พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 209 สาเหตุที่ทำให้พี่ชายมีสภาพเช่นนี้
ทั่วทั้งเรือนเล็กเงียบกริบ
สวี่โม่คิดว่าน้องชายน้องสาวคงได้รับอิทธิพลจากความชอบ
ธรรมอันแรงกล้าของเขา จึงกำลังจะใช้โอกาสนี้สอนเรื่องหลักการ
และความรู้สึกให้พวกเขาฟัง
เจียงเซิงดึงชายเสื้อที่มีปุยฝ้ายติดอยู่ของเขาเบา ๆ “พี่ใหญ่ ท่าน
ยังไม่ได้บอกว่าทำไมถึงได้มีสภาพเช่นนี้เลยนะ”
สวี่โม่ก้มหน้าลง คราวนี้เขาพูดไม่ออก
ถ้าจะเล่าเรื่องนี้ มันจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หลังจากได้ฟังความลับที่จูซือหวนเปิดเผย สวี่โม่ก็เริ่มวางแผนใน
ใจ ครุ่นคิดซ ้าไปซ ้ามาว่าควรจะโค่นล้มจูจื้อได้อย่างไร
อันดับแรกเขาต้องหาหลักฐานว่าอีกฝ่ายลอบซื้อหัวข้อการสอบ
แต่มันช่างยากเย็นเหลือเกิน ขนาดฐานะลูกหลานสายตรงของจูซือห
วนยังไม่มีใครรู้ นั่นหมายความว่าคนที่สามารถเข้าถึงข้อสอบได้มี
เพียงคนกลุ่มเล็ก ๆ และล้วนมีฐานะสูงส่ง
ในฐานะจวี่เหรินที่ไร้ซึ่งพื้นเพ สวี่โม่ไม่มีทางเข้าถึงกลุ่มคน
เหล่านั้นได้เลย
ดังนั้นเขาจึงต้องเริ่มจากบัณฑิตยากจนที่ขายเรียงความ ค้นหา
ต้นฉบับที่จูจื้อใช้สอบผ่านขุนนาง แล้วค่อย ๆ วางแผนขั้นต่อไป
บังเอิญว่าที่ในกั๋วจื่อเจี้ยนมีบัณฑิตยากจนอยู่สองคน ปกติพวก
เขาจะสวมเสื้อผ้าที่ถูกเย็บปะชุน ไม่มีกระดาษหรือเขียนหนังสือจนถูก
คนอื่นหัวเราะเยาะ แม้จะมีคนใจดีอยากเข้าไปช่วยเหลือ แต่พวกเขา
ก็ปฏิเสธที่จะรับ
ด้วยความร้อนใจ สวี่โม่จึงเลือกติดตามบัณฑิตยากจนคนหนึ่ง
เพื่อจะดูว่าเขาอาศัยอยู่ที่ใด และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใดบ้าง
“สรุปก็คือพี่ใหญ่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนร้ายและถูกทุบตีมาสินะ”
เจิ้งหรูเชียนอดหลุดปากออกมาไม่ได้
ใบหน้าของสวี่โม่พลันแดงก ่าราวกับก้นลิง ประสบการณ์อันน่า
อับอายเช่นนี้เขาไม่อยากยอมรับ แต่เดิมตั้งใจจะเล่าให้คลุมเครือ แต่
น้องชายน้องสาวในบ้านฉลาดเกินไป จึงเดาได้แทบจะถูกต้องทั้งหมด
เหตุการณ์จริงในตอนนั้นคือ
สวี่โม่แอบย่องตามหลังบัณฑิตคนนั้นไป หลายครั้งที่เขาเกือบจะ
ตามไม่ทัน ขณะกำลังร้อนใจอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงตวาดแหลมดังมา
จากด้านหลัง “เจ้าคนเลวนี่มาจากไหนกัน!”
จากนั้น พี่ใหญ่ที่น้องชายน้องสาวเคารพนับถือมากที่สุด คนที่
สูงส่งดั่งสายลมแสงจันทร์ก็ลอยขึ้นกลางอากาศ แล้วล้มคว ่าหน้าฟาด
พื้นขาชี้ฟ้า
ยามนั้นฟ้ามืดแล้ว เขาไม่มีเวลานึกเสียดายเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น ทั้ง
ยังไม่มีเวลาเช็ดหน้าให้สะอาด คิดแต่จะหันกลับไปมองหาบัณฑิต
ยากจนคนนั้น แต่กลับไม่เห็นร่องรอยใด ๆ เลย
พอหันกลับมาอีกที คนที่ก้าวออกมาคือหญิงสาวร่างเล็กในชุดสี
ดำ เขามองเห็นหน้าไม่ชัดเจน ได้ยินเพียงเสียงอุทานของนาง “เป็น
บัณฑิตจากกั๋วจื่อเจี้ยนนี่เอง”
สวี่โม่เรียนเสร็จก็ติดตามบัณฑิตยากจนมาทันที เขาไม่ทันได้
เปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยซ ้า จึงยังสวมเสื้อคลุมสีเทาที่กั๋วจื่อเจี้ยนมอบให้
“ข้าไม่ได้ตั้งใจนะ… เจ้าต่างหากที่แอบย่องเข้ามาก่อน” หญิงสาว
ชุดดำเอามือปิดปาก โค้งคำนับอย่างลนลาน “แต่มันเป็นความผิด
ของข้าเอง เจ้าอย่าโทษข้าเลยนะ”
จากนั้นนางก็หายไปท่ามกลางฝูงชน
สวี่โม่ผู้น่าสงสารได้แต่ค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า หลังจาก
พักสักครู่ จึงกลับมายัง เรือนเล็กอย่างยากลำบาก
เสื้อผ้าขาดวิ่น ทั้งตัวเต็มไปด้วยดินโคลนและคราบฝุ่น ซ ้ายังต้อง
เผชิญกับรอยยิ้มกลั้นขำของพวกน้องชายอีก
มีเพียงเจียงเซิงที่เป่าฝุ่นดินบนตัวพี่ใหญ่อย่างจริงจัง แล้วพูดเบา
ๆ ว่า “ข้าเป่าให้พี่ใหญ่แล้ว พี่ใหญ่จะได้ไม่เจ็บ”
เขาคงต้องนั่งอยู่บนพื้นสักพักถึงจะรู้สึกดีขึ้น พี่ใหญ่คงต้องเจ็บ
มากแน่
เหมือนตอนที่นางแอบใช้เกวียนของลุงจ้าวแล้วถูกจับได้ ตอนนั้น
ก็ถูกเตะไปหลายทีเช่นกัน นางก็ต้องนอนคว ่าบนพื้นอยู่นานกว่าจะ
ค่อย ๆ เดินโซเซกลับไปยังวัดร้าง
สวี่โม่ยื่นมือออกไปลูบศีรษะน้องสาวเบา ๆ พอมองดวงตากลมโต
ของนางก็รู้สึกอบอุ่นในใจ
ผ่านไปนานจ่างเยี่ยนจึงเอ่ยว่า “ต่อไปพี่ใหญ่อย่าทำอะไรโดยไม่
คิดให้รอบคอบเช่นนี้อีกนะ ครั้งนี้ไม่ได้ตีงูให้กระดกหางก็นับว่าดีแล้ว”
ความสัมพันธ์ของคนตระกูลใหญ่นั้นซับซ้อน หัวข้อการสอบยัง
มีความเกี่ยวข้องกว้างขวางมากกว่านั้น อาจกล่าวได้ว่าดึงเส้นผม
เส้นเดียวก็สะเทือนไปทั้งร่าง
สวี่โม่ก็รู้ว่าตนเองใจร้อนและหุนหันเกินไป เขาจัดปุยฝ้ายที่ปลิว
ว่อนกลับเข้าที่ ความอับอายที่ทำให้หน้าแดงก็จางหายไป กลับมา
เป็นพี่ชายคนโตที่สง่างามดั่งสายลมแสงจันทร์อีกครั้ง “วางใจเถอะ
ข้าจะไม่รีบร้อนอีก”
พูดถึงตอนนี้ พวกเขายังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย
ในที่สุดเมื่อการสนทนาจบลง ป้าจางก็นำอาหารที่อุ่นไว้มาให้
บอกให้ทุกคนนั่งลง
จ่างเยี่ยนฉวยโอกาสลดเสียงลง ขยับเข้าไปใกล้สวี่โม่ แล้วพูดที
ละคำ “พี่ใหญ่ลองคิดในมุมมองอื่นดูสิขอรับ ในฐานะคนนอกย่อม
ยากจะสืบข่าวภายใน แต่ถ้าท่านเป็นหนึ่งในคนที่เกี่ยวข้องเล่า”
แม้สวี่โม่จะไร้อำนาจและอิทธิพล แต่เขาเป็นคนมีพรสวรรค์ เป็น
เจี้ยหยวนวัยสิบสี่ปี เขามีข้อได้เปรียบที่โดดเด่น เรียงความของเขา
ต้องมีคนต้องการแน่นอน
พูดจบ จ่างเยี่ยนก็หยิบชามข้าวขึ้นมาอย่างว่าง่าย แล้วก้มหน้า
ก้มตากิน
