พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 214 ท่านย่า
หลังเจียงเซิงพูดจบ วังเสี่ยวซงที่อยู่ข้าง ๆ ก็ตาเป็นประกาย
จ่างเยี่ยนยิ่งพยักหน้าเบา ๆ แสดงการเห็นด้วย “การค้าเป็ดย่าง
หายไปก็หายไป เรือนโยวหรานถอนฟืนใต้หม้อแบบนี้ไม่ถูกต้อง แต่
พวกเขาก็ทำเพื่อผลกำไรของตัวเอง”
เจียงเซิงเข้าใจ แม้เจิ้งหรูเชียนจะร่วมมือกับเรือนโยวหรานไปไม่
น้อย แต่นอกจากไส้กรอกรมควันที่เรือนโยวหรานต้องการมากที่สุด
แล้ว สิ่งอื่นล้วนมีหรือไม่มีก็ได้
หากยกเลิกข้อตกลงกับเรือนโยวหรานจริง ๆ ทั้งสองฝ่ายก็ไม่มี
ใครได้ประโยชน์ แต่เจิ้งหรูเชียนจะเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบอย่าง
หนักแน่นอน
โชคดีมีร้านจิ่วเจินในเมืองหลวง แม้ว่าวันหน้าจะยกเลิกข้อตกลง
กับเรือนโยวหราน ก็ใช่ว่าจะสูญเสียไปทั้งหมด
พูดถึงร้านจิ่วเจิน เจียงเซิงก็นึกถึงสำนักแพทย์เวินที่อยู่ข้าง ๆ กับ
วังเสี่ยวจูที่อยู่ในสำนักแพทย์ตอนนี้
“พี่เสี่ยวซง พวกเราไปที่ถนนเทียนเจียกันเถอะ” นางเงยหน้าขึ้น
พูดอย่างใจเย็น “ข้าจะไปดูว่าร้านขนมเป็นอย่างไร ท่านก็ไปพบพี่
เสี่ยวจูด้วยกันสิ”
พี่น้องที่ห่างหายกันไปนานครึ่งปีจะไม่คิดถึงกันได้อย่างไร
ส่วนรถม้าที่บรรทุกถั่วฝักยาวเต็มคันนั้น…เจียงเซิงตัดสินใจ
รวดเร็ว “เอาไปด้วยก่อน ถ้าเรือนโยวหรานต้องการก็ขายให้ แต่ถ้า
ไม่พวกเราก็ขายให้คนอื่นได้”
หากขายไม่ออกจริง ๆ ก็คงต้องรอให้เจิ้งหรูเชียนกลับมาปรึกษา
กันอีกที
เมื่อตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็ให้อาหารม้าจนมันอิ่ม แล้ว
ขึ้นไปนั่งบนรถม้า มุ่งหน้าสู่ถนนเทียนเจียที่คึกคักและเจริญรุ่งเรือง
จากกั๋วจื่อเจี้ยนไปจนถึงถนนเทียนเจีย ส่วนใหญ่เป็นย่านที่อยู่
อาศัยของชนชั้นสูงในเมืองหลวง
แต่ในกั๋วจื่อเจี้ยนนั้นเต็มไปด้วยบัณฑิต ส่วนใหญ่บริเวณรอบ ๆ
เป็นอาคารบ้านเรือน บ้างก็เป็นที่อยู่อาศัยของคนมั่งมี บ้างก็ให้คน
รวยจากต่างถิ่นเช่า เป็นย่านที่เงียบสงบไม่วุ่นวาย
เมื่อไปทางถนนเทียนเจียจะพบกับร้านค้ามากมาย ผู้คนเริ่ม
สัญจรไปมาเพิ่มขึ้น ความมั่งคั่งของเมืองหลวงก็ค่อย ๆ ปรากฏสู่
สายตา
