พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 211 นักเขียนเงา
ตามความเข้าใจของสวี่โม่ ผู้ที่ทำเรื่องเช่นนี้ควรเป็นบัณฑิตที่
ยากจน เหมือนสหายร่วมเรียนที่เขาแอบติดตามไปก่อนหน้านี้
แต่ความจริงกลับเป็นว่า บัณฑิตที่มาหาเขากลับเหมือนเป็น
คุณชายที่ร ่ารวยและมีฐานะ สวมใส่เครื่องประดับที่ทำจากเงินและ
ทองคำ กิริยาท่าทางเต็มไปด้วยความสง่างามของคุณชายจากเมือง
หลวง หากไม่รู้ก็อาจคิดว่าพวกเขามาจากตระกูลใหญ่โต
คุณชายผู้นั้นเอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้ข้าก็ยากจนเหมือนเจ้า
ภายหลังได้รับความช่วยเหลือจากผู้มีพระคุณ จึงสามารถ
เปลี่ยนแปลงตนเองและมีชีวิตที่ดีในเมืองหลวงแห่งนี้ได้”
หัวใจของสวี่โม่จมดิ่งลงทันที
คนผู้นี้ช่างฉลาดเหลือเกิน เขาเข้าใจความรู้สึกของบัณฑิต
ยากจนที่ปรารถนาการยอมรับ น ้าเสียงตรงไปตรงมายิ่งเพิ่มความ
น่าเชื่อถือ หากเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนแอ คงจะหลงเชื่อเขาอย่าง
รวดเร็ว
โชคดีที่สวี่โม่ยังมีสติอยู่บ้าง เขาเอ่ยเสียงค่อยว่า “สหายร่วมเรียน
กำลังพูดถึงอะไร ข้าไม่ค่อยเข้าใจนัก”
พูดจบ เขาก็หยิบหนังสือขึ้นมาปิดรอยปะชุนบนเสื้อผ้า
การกระทำนี้ทำให้คุณชายผู้มั่งคั่งพอใจ และความระแวดระวังใน
ดวงตาของเขาหายไป
“เจ้าคือสวี่โม่ใช่หรือไม่ ข้าสืบมาแล้ว เจ้าเป็นสามัญชนที่มาจาก
อำเภอเซี่ยหยาง บิดามารดาเสียชีวิตทั้งคู่ เดินทางไกลมาเมืองหลวง
เพื่อสอบระดับแคว้นเพียงลำพัง” บัณฑิตผู้นั้นพึมพำราวกับนึกถึงบาง
สิ่ง ดวงตาฉายแววหม่นหมอง
สวี่โม่ไม่ได้โต้แย้งอะไร
ในทะเบียนราษฎร์ของเขามีเพียงชื่อของตัวเองเท่านั้น แม้แต่
ตอนที่น้องชายคนรองเปิดร้านใหม่ก็เรียกแค่จ้าวหยวน ฉีหวาย และ
จูซือหวนให้มาเท่านั้น
ไม่ต้องพูดถึงจูซือหวน แค่ฉีหวายก็เป็นคนฉลาดไม่เปิดเผย
ความลับ ส่วนจ้าวหยวนเป็นคนซื่อและดื้อรั้น เมื่อสวี่โม่บอกว่าไม่มี
เงินก็คือไม่มีเงิน และไม่เคยคิดสงสัยอะไรเลย
“ข้ายังสืบมาด้วยว่า เจ้าพักอาศัยอยู่ที่บ้านของป้าสะใภ้ชั่วคราว
คงรู้สึกอึดอัดใจที่ต้องอาศัยบ้านผู้อื่นสินะ” คุณชายผู้มั่งคั่งกล่าว
สวี่โม่กะพริบตา
ป้าสะใภ้คนนี้…น่าจะเป็นป้าจางสินะ
สวี่โม่แซ่สวี่ ป้าจางแซ่จาง ดูก็รู้ว่าไม่ใช่ป้าแท้ ๆ ดังนั้นก็ต้องเป็น
ป้าสะใภ้เท่านั้น
คาดเดาได้ดี แต่คราวหน้าไม่ต้องคาดเดาแล้ว
มุมปากของสวี่โม่กระตุก เขาหันหน้าไปอย่างเศร้าสร้อย ราวกับ
เป็นการยอมรับ
คุณชายผู้มั่งคั่งพูดด้วยน ้าเสียงภาคภูมิใจ “ข้ายังสืบมาว่า ที่บ้าน
ป้าสะใภ้ของเจ้ามีเด็กอีกหลายคน ทุกวันคงจะส่งเสียงจอแจ เกรงว่า
พวกเขาคงต้องพูดคุยกันวุ่นวายตลอดทั้งวัน ทำให้เจ้ารู้สึกรำคาญใจ
เป็นแน่”
แต่ความจริงแล้ว เวลาสวี่โม่อยู่คนเดียวแม้จะเงียบสงบ ทว่าเขาก็
รู้สึกเหงาอยู่บ้าง เมื่อมีน้องชายน้องสาวอยู่ด้วย ทั้งเรือนก็ราวกับมี
ชีวิตชีวา กระทั่งตัวอักษรในหนังสือก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาด้วย
“สภาพแวดล้อมเช่นนี้คงไม่เอื้อต่อการเรียนของเจ้าหรอก”
บัณฑิตคนนั้นกล่าวจบก็สรุปว่า “อีกสามเดือนก็จะถึงการสอบระดับ
แคว้นแล้ว เจ้าต้องการเงินทอง ต้องการสภาพแวดล้อมที่สงบเพื่อการ
เรียน และต้องการอนาคตที่สดใส”
เขากล่าวด้วยน ้าเสียงล่อลวง “หากเจ้าต้องการ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมด
ล้วนอยู่ในมือเจ้าแล้ว”
ไหนเลยมีอะไรที่ได้มาง่ายดายเช่นนั้น
ของขวัญทุกอย่างที่ชะตามอบให้ ล้วนถูกกำหนดราคาที่ต้องจ่าย
ไว้แล้วทั้งสิ้น
การได้สวมใส่เครื่องประดับหรูหรานั้นดีแน่นอน การได้ใช้เงิน
อย่างสุรุ่ยสุร่ายก็เป็นอิสระ แต่เมื่อสิ่งเหล่านี้ต้องแลกมาด้วยพรสวรรค์
ทั้งหมดของตนเอง เปลี่ยนเด็กหนุ่มจากบัณฑิตที่มีความ
ทะเยอทะยานให้กลายเป็นคุณชายผู้มั่งคั่ง มัวเมาไปกับความรุ่มรวย
และไร้ซึ่งความมุ่งมั่น หากหวนคิดถึงตรากตรำร ่าเรียนในช่วงหลาย
สิบปีที่ผ่านมา จะไม่รู้สึกเสียดายเลยหรือ?
