล่อผู้คนอยู่ที่หน้าประตูแล้ว ก็ไม่ค่อย
น่าดูนัก
เวินจืออวิ่นจำใจหันหน้าหนี แล้วฝึกปักเข็มบนจุดฝังเข็มกับหุ่น
ไม้ต่อไป
จ่างเยี่ยนก็ตรวจสอบความมั่นคงของเครื่องเรือนไม้ทีละชิ้น
กระทั่งได้ยินเสียงล้อรถม้ามาจอด ทุกคนจึงเงยหน้าขึ้นมอง เห็น
วังเสี่ยวจูอุ้มตะกร้าสมุนไพรพร้อมกับเกาเหยียนที่มีเม็ดไฝเต็มหน้า
เดินเข้ามา
เจิ้งหรูเชียนตกใจมาก จนอุทานออกมาว่า “เกาเหยียน เจ้าโดน
นกจิกหน้ามาหรือ”
แม้ว่าจะถูกนกจิกจริง ๆ ก็ควรจะเป็นรอยบุ๋ม ไม่ใช่นูนขึ้นมา
เช่นนี้
เกาเหยียนอยากจะอธิบาย แต่เพราะตนเองติดอ่าง จึงพูดไม่
ชัดเจนอยู่นาน
โชคดีที่มีเสี่ยวจูช่วยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น จึงสามารถอธิบายเหตุผล
ทั้งหมดได้
ทั้งสองยกตะกร้าสมุนไพรไปส่งสำนักแพทย์ที่อยู่ข้าง ๆ เหลือ
เพียงเจิ้งหรูเชียนที่ลูบท้ายทอยด้วยความสงสัย “แล้วไฝนั่นใช้อะไร
ทำ”
เรื่องนี้คงมีเพียงคนที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่รู้
ไม่นานนัก เจียงเซิงก็มาถึง
เพราะเพิ่งตื่นนอนได้ไม่นานและผ่านเหตุการณ์น่าตกใจมา
ตอนนี้เด็กหญิงตัวน้อยจึงไม่ค่อยมีชีวิตชีวา แต่เมื่อเห็นพี่รอง นางก็
สดใสขึ้นมาทันที
“ฮ่า ๆ ๆ เจียงเซิงน้อย” เจิ้งหรูเชียนเหมือนนกยูงที่กำลังอวดโฉม
กระโดดมาตรงหน้านางแล้วยิ้มกว้าง “ดูดีหรือไม่ พี่รองของเจ้าดูดี
หรือไม่”
เจียงเซิงฝืนพยักหน้าตอบ ในใจรู้สึกเศร้าเล็กน้อย หวังว่าสวรรค์
จะไม่ลงโทษนางที่โกหกออกไป
“ดูดีก็ดีแล้ว ไม่เสียแรงที่ข้าจ่ายห้าสิบตำลึงซื้อชุดนี้มา” เจิ้งหรู
เชียนพลั้งปากพูดออกมา
เจียงเซิงที่เมื่อครู่ยังรู้สึกเศร้า กลับเบิกตาโตด้วยความตกใจ
ห้าสิบตำลึง!
ห้าสิบตำลึงเชียวนะ!
“พี่รอง!” เสียงเล็ก ๆ เริ่มร้องโวยวาย “ท่านกล้าใช้เงินห้าสิบตำลึง
ซื้อเสื้อผ้า ท่านรู้หรือไม่ว่าเสื้อผ้าของพี่ชายทุกคนรวมกันยังไม่ถึงห้า
ตำลึงด้วยซ ้า…”
ร้านใหม่กำลังจัดแจงเตรียมการกันอย่างคึกคัก
นอกร้าน มีสองพี่น้องวิ่งไล่กันวุ่นวาย
มันวุ่นวายกระทั่งเจียงเฉิงเยวี่ยนที่ยืนอยู่ไม่ไกล นิ่งมองอยู่พัก
ใหญ่ แล้วก็ยังคงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย