พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 205 การเติบโตของเจ้าสี่
ถนนเทียนเจียคึกคักและเต็มไปด้วยความครึกครื้น
ร้านค้าสี่ห้องที่เชื่อมต่อกัน แบ่งเป็นสองร้าน ด้านบนมีผ้าแดง
พลิ้วไหวไปตามสายลม ด้านล่างคือเจ้าของร้านทั้งห้าคนที่กำลังยิ้ม
แย้มสดใส
จากเจิ้งหรูเชียนไปจนถึงเจียงเซิง ทุกคนล้วนสวมเสื้อผ้าตัวใหม่
เอี่ยมกับรองเท้าผ้าพื้นหนาคู่ใหม่ ยืนต้อนรับลูกค้าอยู่หน้าประตู
สวี่โม่แต่งกายเรียบง่ายที่สุด เขายังคงสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายแขน
แคบ ทับด้วยเสื้อคลุมสีอ่อน ผูกผ้าคาดศีรษะสีเดียวกัน เพียงแค่ยืน
อยู่หน้าร้านก็ดูสูงสง่าดุจต้นหลิว งดงามดั่งต้นไม้หยกใต้สายลม
เจิ้งหรูเชียนสวมเสื้อคลุมผ้าไหมแขนกว้างเนื้อบาง คาดเข็มขัด
รอบเอว ด้านซ้ายของเข็มขัดห้อยจี้หยก ด้านขวาเป็นถุงใส่ของใบ
ใหญ่สีเดียวกับชุด ผมยาวถูกรวบด้วยกวาน เผยให้เห็นหน้าผาก
กว้างเรียบเนียน
ส่วนจ่างเยี่ยนกับเวินจืออวิ่นแต่งตัวเรียบง่าย ทั้งคู่สวมเสื้อคลุม
ผ้าฝ้ายที่ทับกันซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป เพียงแต่เวินจืออวิ่นร่างกายผอม
บาง จึงสวมเสื้อแขนกุดเพิ่มอีกตัว และยิ่งทำให้เขาดูอ่อนโยนมากขึ้น
มาถึงเจียงเซิงคนเล็ก
ป้าจางรักใคร่เอ็นดูน้องสาวคนนี้มาก จึงสละเวลาเย็บกระโปรงผ้า
ฝ้ายเนื้อดีให้นางเป็นพิเศษ
ด้านบนเป็นเสื้อแขนสั้นสีฟ้าอ่อน สวมทับด้วยเสื้อคลุมสั้นสีเทา
คู่กับกระโปรงจีบสีชมพูอ่อน เหมาะกับเด็กหญิงวัยสิบเอ็ดปีพอดิบ
พอดี กระทั่งแถบผ้าผูกผมสองจุกบนศีรษะก็เปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อน
เข้ากับกระโปรงจีบ ทำให้นางดูมีชีวิตชีวาและน่ารักมากกว่าเดิม
ด้านหลังพวกเขา ประตูร้านทั้งสองเปิดกว้าง แสดงสินค้าภายใน
อย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา
ร้านหนึ่งมีขนมนับไม่ถ้วน
อีกร้านหนึ่งมีสมุนไพรมากมายหลากหลาย
ผู้คนที่เดินผ่านไปมา ก็อดใจไม่ไหวจึงถามด้วยความสงสัย
“พวกเจ้าขายขนมหรือขายสมุนไพรกันแน่?”