สวี่โม่เข้าใจความหมายของน้องชายแล้วจึงไม่พูดอะไรอีก
อาหารเย็นวันนี้ยังคงมีขาหมูที่เจียงเซิงชอบ ไก่ผัดที่เจิ้งหรูเชียน
ชอบ ปลาไนเปรี้ยวหวานที่เวินจืออวิ่นโปรดปราน และไก่ผัดไข่ขาวที่
จ่างเยี่ยนอยากกินเป็นพิเศษ
เมื่อกวาดตามองไปตรงมุมสุดก็เห็นขนมวางอยู่ถึงห้าจาน
ทั้งหมดเป็นของที่เหลือจากการขายที่ร้านจิ่วเจินซึ่งไม่สามารถเก็บไว้
ขายในวันพรุ่งนี้ได้
พอพูดถึงเรื่องนี้ สามวันก่อนตอนที่ซื้อหนึ่งมอบให้อีกหนึ่ง ก็ไม่มี
ขนมเหลืออยู่สักจานและขายหมดเกลี้ยงทุกครั้ง
ไม่กี่วันมานี้ หลังจากการขายเช่นนี้จบลง ขนมที่เหลือก็เพิ่มจาก
สองจานเป็นสามจาน และตอนนี้กลายเป็นห้าจาน คนที่ฉลาดสัก
หน่อยก็คงคาดเดาได้ว่าต่อไปมันจะยิ่งมีมากขึ้นเรื่อย ๆ
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกว่าตนเองไม่โง่ ดังนั้นเขาจึงยิ่งรู้สึกทุกข์ใจ
ด้วยอารมณ์เช่นนี้ พอเห็นป้าจางยกขนมพุทรามาอีกจาน เขาก็
อดโอกครวญออกมาไม่ได้ “ท่านป้า หากร้านค้าไม่ดี ข้าจะทำ
อย่างไร แต่พุทราที่ข้าขนมาจากเจิ่งซินคงอยู่ไม่ได้ถึงครึ่งปีหรอก
ขอรับ”
ร้านขนมไม่ขายออก พุทราจากเจิ่งซินไม่อาจขนส่งไปยังที่อื่นได้
ทำให้แผนการขนส่งสินค้าของเขาต้องหยุดชะงักไปด้วย
เรื่องนี้ช่างน่าเศร้าเหลือเกิน
ป้าจางยิ้มแล้วแตะหน้าผากของเขา “ทำการค้าก็เป็นเช่นนี้
เมื่อก่อนเจ้าส่งสินค้าให้ผู้อื่นจึงไม่มีความเสี่ยง แต่ก็ได้รับกำไรน้อย
ตอนนี้เจ้าเปิดร้านเองได้กำไรมาก แต่ก็ต้องแบกรับความเสี่ยงมาก
ขึ้นด้วย”
“แต่ท่านป้า ข้าอยากได้เงิน ข้าไม่อยากขาดทุน ไม่อยากกิน
ขนมที่เหลือทุกวันด้วย” เจิ้งหรูเชียนพูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
สุดท้ายเขาก็ยังเป็นแค่เด็ก
ในช่วงเวลาที่สำคัญ ก็ยังต้องการการพึ่งพาผู้ใหญ่
จางเซียงเหลียนกอดเขาราวกับเป็นมารดา ขณะลูบศีรษะเขาเบา
ๆ นางก็ถอนหายใจพลางกล่าวว่า “หากสามารถซื้อหนึ่งให้อีกหนึ่งได้
ทุกวัน ขนมคงไม่เหลือแน่ แต่ถ้าทำเช่นนั้นก็คงไม่มีกำไร”
มีร้านไหนบ้างที่ซื้อหนึ่งให้หนึ่งทุกวัน แล้วยังจะหาเงินได้และมี
ชีวิตอยู่ต่อไปได้
จางเซียงเหลียนกล่าวเพื่อปลอบใจเจิ้งหรูเชียน แต่ไม่คิดว่าพวก
เด็ก ๆ จะเงยหน้าขึ้นมาทันที
สวี่โม่กะพริบตาแล้วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “หากขนมที่
เหลือมีมากเกินไป เมื่อคำนวณแล้วก็ไม่ต่างจากการซื้อและแจก ไม่สู้
ลดกำไรลงสักหน่อยแล้วขายราคาถูกแต่จำนวนมากดีกว่า”
“หรือจะแจกต่อไป แต่แจกน้อยลง?” จ่างเยี่ยนไม่ค่อยเข้าใจเรื่อง
ทำการค้า จึงพูดอย่างไม่แน่ใจ
พวกเขาตั้งใจจะปลอบใจพี่ชาย แต่ไม่คิดว่าเด็กหนุ่มที่เมื่อครู่ยัง
ถอนหายใจและคร ่าครวญอยู่จะลุกขึ้นยืนทันที ดวงตาเขาส่อง
ประกายพลางกล่าวว่า “คำพูดของพี่ใหญ่กับเจ้าห้ามีเหตุผล พวกเรา
ต้องซื้อและแจกให้ต่อไป”
แต่ไม่ใช่ซื้อหนึ่งให้หนึ่ง และไม่ใช่ราคาในปัจจุบัน
วันรุ่งขึ้น หน้าร้านจิ่วเจินก็ติดประกาศอีกครั้ง
เนื้อหาของประกาศคือ
‘ขนมทุกชนิดในร้าน ซื้อหนึ่งชั่งแจกให้อีกครึ่งชั่ง มาก่อนได้
ก่อน!’
แต่เช่นเดียวกัน ราคาขนมก็ถูกปรับขึ้นอย่างเงียบ ๆ ถึงห้าส่วน