หากกล่าวว่าตอนวังเสี่ยวซงเพิ่งมาถึงเมืองหลวง ปากของเขา
เป็นรูปตัววงกลม พอมาถึงถนนเทียนเจียก็อ้าปากกว้าง แล้วพอเห็น
โรงเตี๊ยมสามชั้นอันหรูหรา และเหล่าคุณชายคุณหนูที่สวมใส่ผ้าไหม
แพรพรรณ คางของเขาแทบจะหลุดออกจากหน้า
ในที่สุดก็มาถึงร้านจิ่วเจิน อาจเป็นเพราะได้เห็นความหรูหรามา
มากแล้ว เขากลับรู้สึกว่าร้านค้าสี่ห้องที่มีค่าเช่าถึงแปดร้อยตำลึงนี้
ไม่ได้พิเศษอะไร
ค่อนข้างจะธรรมดา
รถม้าถูกจอดและผูกไว้กับเสาไม้ วังเสี่ยวซงเพิ่งลงจากรถม้า ก็
เห็นน้องสาวกำลังเดินเคร่งเครียดอยู่หน้าสำนักแพทย์
ครึ่งปีที่ไม่ได้พบกัน วังเสี่ยวจูสูงขึ้น เติบโตขึ้นและงดงามขึ้นด้วย
เด็กสาววัยสิบห้าปีเช่นนาง ควรจะได้เติบโตภายใต้การปกป้อง
คุ้มครองของบิดามารดา คอยพูดคุยเรื่องการแต่งงานกับเพื่อนบ้าน
และเตรียมสินสอดให้เพียงพอสำหรับการแต่งงาน
แต่บิดามารดาของพวกเขาเสียชีวิตทั้งคู่ ทำให้พวกเขาไร้ที่
พึ่งพิง แม้จะโชคดีได้พบกับพวกคุณชาย แต่หากต้องการสิ่งใดก็ต้อง
ใช้สองมือของตนเองหามา
วังเสี่ยวซงมองมือทั้งสองข้างของตนที่หยาบกร้านเพราะการเดิน
ทางไกล แล้วจ้องมองน้องสาวที่นับวันยิ่งสวยขึ้น ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
อย่างเซ่อซ่า
“เสี่ยวจู”
เสียงเรียกที่คิดถึงมาตลอดทำให้วังเสี่ยวจูเกือบทำสมุนไพรในมือ
หกเสียแล้ว นางเงยหน้าขึ้นมองจึงพบว่าเป็นคนที่นางคิดถึงมาตลอด
ครึ่งปีกว่า
พี่น้องที่พลัดพรากจากกัน ย่อมคิดถึงกันเป็นธรรมดา
แต่ด้วยนิสัยเก็บตัวและเรียบเฉย ทำให้วังเสี่ยวจูเพียงแค่มอง
พี่ชายสองครั้งแล้วก้มหน้าลง พูดเบา ๆ ว่า “ท่านมาแล้วหรือ”
“อืม มาแล้ว” วังเสี่ยวซงยิ้มเซ่อ ๆ
เจียงเซิงที่อยู่ข้าง ๆ รู้สึกร้อนใจแทนพวกเขา หากเป็นพี่รองของ
นางกลับมา นางจะต้องวิ่งเข้าไปกอดเขาแน่นเหมือนเวลาเห็นถุงใส่
เงิน
แต่เมื่อมองพี่น้องคู่นี้ หลังจากทักทายกันแล้วกลับแยกย้ายไปทำ
ธุระของตัวเองเสียอย่างนั้น
วังเสี่ยวจูยังคงส่งสมุนไพรให้เวินจืออวิ่น สอนหมอหญิงคนอื่น
เรื่องการบีบนวด การแยกแยะจุดฝังเข็มและการฝังเข็ม
วังเสี่ยวซงเกาศีรษะ ไม่รบกวนน้องสาว แต่เลี้ยวเข้าไปในร้านจิ่ว
เจินของเจ้านาย มองซ้ายมองขวาอย่างแปลกตา เมื่อเห็นขนมหลาย
