พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 208 วิธีโค่นจูจื้อ
ด้วยฐานะพี่ชายคนโตเพียงคนเดียวของครอบครัว เมื่อพี่รองเจิ้ง
หรูเชียนที่ไม่ค่อยน่าไว้วางใจกับพี่สามฟางเหิงไม่อยู่บ้าน สวี่โม่แทบ
จะกลายเป็นแบบอย่างให้กับน้องชายน้องสาว
เขารักษากิริยามารยาท ขยันหมั่นเพียร ทุ่มเททำงานและตรงต่อ
เวลา
ทุกครั้งที่สวี่โม่นัดหมายกับใคร เขามักจะมาถึงก่อนเวลาเสมอ
ไม่เคยมาสายแม้แต่ครั้งเดียว
เมื่อวานก่อนเขายังบอกกับเจิ้งหรูเชียนว่า หลังกลับมาจากกั๋วจื่อ
เจี้ยนแล้ว จะช่วยดูบัญชีของสามวันนี้ ค่อย ๆ วิเคราะห์เรื่องจำนวน
ลูกค้าที่ถนนเทียนเจีย รวมถึงประเภทขนมที่จะพัฒนาสูตรต่อไป
แต่ตอนนี้เลยเวลากินข้าวมาแล้ว สวี่โม่กลับยังไม่ปรากฏตัว
จ่างเยี่ยนเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นยืน ขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “พี่ใหญ่
อาจจะเกิดเรื่องก็ได้”
คนอื่น ๆ ต่างตกใจ เจิ้งหรูเชียนถึงกับไม่กังวลเรื่องร้านขนมอีก
พูดตะกุกตะกักว่า “ไม่…ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ พี่ใหญ่ไปกลับกั๋วจื่อเจี้ย
นทุกวัน จากกั๋วจื่อเจี้ยนมาถึงที่นี่ก็ใช้แค่เวลาชาถ้วยเดียวเท่านั้น จะ
เกิดเรื่องอะไรขึ้นได้กัน”
ที่สำคัญ ที่นี่คือเมืองหลวงเชียวนะ
ไม่ใช่อำเภอเซี่ยหยางที่แสนห่างไกล แล้วก็ไม่ใช่เขตอันสุ่ยที่
ขาดแคลนกำลังเจ้าหน้าที่
ทหารยามในเมืองหลวงมีมากกว่าเด็กเร่ร่อนในอำเภอเซี่ยหยาง
เสียอีก ทุกสามก้าวแทบจะมีด่านตรวจ ทุกห้าก้าวก็จะมีด่านกั้น ทุก
หนทุกแห่งต่างเห็นทหารควบม้าไปมา ที่ประตูใหญ่ยิ่งมีทหารถือหอก
ยาวยืนเรียงเป็นแถว
ใครจะกล้ามาดักปล้นบัณฑิตจากกั๋วจื่อเจี้ยน หรือกล้ามารังแก
เจี้ยหยวนผู้สูงศักดิ์กัน?
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกว่ามันเป็นไปไม่ได้
มีเพียงจ่างเยี่ยนที่ยังคงกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “เหตุใดจะเป็นไป
ไม่ได้เล่า ในเมืองหลวงมีขุนนางสูงศักดิ์มากมาย หากมีพวกเขาอยู่ ก็
ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ทั้งนั้น”
เจิ้งหรูเชียนถึงกับพูดไม่ออก
เจียงเซิงกับเวินจืออวิ่นที่อยู่ข้าง ๆ ต่างตื่นตระหนกขึ้นมา แล้ว
พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “พวกเราไปตามหาพี่ใหญ่กันเถอะ!”