เสียงคำพูดในวัยเยาว์ดังก้องขึ้นมาราวกับฟ้าผ่า สั่นสะเทือนโสต
ประสาทของเขา
สวี่โม่มองบัณฑิตคนนั้นเงียบ ๆ ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่สายตา
นั้น พาให้คุณชายผู้มั่งคั่งรู้สึกขนลุกไปทั้งตัวจนแทบจะวิ่งหนี กระทั่ง
เขากล่าวเสียงเบาว่า “ข้าลองดูก็ได้”
แค่ลองดูเท่านั้น
ความซื่อสัตย์สุจริตที่บิดาเคยสอนยังคงอยู่ในใจเขา ความรัก
ชาติที่อาจารย์สั่งสอนก็ไม่เคยลืมเลือน พรสวรรค์ของสวี่เจี้ยหยวนจะ
อุทิศให้กับบ้านเมืองเท่านั้น ไม่มีวันแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว
เด็ดขาด
แต่สำหรับคุณชายผู้มั่งคั่ง คำว่า “ลองดู” นี้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว
บัณฑิตนับไม่ถ้วนที่ก้าวขึ้นเรือลำนี้ บ้างก็ไม่เต็มใจ บ้างก็เต็มไป
ด้วยความโกรธแค้น บ้างเพียงต้องการหาเงินเล็กน้อยแล้วเลิกรา บ้าง
เมตตาดั่งพระโพธิสัตว์ พยายามช่วยสหายร่วมเรียนให้พ้นจากทะเล
แห่งความทุกข์
แต่เมื่อพวกเขาได้รับเงิน ได้ลิ้มรสความสุขจากการใช้เงินอย่าง
สุรุ่ยสุร่าย พวกเขาก็ไม่มีทางหวนกลับมาได้อีก
บรรพชนเคยกล่าวไว้ว่า การเปลี่ยนจากความประหยัดสู่ความ
ฟุ่มเฟือยนั้นง่าย แต่การเปลี่ยนจากความฟุ่มเฟือยสู่ความประหยัด
นั้นยาก
เมื่อรู้ว่าเรียงความหนึ่งสามารถแลกเงินได้นับร้อยตำลึง และ
เข้าใจว่าในเมืองหลวงเงินทองเทียบได้กับเกียรติยศและสถานะ ใคร
เล่าจะยอมกลับไปสู่ชีวิตที่ยากจนข้นแค้นอีก ใครเล่าจะยินดีสวม
เสื้อผ้าที่ต้องปะชุน กินอาหารหยาบ ๆ วันแล้ววันเล่า
ในสายตาของบัณฑิตผู้นี้ สวี่โม่ก็เป็นเพียงอีกคนหนึ่งใน “พวก
เขา” เหล่านั้น
ทั้งสองตกลงกันอย่างง่าย ๆ
ข้อเรียกร้องของบัณฑิตคนนั้นเรียบง่ายมาก ต้องการให้สวี่โม่
เขียนเรียงความตามหัวข้อการสอบในเมืองหลวงครั้งที่แล้วภายใน
สามวัน จากนั้นจะจ่ายเงินตามคุณภาพของเรียงความ
หลังจากนั้น เรียงความนี้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับสวี่โม่อีกต่อไป เงินและ
สินค้าถูกแลกเปลี่ยนกันเรียบร้อย
เมื่อสวี่โม่บอกความต้องการไปอย่างคลุมเครือว่าอยากพบสหาย
ร่วมเรียนคนอื่น เขาก็ถูกบัณฑิตคนนั้นปฏิเสธอย่างไร้ปรานี
“งานของพวกเราหาเงินได้ง่าย แต่ก็มีการแข่งขันเช่นกัน” เขา
กล่าวพร้อมรอยยิ้มกำกวม “เจ้ากับนักเขียนเงาคนอื่นเป็นคู่แข่งกัน
ดังนั้นไม่ควรติดต่อกันเลยจะดีที่สุด ข้าพูดเช่นนี้ก็เพื่อประโยชน์ของ
เจ้าเองนะ”
สวี่โม่ก้มหน้านิ่งไม่พูดอะไร
ที่แท้บัณฑิตที่รับเขียนเรียงความแบบนี้เรียกว่า ‘นักเขียนเงา’
สินะ
คุณชายผู้มั่งคั่งไม่สนใจท่าทีของสวี่โม่ เขานัดหมายเวลาและ