อย่างที่ราคาสูงถึงชั่งละสามร้อยเหวิน มือที่ยื่นออกไปก็หดกลับมา
เงียบ ๆ
“พี่เสี่ยวซงชอบอะไรก็หยิบมากินได้เลย” เจียงเซิงดูบัญชีพลาง
พูดลอย ๆ “ทั้งหมดนี้ท่านป้าทำเองทั้งนั้น”
วังเสี่ยวซงถอยหลังไปอีกสองก้าว ส่ายหน้าราวกับตีกลอง
เขาไม่กล้ากิน ไม่กล้ากินเลยจริง ๆ
เขายังจำได้ว่าขนมกุ้ยฮวาของหมู่บ้านสิบลี้ ราคาเพียงชั่งละสิบ
เหวิน เหมาะสำหรับห่อเป็นของขวัญไปเยี่ยมญาติมิตร
ที่อำเภอเซี่ยหยางแพงกว่านิดหน่อย ราว ๆ สิบห้าเหวิน
พอมาถึงเขตอันสุ่ยเขาก็ไม่ได้กินขนมอีกเลย แต่ในความทรงจำ
ของวังเสี่ยวซง ขนมกุ้ยฮวาที่แพงที่สุดก็แค่ชั่งละยี่สิบถึงสามสิบเหวิน
ทำไมพอมาถึงเมืองหลวง ราคาถึงได้พุ่งขึ้นไปถึงสามร้อยเหวิน
แล้ว
แม้ว่าขนมจะมีรูปร่างประณีตและกลิ่นหอมน่าลิ้มลอง แต่วังเสี่ยว
ซงก็ยังคงถอยกรูดกลับไปหลบอยู่หลังเจียงเซิงอย่างขลาดกลัว
“พี่เสี่ยวซงไม่กินหรือ?” เจียงเซิงวางบัญชีลงแล้วเงยหน้าขึ้นมอง
อย่างแปลกใจ
วังเสี่ยวซงส่ายหัวรัว ๆ
จ่างเยี่ยนที่อยู่ด้านข้างสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงเช็ดมือให้
สะอาดแล้วหยิบขนมออกมาชิ้นหนึ่ง วางลงบนฝ่ามือของวังเสี่ยวซง
“กินเถอะ ไม่เป็นไรหรอก”
ขนมพุทราที่ปั้นเป็นรูปหมูน้อยน่ารักน่าเอ็นดู ส่วนฐานที่รองอยู่
ด้านล่างยิ่งเพิ่มน ้าหนักให้มันมากขึ้น เมื่อถือไว้ในมือก็รู้สึกหนักอึ้ง
มันน่าจะหนักถึงสองเหลียงเลย
หากคิดตามราคาสามร้อยเหวินต่อหนึ่งชั่ง หนึ่งชั่งมีสิบเหลียง
ดังนั้นขนมพุทราชิ้นนี้ก็คงมีราคาถึงสี่สิบเหวิน เทียบเท่ากับค่าแรง
ครึ่งเดือนของเหล่าท่านป้าในโรงผลิต
ดวงตาของวังเสี่ยวซงยิ่งเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ไม่เพียงไม่
รู้สึกอยากอาหาร แต่กลับรู้สึกว่าขนมพุทราในมือเหมือนเผือกร้อน ๆ
จะทิ้งก็ไม่ได้ ไม่ทิ้งก็ไม่ได้
เจียงเซิงที่อยู่ข้าง ๆ ยังคงสงสัย
จ่างเยี่ยนถอนหายใจแผ่วเบาแล้วพูดช้า ๆ ว่า “ท่านยังจำได้
หรือไม่ ที่หมู่บ้านสิบลี้ ถังหูลู่ราคาแค่สองเหวินก็ซื้อได้หนึ่งไม้ พอ
มาถึงเขตอันสุ่ยก็กลายเป็นห้าเหวิน แล้วพอมาถึงเมืองหลวงมันจะขึ้น
ราคาเป็นเท่าไหร่ ท่านรู้หรือไม่?”