ไม่ว่าจะมีอันตรายใด พวกเขาก็จะเผชิญหน้าไปด้วยกัน
เจิ้งหรูเชียนและจ่างเยี่ยนลุกขึ้นพร้อมกัน เจิ้งหรูเชียนอาศัย
ความสูงและขาที่ยาววิ่งไปถึงประตูเรือนเป็นคนแรก พอเปิดประตูไม้
ออก ก็เห็นเงาร่างคนอยู่ราง ๆ
ในขณะที่เขายังตกตะลึงอยู่นั้น
เจียงเซิงที่อยู่ด้านหลังก็ตะโกนเสียงดังพลางวิ่งเข้ามาหา “พี่
ใหญ่!”
ที่แท้ก็เป็นสวี่โม่ เช่นนั้นก็วางใจได้แล้ว
ทุกคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก อาศัยแสงจันทร์พากันดึงสวี่
โม่เข้าไปในห้อง
ตอนนั้นเองที่จุดเทียนขึ้น เหล่าน้องชายน้องสาวจึงพบว่า พี่ใหญ่
ผู้สง่างามของพวกเขาซึ่งต่อให้จะสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายก็ยังดูสะอาด
สะอ้านนั้น บัดนี้กลับมีสภาพยับเยินไปทั้งร่าง
ใบหน้าไม่เพียงเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดิน เสื้อผ้าก็ขาดวิ่น แขน
เสื้อถูกฉีกขาดเป็นริ้ว ๆ เผยให้เห็นปุยฝ้ายสีขาวด้านใน
“พี่ใหญ่” เจียงเซิงแทบจะร้องไห้ รีบลนลานถอดเสื้อของสวี่โม่
คนที่ยังตกอยู่ในภวังค์จึงได้สติ เขารีบกุมมือน้องสาวไว้ แล้วเอ่ย
เสียงเบา “ข้าไม่เป็นไร”
“เสื้อผ้าท่านขาดหมดแล้ว ไม่รู้ว่าเนื้อตัวจะมีบาดแผลหรือไม่”
เจิ้งหรูเชียนตะโกนเสียงดัง แล้วดึงเสื้อคลุมปุยฝ้ายของพี่ชายออก
เผยให้เห็นผิวที่ขาวผ่อง
ขอบคุณสวรรค์ ถึงจะมีรอยแดงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีตรงไหนที่
บาดเจ็บรุนแรง
น้องชายน้องสาวจึงต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แก้มสวี่โม่กลับมาเริ่มแดงระเรื่อ เขาอายจนโมโห รีบปิดเสื้อผ้า
กลับ แล้วต่อว่า “เจ้ารอง น้องสาวโตแล้วนะ!”
เมื่อยุ้งฉางเต็มจึงรู้จักมารยาท เมื่ออิ่มหนำสำราญจึงรู้จักความ
ละอายใจ
แม้การที่พวกเขาพี่น้องแบ่งกันกินขนมชิ้นหนึ่งจะไม่ใช่เรื่องใหญ่
แต่การเปิดเสื้อผ้าเผยเนื้อหนังต่อหน้าน้องสาวก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะ
ชายหญิงนั้นย่อมแตกต่างกัน ต่อให้พวกเขาสนิทสนมกันจริง แต่ก็
ต้องรักษามารยาทเอาไว้
เจียงเซิงที่อยู่ข้าง ๆ ยื่นหน้ามองอย่างงุนงง ยังไม่เข้าใจ
ความหมายของเขา
สวี่โม่ถอนหายใจอีกครั้ง ลูบหัวกลม ๆ ของนาง “ข้าไม่เป็นไร แค่
จูซือหวนบอกเรื่องหนึ่งกับข้า ทำให้ข้าตกใจมากเท่านั้น”
เมื่อวานนี้ จูซือหวนก็ได้แลกเปลี่ยนวันเดือนปีเกิดกับคุณหนูเถา
และได้ทำสัญญาหมั้นหมายกันแล้ว
ตามธรรมเนียมของบรรพชน พวกเขาถือเป็นคู่หมั้น สามารถ
เชิญชวนกันออกนอกบ้านและเป็นสหายกันได้
จูซือหวนกับคุณหนูเถานับว่าเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก
เพียงแต่คุณหนูเถาอายุมากกว่าเขาสองปี จึงมองเขาเป็นน้องชายมา
โดยตลอด กระทั่งทั้งสองกำหนดวันแต่งงานในเดือนหนึ่งของปีหน้า
คุณหนูเถาจึงเริ่มมองสามีที่อายุน้อยกว่าตนสองปีอย่างจริงจัง
บ่ายวันนั้น ทั้งสองพูดคุยกันอยู่บนถนน จูซือหวนอดไม่ได้ที่จะ
แสดงความชื่นชมของตนในหลายปีนี้ให้คุณหนูเถาฟัง และสัญญาว่า
อีกสามปีข้างหน้าเขาจะต้องสอบจวี่เหรินให้ได้ เพื่อไม่ให้ญาติฝ่าย
หญิงนึกดูถูกนาง
ตอนนั้นเอง คุณหนูเถากลับถามอย่างตกตะลึงว่า “ตระกูลจูไม่ได้
คิดหาวิธีช่วยให้เจ้าสอบจวี่เหรินได้หรือ”
“คิดหาวิธี” จูซือหวนสับสน
คิดหาวิธีอะไร?
