พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 207 สวี่โม่กลับมาช้า
ด้านหน้าเจียงเฉิงเหยี่ยนคือร้านจิ่วเจินที่กำลังจะก้าวเข้าไป เจียง
เซิงวัยสิบเอ็ดปีกำลังจ้องมองมาด้วยดวงตากลมโตอย่างสงสัยและไม่
เข้าใจ
ส่วนด้านหลังเขาคือเจียงเฉิงฮวนที่หันหลังกลับไปด้วยความ
โกรธ แม้อายุจะเท่ากันแต่นางกลับดูสง่างามกว่า มีท่าทางของสาว
น้อยแล้ว ทั้งยังมีความทะนงและสง่าผ่าเผยอันเป็นเอกลักษณ์ของ
บุตรสาวตระกูลใหญ่
เจียงเฉิงเหยี่ยนที่ยืนอยู่ตรงกลางชะงักฝีเท้า ไม่รู้ว่าควรก้าว
ต่อไปหรือถอยหลังกลับ
ในใจเขาอยากเข้าไปให้กำลังใจเจียงเซิง แต่การระเบิดอารมณ์
ของเจียงเฉิงฮวนก็ทำให้เขาคาดไม่ถึง โดยเฉพาะเมื่อเด็กหญิงทั้ง
สองที่มีวัยเดียวกันต่างมองมา ยิ่งทำให้เขาเจียงเฉิงเหยี่ยนวัยสิบเจ็ด
รู้สึกขนลุกซู่และหูอื้อไปหมด
จู่ ๆ เจียงเฉิงฮวนก็เอ่ยขึ้นด้วยความน้อยใจ “พี่ชาย ท่านไม่กลับ
หรือ”
ความรู้สึกที่สั่งสมมาสิบกว่าปีพลันปะทุขึ้นมาในใจ มารดาเคย
กำชับให้พี่ชายอย่างเขารักและดูแลน้องสาว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลหรือ
ความรู้สึก ข้าก็ควรจะเลือกเข้าข้างเจียงเฉิงฮวน
ดังนั้นเขาจึงค่อย ๆ ขยับเท้า เปลี่ยนจากก้าวไปที่ร้านเป็นถอย
หลังออกมา
ถอยไปทีละก้าว ห่างจากเจียงเซิงและเข้าใกล้เจียงเฉิงฮวนมาก
ขึ้น
“ข้ารู้ว่าพี่ชายจะต้องไม่ถือสาข้าแน่นอน” น้องสาวแสดงสีหน้า
พอใจ ดวงตาเต็มไปด้วยความไว้วางใจ
สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่างเปล่า ราว
กับมีบางสิ่งกำลังพังทลาย
เขาไม่กล้าหันหลังกลับ กลัวว่าจะเห็นแววตาผิดหวังของขิงน้อย
จึงได้แต่ก้มหน้าเดินไปอย่างรวดเร็ว
เจียงเฉิงฮวนรีบเดินตามหลัง ทั้งต้องควบคุมกิริยาของคุณหนูผู้
สูงศักดิ์และพยายามไล่ตามไม่ให้รั้งท้าย จึงรู้สึกเหนื่อยอยู่บ้าง
เจียงเซิงเห็นดังนั้น สีหน้าก็ยิ่งสงสัยขึ้นเรื่อย ๆ
ในที่สุด นางก็ทนไม่ไหวต้องเอ่ยถาม “พี่ห้า สองคนนั้นโดนสุนัข
ไล่กวาดหรือไม่”
มิเช่นนั้นทำไมพอพวกเขามาถึงหน้าร้านขนมก็รีบวิ่งหนีไป
โดยเร็ว ถึงขนาดต้องเอามือจับเข็มขัดกางเกงไว้อย่างเร่งรีบด้วย
พอนึกถึงอดีต เจียงเซิงจะมีแรงทำถึงขนาดนี้ได้เฉพาะตอนที่แย่ง
อาหารกับสุนัขเท่านั้น
แต่ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าพี่น้องตระกูลเจียงจะตกต ่าถึงขั้นต้อง
แย่งกินอาหารกับสุนัขแล้ว
เจียงเซิงเกาหัวอย่างงุนงง
ส่วนจ่างเยี่ยนที่อยู่ข้าง ๆ หลุบตาลง สีหน้าและน ้าเสียงเย็นชา
“ไม่ต้องสนใจพวกเขาหรอก ก็แค่คุณชายคุณหนูตระกูลใหญ่ที่ไม่
เข้าใจความทุกข์ยากของชาวบ้านเท่านั้น”
ปากก็พูดถึงศีลธรรมและความละอายใจ แต่ทุกคำทุกตัวอักษร
กลับยึดมั่นในมารยาท
ผู้ที่ดูหมิ่นมารยาทอย่างแท้จริงคือพวกเขา ผู้ที่โหดร้ายป่าเถื่อน