วังเสี่ยวซงส่ายหน้างงงวย
“ยี่สิบเหวิน” จ่างเยี่ยนกล่าวเบา ๆ “สิบเท่าของหมู่บ้านสิบลี้ สี่เท่า
ของเขตอันสุ่ย”
เมืองที่เจริญรุ่งเรืองต้องการค้าขายมาสนับสนุน ต้องการการ
ค้าขายเพื่อขับเคลื่อนและพัฒนา
เมื่อเงินมีมากขึ้น เงินก็จะมีค่าน้อยลง
เช่นเดียวกับค่าจ้างคนงานชั่วคราวของโรงผลิต เขตอันสุ่ยจ่าย
เพียงวันละห้าเหวิน แต่เมืองหลวงไม่อาจต ่ากว่าสี่สิบเหวินได้ และยัง
ต้องเพิ่มขึ้นตามเวลา ตอนนี้มันเพิ่มเป็นห้าสิบถึงหกสิบเหวินแล้ว
“ขนมราคาเพียงสี่สิบเหวิน กินได้อย่างสบายใจ” จ่างเยี่ยน
หัวเราะเบา ๆ “หากท่านยังกลัวอยู่ ก็ไปดูที่เรือนโยวหรานกับเจียงเซิง
เถอะ”
ความแตกต่างระหว่างเมืองหลวงกับเขตอันสุ่ยอยู่ที่เรือนโยว
หรานทั้งหมดแล้ว
ร้านที่มีชื่อเดียวกัน เป็นร้านอาหารระดับสูงในเมืองเหมือนกัน
เรือนโยวหรานของเขตอันสุ่ยอย่างมากก็เรียกได้ว่ามั่งคั่ง แต่เรือน
โยวหรานของเมืองหลวงต้องใช้คำว่า “หรูหราอลังการ” “วิจิตร
บรรจง” “งดงามตระการตา” มาบรรยาย
โดยเฉพาะความสูงถึงสามชั้น ทำให้วังเสี่ยวซงเงยคอมองจน
ตะลึง
“ถึงแล้ว” เจียงเซิงลงจากรถม้า เข้าแถวรอผูกเชือกม้า
ด้านหน้านางเป็นครอบครัวผู้มั่งคั่ง รถม้าใหญ่กว่ารถม้าของนาง
สามเท่า ม้าที่ลากรถก็มีถึงสามตัว กำลังจอดอยู่หน้าประตูเรือนโยว
หราน
สาวใช้กระโดดลงมาก่อน อุ้มที่วางเท้าไปวางไว้ข้างบันไดรถม้า
แล้วยื่นมือออกไปพยุงผู้อาวุโสที่มีผมสีเงินทั่วศีรษะลงมา
เจียงเซิงมองไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดนัก แต่สัมผัสได้ถึง
กิริยาท่าทางและความมั่นคงของนาง นางเดินเข้าไปในเรือนโยวหรา
นอย่างสง่างาม โดยมีเถ้าแก่ใหญ่คอยต้อนรับอย่างนอบน้อม
ไม่นานรถม้าคันใหญ่ก็ถูกนำออกไป เจียงเซิงจึงจูงม้าไปผูกไว้
กับเสาไม้ แล้วเดินเข้าไปในเรือนโยวหรานอย่างรวดเร็ว
นางอายุน้อยจึงก้าวเดินได้ไว หนึ่งก้าวของนางเท่ากับสามก้าว
ของผู้ใหญ่
เมื่อเข้าไปถึงห้องโถงใหญ่ของเรือนโยวหราน ก็ได้ยินผู้อาวุโส
คนนั้นกำลังสนทนากับเถ้าแก่ใหญ่พอดี
เถ้าแก่ใหญ่ที่ปกติหยิ่งผยองนักหนา ตอนนี้กลับโค้งคำนับอย่าง
นอบน้อมและกล่าวว่า “เหตุใดฮูหยินผู้เฒ่าถึงมาที่เรือนโยวหรานล่ะ
ขอรับ ท่านต้องการมาทานอาหารหรือมาเพียงเยี่ยมเยือน?”
เสียงที่แก่ชราแต่อ่อนโยนเอ่ยถาม “ข่าวที่ข้าให้พวกเจ้าส่งไปยัง
เรือนโยวหรานทุกแห่งเป็นอย่างไรบ้าง หาตัวเด็กคนนั้นพบแล้ว
หรือไม่”