จวี่เหรินไม่ใช่การสอบที่ยุติธรรมและเที่ยงตรงที่สุดหรอกหรือ?
โดยพื้นฐานแล้วไม่สามารถโกงหรือเล่นลูกไม้อะไรได้ไม่ใช่หรือ?
ต้องขอบคุณคุณหนูเถาที่หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งจึงได้เปิดใจ
จูซือหวนถึงรู้ว่าการสอบจวี่เหรินก็มีเรื่องเก็งข้อสอบเช่นกัน
ผู้ที่เก็งข้อสอบถูกและท่องจำคำตอบมาตรฐานล่วงหน้าก็
สามารถโดดเด่นขึ้นมาและสอบผ่านได้
สิ่งนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ใครบ้างที่ไม่เคยเก็งข้อสอบ
แต่การสอบจวี่เหรินไม่เพียงมีแต่ข้อสอบแบบถามตอบเท่านั้น ยัง
มีข้อสอบเรียงความที่
ยาวเหยียดอีก
เรียงความประเภทนี้โดยทั่วไปแล้วไม่มีคำตอบมาตรฐาน และไม่
สามารถท่องจำได้ทั้งหมด หนึ่งคนสามารถเลือกหัวข้อที่น่าจะออก
สอบมากที่สุดสองหัวข้อ แล้วเขียนเรียงความลงไปอย่างเต็มที่ตอนอยู่
ในสำนักสอบ
บางคนสอบแปดหรือเก้าครั้งถึงจะสอบผ่าน อาจเป็นเพราะขาด
พรสวรรค์ด้านการเขียน หรืออาจเป็นเพราะคาดเดาหัวข้อไม่ถูก
กระทั่งครั้งสุดท้ายถึงโชคดีแบบแมวตาบอดจับหนูตาย จึงสอบเป็นจวี่
เหรินได้สำเร็จ
“แต่ก็ไม่ได้มากเกินไปนี่” สวี่โม่สงสัย “ไม่ว่าจะเขียนเรียงความไว้
ล่วงหน้าหรือเขียนตอนสอบ ก็ล้วนเป็นผลงานของคนผู้นั้น ทั้งหมด
แสดงถึงความสามารถของเขา”
การได้เห็นข้อสอบที่ตนเองเคยเขียนถูกนำมาใช้ในการสอบ เป็น
เรื่องที่โชคดีนัก
จูซือหวนยิ้มแหย ๆ พลางส่ายหน้า “พี่สวี่ เจ้าช่างคิดว่าผู้คนดี
งามเกินไป หากเป็นการท่องจำข้อสอบ คนที่มีฝีมือการเขียนปาน
กลางจะท่องจำงานของตัวเองหรือของผู้อื่นกันเล่า”
หากเขาสามารถเขียนเรียงความดี ๆ ได้ด้วยตนเองจริง ยัง
จำเป็นต้องท่องจำเรียงความสองอย่างอย่างยากลำบากก่อนสอบด้วย
หรือ? เขาไม่อาจแสดงฝีมือในสนามสอบหรือสร้างสรรค์ผลงานใหม่
ๆ ได้หรือ?