คือพวกเขา ผู้ที่ไร้ยางอายคือพวกเขา ทั้งหมดล้วนเป็นพวกเขาทั้งสิ้น
กระทั่งความคิดของคุณหนูผู้สูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่ก็ยังแฝงไป
ด้วยความโหดเหี้ยม
ทั้งที่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ริมถนนหลายครั้งและจำใจเดินมาแล้ว
แต่พอมาถึงหน้าร้านจริง ๆ กลับต้องแสดงความเย่อหยิ่งเด็ดขาด
ก่อนจะหมุนตัวจากไป
คำพูดเพียงไม่กี่ประโยค ราวกับทำให้ร้านจิ่วเจินนี้มีอะไร
บางอย่างที่ไม่อาจเปิดเผยได้ จนพาให้ผู้คนที่หยุดยืนอยู่ต้องขมวดคิ้ว
แล้วเลยผ่านไป
โชคดีที่เรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบกิจการร้านขนม จ่างเยี่ยนจึง
สามารถเก็บซ่อนความเย็นชาในสายตาเอาไว้ได้ เมื่อต้องเผชิญหน้า
กับความสงสัยอันบริสุทธิ์ของน้องสาว เขาจึงยกยิ้มกล่าวว่า “บางทีที่
บ้านพวกเขาอาจมีงานศพต้องไปรีบร่วมงานกระมัง”
สายลมพัดพาเสียงจามของใครบางคนมา ราวกับเป็นคำทักทาย
หรืออาจเป็นคำสาปแช่ง
เจียงเซิงไม่ได้ใส่ใจกับผู้คนที่ไม่ได้สำคัญมากนัก
นางหันมาตกตะลึงกับห่อขนมมากมายของจ้าวหยวน เดิน
วนรอบ ๆ เขาราวกับเป็นผึ้งน้อย
“พี่จ้าว เจ้ากินพวกมันไม่หมดจริง ๆ นะ ของพวกนี้อยู่ได้แค่สาม
วันก็เสียแล้ว” สวี่โม่ยังคงเกลี้ยกล่อม “วันหลังหากเจ้าอยากกิน ก็มา
ที่ร้านจิ่วเจินได้ตลอด”
“ไม่เป็นไร ข้าต้องการมากขนาดนี้เอง” จ้าวหยวนยืนกรานอย่าง
ผิดปกติ “นี่คือการสนับสนุนที่ข้ามอบให้พี่สวี่ ต่อไปพอพี่สวี่ได้เป็น
จอหงวนแล้ว ก็อย่าลืมข้าเป็นอันขาดเล่า”
แม้ว่าการสอบระดับแคว้นยังมาไม่ถึง เมืองหลวงยังมีจวี่เหรินอยู่
มากมาย แต่จ้าวหยวนก็ยังคงดื้อรั้นยืนกรานว่าสวี่โม่จะได้เป็นจอหง
วน เหมือนกับที่เขามองเห็นความสามารถอันโดดเด่นของสวี่โม่
ท่ามกลางหมู่บัณฑิตมากมาย และพยายามอย่างหนักเพื่อจะเป็น
สหายกับเขา
หรืออย่างในตอนนี้ที่เขาตัดสินใจมาร่วมแสดงความยินดี ก็ต้อง
นำขนมหวานมากมายกลับไปด้วย
สวี่โม่รู้ว่าจ้าวหยวนดื้อรั้น และเห็นถึงความจริงใจและความ
ซื่อตรงในตัวอีกฝ่าย เขาจึงไม่พยายามห้ามปรามอีก แต่ประสานมือ
ทั้งสองข้างและค่อย ๆ โค้งคำนับ
“ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจนักที่เจ้าให้เกียรติข้าเช่นนี้ ข้าหวังเพียงว่า
เดือนสองของปีหน้า ข้าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง”
ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร สหายที่ตัดสินใจคบหาในตอนนี้ก็จะ
เป็นสหายไปตลอดชีวิต
สวี่โม่เงยหน้าขึ้น ใบหน้างดงามเปล่งประกายด้วยรอยยิ้มจริงใจ
“พี่จ้าว ข้าจะไปส่งเจ้า”
จ้าวหยวนหัวเราะเบา ๆ และโอบไหล่เขา “เจ้าวางใจได้ มารดา
ของข้าชอบกินขนมหวานมาก ขนมพวกนี้นางกินหมดได้ภายในสอง
วัน”
“จริงหรือ?” สวี่โม่เลิกคิ้ว
“จริงสิ!” จ้าวหยวนตบอกรับรอง “เจ้ายังไม่เชื่อในคุณธรรมและ
คำพูดของข้าอีกหรือ”