สถานที่พบกันในครั้งต่อไปแล้วก็จากไปอย่างองอาจ
เขาไม่สนใจเลยว่าสวี่โม่จะเขียนหรือไม่ ถึงสวี่โม่ไม่เขียนก็ยังมี
คนอื่นเขียนให้ได้ แต่ถ้าสวี่โม่ยอมเขียน เขาก็จะได้กำไรอีกก้อน
การติดต่อระหว่างทั้งสองฝ่ายถูกจำกัดให้เป็นแบบตัวต่อตัว เพื่อ
ป้องกันไม่ให้ข่าวถูกแพร่กระจายและปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้
ว่าจ้าง
สิ่งนี้เป็นที่พอใจอย่างยิ่งสำหรับชนชั้นสูงที่ต้องการซื้อข้อสอบ
แต่มันกลับทำให้สวี่โม่รู้สึกลำบากใจ
เขายืนนิ่งอยู่ที่เดิมอยู่นาน นานจนกระทั่งนกที่เกาะพักบนกิ่งไม้
บินจากไปแล้ว ถึงมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น
คุณชายฉีหวายก้าวออกมาช้า ๆ ใบหน้าขาวเนียนปรากฏความ
กังวลอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน “พี่สวี่ ท่านทำให้ข้าต้องมาพัวพันกับ
เรื่องยุ่งเหยิงนี้แล้ว”
ที่แท้เมื่อครึ่งเดือนก่อน ฉีหวายก็สังเกตเห็นพฤติกรรมผิดปกติ
ของสวี่โม่ได้ หลังจากพยายามซักถามจริงใจหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้
คำตอบอะไร กลับเป็นฝ่ายถูกสวี่โม่ร้องขอ จนต้องจำใจลบร่องรอย
ความสนิทสนมของเหล่าพี่น้อง และยังเปลี่ยนชื่อผู้เช่าเรือนเล็กให้
เป็นชื่อของป้าจางอีกด้วย
ดังนั้นยามที่คุณชายผู้มั่งคั่งซึ่งเป็นคนนอกมาสืบดู ก็จะเห็นว่าสวี่
โม่เป็นเพียงเด็กกำพร้าที่อาศัยอยู่กับป้าสะใภ้ และยังมีน้องชาย
น้องสาวมาคอยรบกวน จนทำให้เขาต้องการเงินเร่งด่วนเพื่อ
เปลี่ยนแปลงสถานการณ์
เพื่อเป็นการตอบแทน สวี่โม่ไม่ได้เปิดเผยเรื่องที่ฉีหวายแอบสืบ
หนึ่งคือเพื่อตอบสนองความสงสัยของฉีหวาย
สองคือเพื่อสังเกตดูว่าฉีหวายเป็นคนที่ใช้การได้หรือไม่ โดยไม่
ต้องเปิดเผยไพ่ในมือเขา
นึกย้อนไปถึงสหายทั้งสามคนที่รู้จักกันในกั๋วจื่อเจี้ยน
จ้าวหยวนมีนิสัยซื่อตรงแต่หุนหันพลันแล่น จูซือหวนคิด
รอบคอบแต่มีอำนาจจำกัด มีเพียงฉีหวายเท่านั้นที่ทั้งมีฐานะและ
ความฉลาด เขาจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
การที่เขาสอบจวี่เหรินได้แบบหวุดหวิดก็ยากจะเชื่อมโยงเขากับ
เรื่องการซื้อข้อสอบ
หากฉีหวายผู้นี้มีที่มาไม่ชอบมาพากล การแสดงในวันนี้ที่เขาได้
ยิน สวี่โม่ก็สามารถฉวยโอกาสเกาะเกี่ยวเส้นทางการสอบระดับแคว้น
ของฉีหวาย เพื่อเข้าไปในโลกของนักเขียนเงาได้
ช่างเป็นการขว้างก้อนหินเดียวได้นกสามตัวจริง ๆ
โชคดีที่ฉีหวายไม่ทำให้เขาผิดหวัง
คุณชายผู้มีผิวพรรณขาวสะอาดและใบหน้าสดใสพับพัดลง แล้ว
ยิ้มอย่างจนใจพลางกล่าวว่า “แต่หากเจ้าต้องการตามสืบจริง ๆ ข้าก็
จะช่วยเจ้า”
“ใครใช้ให้ข้าเป็นบุตรชายของเจ้ากรมพิธีการเล่า”