สวี่โม่ไม่ใช่คนโง่ คำพูดนี้ดังก้องในหูราวกับฟ้าผ่า ชะล้างความ
เข้าใจดั้งเดิมของเขาเกี่ยวกับการสอบขุนนาง อีกทั้งยังทำให้เห็น
ทิศทางบนเส้นทางอันสับสนของเขา
หลังจากทำลายแผนการแต่งงานของจูจื้อ เขาก็ไม่แน่ใจว่าควร
จะจัดการกับจูจื้ออย่างไร ถึงจะไม่ทำให้น้องชายน้องสาวต้องพลอย
เดือดร้อน ทว่าก็สามารถแก้แค้นคนได้
คำพูดของจูซือหวนทำให้เขาเปิดโลกใหม่ ทำให้เขาตัดสินใจ
จะโค้นล้มจูจื้อ
“ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ก็ยังสามารถกำจัดปรสิตที่คิดจะอาศัยการ
ท่องจำข้อสอบเพื่อความก้าวหน้าในการสอบขุนนางได้” สวี่โม่กล่าว
เสียงทุ้ม “หากขั้นตอนนี้ยังไม่ได้ผล ข้าก็จำต้องใช้กลยุทธ์สุดท้าย
แล้ว”
เจิ้งหรูเชียน เจียงเซิง เวินจืออวิ่น จ่างเยี่ยน ทั้งสี่ต่างนิ่งไป
พวกเขาไม่กล้าถามสวี่โม่ว่ากลยุทธ์สุดท้ายคืออะไร พวกเขา
รู้สึกได้ว่านั่นอาจเป็นวิธีที่สวี่โม่ต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน
หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ จ่างเยี่ยนจึงฝืนยิ้มแล้วทำลายความ
เงียบลง “ตระกูลเถารู้แล้วว่าตำแหน่งจวี่เหรินของจูจื้ออาจได้มาอย่าง
ไม่ถูกต้อง แต่ก็ยังต้องการสถานะของจวี่เหรินมาเป็นเงื่อนไขเจรจาสู่
ขอ ช่างเป็นตระกูลใหญ่ที่รักษาหน้าตาจริง ๆ”
ความจริงพิสูจน์แล้วว่า พวกเขาแสดงท่าทีว่าตนเองสูงส่งจริง ๆ
มิเช่นนั้น เพื่อความร่วมมือและผลประโยชน์ระหว่างสองตระกูล
พวกเขาคงไม่ยอมให้คุณหนูเถาหมั้นหมายกับจูซือหวนที่ยังเป็น
เพียงซิ่วไฉแน่นอน
“แต่ถึงจะวางท่าเย่อหยิ่งแค่ไหน พวกเขาก็ยังเป็นตระกูลใหญ่ใน
เมืองหลวง ย่อมต้องรักษาเกียรติไว้” สวี่โม่คิดในอีกแง่มุม “หากจูซื
อหวนไม่ได้เป็นคุณชาย ตระกูลเถาก็คงไม่มีทางยอมหมั้นหมายด้วย”
เช่นเดียวกับตระกูลจู ถึงจะรู้ว่าตำแหน่งจวี่เหรินของจูจื้ออาจจะ
ได้มาโดยไม่ชอบธรรม แต่หากเรื่องนี้ถูกเปิดเผย พวกเขาก็จะทอดทิ้ง
จูจื้อไปอย่างไม่ลังเล
สุดท้ายสิ่งที่คนตระกูลใหญ่ให้ความสำคัญที่สุดก็คือชื่อเสียง
ไม่ใช่หรือ
สวี่โม่ยกมุมปากขึ้น ดวงตาเปล่งประกายแห่งความมุ่งมั่นและแน่ว
แน่