สวี่โม่ไม่ได้โต้แย้ง
จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่ในช่วงครึ่งปีหลังจากนั้น เมืองหลวงก็เกิด
เหตุการณ์ประหลาด ภรรยาของท่านอาลักษณ์จ้าว พอเห็นขนม
หวานก็จะคลื่นไส้อาเจียน ราวกับหอยแก่อุ้มไข่มุก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็
ตรวจไม่พบชีพจรมงคล
…
สามวันต่อมา
ทั้งสองร้านกลับมาเปิดร้านตามปกติ
แน่นอนว่าลูกค้าลดจำนวนลงมาก สำนักแพทย์เวินยังคงรักษา
จำนวนคนไข้ได้ครึ่งหนึ่งจากเดิม แต่ร้านจิ่วเจินเหลือลูกค้าเพียงหยิบ
มือเดียวที่ยังกลับมาซื้ออีกครั้ง
เจิ้งหรูเชียนโมโหมาก”วัตถุดิบของข้าล้วนใช้ของดีทั้งนั้น
รสชาติก็เยี่ยมยอดมาก ทำไมถึงมีคนน้อยกว่าสำนักแพทย์ของเจ้าสี่
เล่า”
เจียงเซิงเกาคางครุ่นคิด
จ่างเยี่ยนเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “พี่รอง ขนมหวานไม่ใช่
อาหารหลัก ไม่ใช่สิ่งของจำเป็น”
สำหรับบรรดาร้านขนมหวานแล้ว ร้านจิ่วเจินที่มีลูกค้าวันละ
หลายสิบคนก็ถือว่าไม่เลวเลย ขนมหวานสิบกว่าชนิดก็ขายได้จน
เกือบหมด กิจการนี้ถือว่าน่าพอใจจริง ๆ
เพียงแต่เจิ้งหรูเชียนนั้นใจร้อนและทะเยอทะยานมากเกินไป เมื่อ
ต้องการมากเกินไปจึงรู้สึกไม่พอใจนัก
“ในเมืองหลวงแห่งนี้ ร้านใดบ้างที่ไม่ผ่านการกลั่นกรองของ
กาลเวลา ถึงค่อย ๆ สร้างชื่อเสียงและความนิยมขึ้นมาได้” จ่างเยี่ยนก
ล่าวเบา ๆ “ข้าเข้าใจความรู้สึกของพี่รองที่อยากหาเงิน แต่การทำ
การค้านั้นจะรีบร้อนไม่ได้”
อีกอย่างร้านจิ่วเจินกับสำนักแพทย์ก็อยู่ติดกัน ยังมีพี่สี่คอยดูแล
กระทั่งตอนตรวจรักษาโรคเพียงพูดแนะนำสักคำ ก็จะนำลูกค้ามาให้
ร้านจิ่วเจินได้
“พี่รอง เสี่ยวจูกำลังรับสมัครหมอหญิงอยู่ ต่อไปหากหมอหญิง
เหล่านั้นไปบีบนวดให้บรรดาฮูหยินตระกูลใหญ่ ก็จะช่วยกระจายข่าว
ของร้านจิ่วเจินได้ด้วย” ในตอนนั้นเอง เวินจืออวิ่นพลันเงยหน้าขึ้นมา
จากตำราแพทย์
ช่วงไม่กี่วันที่รักษาคนแบบไม่คิดเงินที่ผ่านมานี้ เขาได้รักษาเด็ก
ที่เป็นโรคบิดจนหายดีหลายคน บรรเทาอาการป่วยเรื้อรังให้สตรีไป
สิบกว่าคน และยังช่วยชีวิตหญิงที่ตั้งครรภ์สามเดือนเอาไว้ได้
ไม่มีการคุกเข่าก้มกราบเกินจริงเหมือนในเรื่องเล่า ไม่มีหญิงสาว
ร้องไห้น ้าตานองหน้ามาขอมอบกายถวายชีวิตให้ แต่ความซาบซึ้ง
อันจริงใจและคำขอบคุณอย่างซื่อ ๆ ของพวกเขา ก็ทำให้เวินจืออวิ่น
รู้สึกพอใจและมีความสุข
ใบหน้าบอบบางซึ่งมักจะก้มมองต ่า ก็สามารถเชิดขึ้นได้อย่าง
สง่างาม
ที่แท้สิ่งที่เขาต้องการมาตลอด คือการได้รับการยอมรับ
เพียงเท่านี้เอง
ราตรีกาลย่างใกล้เข้ามา
พี่น้องทุกคนต่างตั้งใจทำงานของตนเต็มที่ รอจนถึงเวลากินข้าว
รอจนพี่ใหญ่กลับมาจากกั๋วจื่อเจี้ยน
แต่จนดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือยอดต้นหลิวแล้ว สวี่โม่ก็ยังไม่
ปรากฏตัวมา