เจิ้งหรูเชียนตอบเสียงดัง “นี่คือร้านของข้ากับน้องชายขอรับ”
คนที่เดินผ่านเข้าใจแล้ว
แต่เขาไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ไป จึงรีบแนะนำต่อ “น้องชายของ
ข้าเป็นหมอเทวดา รักษาได้ทุกโรค ส่วนร้านของข้ามีขนมมากมาย
ท่านอยากทานอะไรก็มีครบ”
แต่ผู้คนก็ยังเดินจากไป ไม่คิดจะเข้าไปชมในร้าน
เจิ้งหรูเชียนขมวดคิ้ว ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย
เวินจืออวิ่นที่อยู่ข้าง ๆ หน้าแดงเรื่อด้วยความเขินอาย ดึงจ่าง
เยี่ยนมาพูดด้วยเสียงเบา “พี่รองคุยโวเกินไปแล้ว ข้ารักษาทุกโรค
ไม่ได้หรอกนะ อย่างมากก็แค่ห้าสิบหกสิบโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น”
“พี่สี่ ทุกโรคเป็นเพียงคำเปรียบเปรยเท่านั้น ร้านของพี่รองก็มี
ขนมแค่สิบกว่าชนิด แต่เขาก็ยังคุยโวว่ามีมากมาย” จ่างเยี่ยนปลอบ
เขา “ท่านรู้หรือไม่ การที่สามารถรักษาโรคได้ห้าสิบหกสิบโรคนั้น ก็
ถือว่าเก่งมากแล้ว”
แม้แต่หมอหลวงในวังก็ยังไม่อาจรักษาโรคได้นับร้อย
ชีวิตคนเรามีพลังจำกัด การเชี่ยวชาญโรคเพียงหนึ่งโรคจนเข้า
ขั้นสมบูรณ์แบบก็ยากเย็นแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เวินจืออวิ่นเพิ่งอายุสิบ
สองสิบสามปีเท่านั้น เขายังมีเวลาอีกมากที่จะพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น
คำว่าแพทย์ต้องอาศัยพรสวรรค์ แต่ก็ต้องพึ่งพาความพยายาม
ด้วย
เวินจืออวิ่นฝึกฝนการฝังเข็มโดยไม่ลังเลที่จะลงเข็มกับตัวเอง จุด
ตะเกียงอ่านหนังสือ ทดลองทำยาจนเลือดกำเดาไหล ความพยายาม
ของเขาไม่แพ้สวี่โม่ ความทุ่มเทของเขามีเกินกว่าสวี่โม่นัก
“พี่สี่ ตอนนี้ท่านอาจไม่ใช่หมอที่เก่งที่สุดในเมืองหลวง แต่ใน
อนาคตวิชาแพทย์ของท่านจะต้องเป็นอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน” จ่าง
เยี่ยนกุมมือของเวินจืออวิ่นที่เต็มไปด้วยรอยเข็ม “ข้าเชื่อในตัวท่าน
และจะเชื่อตลอดไป”
แม้พี่สี่จะดูบอบบางอ่อนแอ แต่เขาไม่เคยย่อท้อ เขาพยายาม
เข้มแข็ง พยายามเก่งกาจ พยายามปกป้องน้องชายน้องสาว
พยายามเรียนรู้ที่จะเป็นพี่ชายที่ดี
เขาเป็นพี่น้องร่วมวัยเดียวกันที่สนิทสนมของจ่างเยี่ยน และเป็น
พี่ชายที่ดีที่สุด
ตอนนั้นเอง แสงอาทิตย์ก็ส่องสว่างจ้า
สวี่โม่ชี้ไปยังตำแหน่งของเงา แล้วเอ่ยเสียงดัง “ได้ฤกษ์แล้ว!”
เจียงซานกับเจียงซื่อกระโดดมาราวกับลิง ต่างคนต่างยืนอยู่ใต้
ป้ายชื่อคนละอัน
พอเจิ้งหรูเชียนและเวินจืออวิ่นพยักหน้า ทั้งสองใช้ไม้เท้าค ้าแล้ว
กระโดดขึ้นไปดึงผ้าแดงสองผืนลง เผยให้เห็นป้ายสีทองอร่ามที่อยู่
ด้านใน
ป้ายหนึ่งส่งกลิ่นหอมของขนมหวาน “ร้านจิ่วเจิน”
อีกป้ายหนึ่งส่งกลิ่นยาตลบอบอวล “สำนักแพทย์เวิน”
ป้ายเหล่านี้เป็นของที่เจิ้งหรูเชียนสั่งทำพิเศษ เลือกใช้พื้นหลัง
เป็นสีแดงตัวอักษรสีทอง กรอบทาด้วยสีเหลืองทอง เมื่อเทียบกับร้าน
อื่นที่ใช้พื้นแดงอักษรดำ ก็ดูโดดเด่นกว่าหลายส่วน ทั้งยังดูหรูหรา
มากกว่าด้วย
เวินจืออวิ่นรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงกำลังใจจาก
เจ้าห้า เขาก็เดินเข้าไปในสำนักแพทย์เวินอย่างสง่างาม แล้วแขวน
ป้ายประกาศที่ประตู บนนั้นเขียนว่า ‘สำนักแพทย์เปิดทำการ สามวัน
แรกตรวจรักษาไม่คิดเงิน’
จากนั้น ท่านหมอน้อยเวินก็จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย นั่งลงที่
โต๊ะตรวจโรค รอคอยอย่างใจเย็น
เพียงชั่วพริบตาก็มีคนสองคนวิ่งเข้ามา แล้วยื่นข้อมือให้
ตามมาอีกห้าคน เจ็ดคน สิบคน
วังเสี่ยวจูรีบวิ่งออกมาช่วยจัดการ “เข้าแถวให้เรียบร้อยนะเจ้าคะ
ใครไม่เข้าแถวจะไม่ได้รับการตรวจ ยืนเรียงตามลำดับก่อนหลัง”
ไม่ถึงครึ่งถ้วยชา หน้าสำนักแพทย์เวินก็มีคนต่อแถวยาวเหยียด
เร็วราวกับมีคนจ้างให้มา
“พวกเราไม่ได้จ้างคนมาเพื่อช่วยอุดหนุนร้านใช่หรือไม่” เจิ้งหรู
เชียนขยี้ตา ท่าทางเหมือนคนใกล้จะโง่งมไปแล้ว
สวี่โม่ยิ้มพลางกล่าว “การรักษาแบบไม่คิดเงิน จำเป็นต้องจ้างคน
มาช่วยอุดหนุนหรือ”
การฉวยโอกาสไม่แบ่งแยกยากจนหรือร ่ารวย คนจนไม่อยาก
เสียเงินสองสามเหวินจึงไม่ยอมไปหาหมอ ส่วนคนรวยก็อาจจะเห็นคำ
ว่าไม่คิดเงินแล้วอยากมาร่วมสนุก
ไม่ว่าจะอย่างไร กลยุทธ์ของเวินจืออวิ่นครั้งนี้ถือว่ายอดเยี่ยม
มาก
เพียงแค่สามวันที่ไม่คิดเงินค่ารักษา แต่สามารถสะสมลูกค้าได้
อย่างรวดเร็ว แม้หนึ่งในสิบจะเป็นคนที่มาซื้อยาสมุนไพร ก็สามารถ
สร้างผลกำไรให้กับสำนักแพทย์ได้
ไม่เคยคิดเลยว่า พี่สี่ที่ปกติไม่พูดอะไร จะมีความคิดเช่นนี้
สวี่โม่พยักหน้าชื่นชมแล้วหันไปมองเจิ้งหรูเชียนที่เหมือนจะโง่งม
ไปจริง ๆ แล้ว “เจ้ารอง เหตุใดไม่ลองทำความเข้าใจและนำไปใช้เล่า”
ตรงมุมถนน จูซือหวนนำคนมาแล้ว เชื่อว่าอีกไม่นาน ร้านขนมก็
จะคึกคักขึ้นเช่นกัน
แต่ความคึกคักเช่นนี้ หลังจากคนจากไป ก็จะกลับมาเงียบเหงา
อีกครั้ง
ท้ายที่สุด การมาอุดหนุนเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนน ้าใจ การค้า
ที่แท้จริงยังคงต้องพึ่งพาคนที่เดินไปมาบนถนน ต้องพึ่งพาลูกค้าที่มา
ซื้อขนมด้วยใจจริง
สำนักแพทย์สามารถรักษาได้โดยไม่คิดเงิน แต่ร้านขนมของเขา
ไม่อาจแจกจ่ายได้
เจิ้งหรูเชียนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ คำนวณต้นทุนในใจรวดเร็ว
สุดท้ายก็วิ่งเข้าไปในสำนักแพทย์ คว้าเครื่องเขียนที่เวินจืออวิ่นใช้
เขียนใบสั่งยามา
ทุกคนคิดว่าเขาจะทำอะไรที่ชาญฉลาด
แต่เจิ้งรองกลับนำไปวางตรงหน้าสวี่โม่ทันที “พี่ใหญ่ ท่านช่วย
เขียนให้ข้าแปดตัวอักษรว่า ‘ชิมก่อนซื้อ ซื้อหนึ่งให้อีกหนึ่ง’ ที”
ชิมก่อนซื้อ เพื่อดึงดูดชาวบ้านที่ชอบเอาเปรียบ
ซื้อหนึ่งให้อีกหนึ่ง คือการลดราคาเพื่อส่งเสริมการขายที่
ตรงไปตรงมา
แม้จะเป็นเช่นนั้น เมื่อคำนวณต้นทุนต่าง ๆ แล้ว เขาก็ยังได้กำไร
สวี่โม่พยักหน้าเบา ๆ แล้วจุ่มปลายพู่กันกับหมึกสีเข้ม เขียน
อักษรแปดตัวอย่างงดงาม และช่วงท้ายก็เขียนว่า ‘เฉพาะเปิดร้านสาม
วันแรก’
จากนั้นเจิ้งหรูเชียนก็แปะมันไว้ที่ประตูร้านขนมหวาน แล้วตะโกน
เสียงดัง “ร้านจิ่วเจินเปิดแล้ว! ซื้อหนึ่งให้อีกหนึ่ง ขนมหวานสดใหม่
เลือกชิมได้ตามใจท่าน”