พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 219 การเจรจาร่วมมือเรื่องขนม
การขายถั่วฝักยาวแห้งที่ขนมาจากเขตอันสุ่ยให้กับเรือนโยว
หราน ทำให้เจียงเซิงรู้สึกโล่งใจในที่สุด
นางไม่ได้ทำให้พี่รองผิดหวัง และไม่ได้ทำให้การค้าของเขา
เสียหาย
แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือ หลังจากพ่อครัวใหญ่รู้ว่าร้าน
จิ่วเจินเป็นของพวกเขา อีกฝ่ายก็มาอุดหนุนเป็นครั้งคราว ปกติเขา
จะซื้อขนมสองชั่ง และบางครั้งก็เดินไปดูในครัวด้านหลัง
ตอนแรกป้าจางคิดว่าเขาต้องการมาขโมยสูตร จึงเพิ่มการ
ระมัดระวังขึ้น แม้แต่วังเสี่ยวซงก็มองเขาด้วยความระแวง
จนกระทั่งห้าวันก่อนถึงปีใหม่
หลังจากสังเกตการณ์มานาน ในที่สุดพ่อครัวใหญ่ก็กล่าวว่า
“เรือนโยวหรานก็มีพ่อครัวทำขนม แต่เขามีแรงไม่มาก ทำได้มากสุด
แค่วันละสามถึงห้าอย่าง ข้าเห็นว่าขนมของท่านดีมาก ท่านอยากจะ
ทำส่งให้เรือนโยวหรานบ้างหรือไม่”
ป้าจางรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
ความประหลาดใจที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้เกือบทำให้นางตื่น
ตระหนก แต่เดิมนางคิดว่าการเปิดร้านเพื่อหาเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ถือ
ว่าดีมากแล้ว ไม่คิดว่าจะไปเข้าตาเรือนโยวหรานด้วย
นี่นั่นเป็นร้านอาหารชั้นยอดของเมืองหลวง อาหารแต่ละจานคิด
ราคาเป็นตำลึง แล้วทำไมจึงสนใจขนมธรรมดา ๆ ของนางได้
“พ่อครัวคงล้อเล่นแล้ว” หลังจากสงบสติอารมณ์ลง จางเซียง
เหลียนก็เอ่ยอย่างระมัดระวัง “ขนมของร้านจิ่วเจินนั้นราคาถูก เกรง
ว่าจะไม่ถูกใจชนชั้นสูง”
ขนมที่แพงที่สุดในร้านคือขนมพุทรา เนื่องจากวัตถุดิบอย่างแป้ง
ข้าวเหนียวมีราคาแพง จึงตั้งราคาไว้สูง แต่ก็แค่ชั่งละสามร้อยเหวิน
และยังเพิ่มขนมให้อีกครึ่งชั่ง เท่ากับครึ่งชั่งหนึ่งร้อยห้าสิบเหวิน
ลองนึกภาพคุณชายผู้สูงศักดิ์แห่งเมืองหลวงเดินเข้าเรือนโยว
หราน แล้วนั่งลงสั่งขนมพุทราครึ่งชั่งมากินจนอิ่มด้วยราคาเพียงหนึ่ง
ร้อยเหวิน ป้าจางก็รู้สึกละอายใจขึ้นมาแล้ว
เรือนโยวหรานควรจะขายขนมที่เพียงครึ่งชิ้นก็ราคาหนึ่งตำลึง
กินแค่สองคำก็หมด อย่างนี้ถึงจะเหมาะสมต่างหาก
“ไม่ ๆ ๆ ขนมของท่านรสชาติดีมาก” พ่อครัวใหญ่มักโบกมือ
สองข้างเวลารีบร้อน “หลังได้ลิ้มลองรสขนมของร้านท่าน ข้าก็อยาก
ร่วมมือกับท่านจริง ๆ ข้าไม่ได้พูดเล่น ข้าพูดจริง ๆ นะ”
เขามีรูปร่างสูงใหญ่ และเพราะต้องชิมอาหารบ่อย ๆ จึงทำให้
ร่างกายค่อนข้างเจ้าเนื้อ
ตอนนี้เขากำลังตื่นเต้นจนทำป้าจางตกใจไปด้วย
สตรีวัยสามสิบกว่าปีแม้จะผ่านความยากลำบากมามาก แต่
หลังจากอยู่กับเด็กทั้งหกคน ได้กินดีอยู่ดี อารมณ์ก็ดีขึ้นไม่น้อย จึง
ค่อย ๆ กลับมามีผิวพรรณผุดผ่องอีกครั้ง มองเผิน ๆ ก็ดูเหมือนหญิง
สาวอายุยี่สิบกว่าปี
อีกทั้งนางมีนิสัยอ่อนโยน ขี้กลัว ทุกครั้งที่ตกใจดวงตามักจะแดง
เรื่อขึ้นมา ด้วยใบหน้าที่ขาวซีดและขลาดกลัว จึงดูเหมือนกระต่าย
น้อยขาวที่ถูกกลั่นแกล้ง
มือไม้ที่โบกไปมาของพ่อครัวใหญ่ชะงักค้างทันที
เขามีลางสังหรณ์ว่า ถ้าเขาพูดอีกประโยคเดียว สตรีตรงหน้าคน
นี้ก็จะร้องไห้ให้เขาเห็นแล้ว
ด้วยความสงสารและรู้สึกผิด เขาจึงเอามือไพล่หลัง กำลังจะ
กล่าวคำขอโทษแล้วค่อยพูดคุยเรื่องขนมกันดี ๆ
ทันใดนั้น วังเสี่ยวซงที่กำลังถือขนมออกมาจากครัวด้านหลังก็
เห็นภาพนี้เข้า เขานึกถึงคำที่ป้าจางบอกให้คอยระวังตัว จึงตกใจจน
ขนลุกซู่ หัวใจเต้นรัวด้วยความกังวล
ชั่วพริบตานั้นเด็กหนุ่มร่างกำยำจึงวางขนมในมือลง แล้วพุ่งเข้า
ใส่เหมือนดาวตกเข้าที่เอวของพ่อครัวใหญ่อย่างจัง
จากนั้นก็ได้ยินเสียงร้องดัง “โอ๊ย”
เจียงเซิงกับจ่างเยี่ยนที่เพิ่งมาถึงหน้าร้านจิ่วเจินต่างตะลึงงัน คิด
ว่าเป็นป้าจางเกิดเรื่อง
แต่เสียงร้องนี้ชัดเจนว่าเป็นเสียงของผู้ชาย
หรือว่าจะมีคนมาหาเรื่อง?
สองพี่น้องตกใจจนหน้าซีด รีบวิ่งกระเซอะกระเซิงกันเข้าไปข้าง
ใน จึงเห็นพ่อครัวใหญ่ผู้ใจดีนอนอยู่บนพื้น ข้าง ๆ มีป้าจางยืนตะลึง
งัน และวังเสี่ยวซงที่ก้มอยู่บนพื้น
“พ่อครัวใหญ่!” เจียงเซิงร้องอุทาน รีบเข้าไปจะพยุงคนลุกขึ้นมา
แต่พ่อครัวใหญ่ตัวหนักเกินกว่าพวกเขาสองคนรวมกัน ไม่ว่าจะ
ออกแรงแค่ไหนก็ยกไม่ขึ้น
จ่างเยี่ยนเฉลียวฉลาด เขาหันหลังแล้วเข้าไปที่สำนักแพทย์เวิน
ข้อดีของการอยู่ใกล้สำนักแพทย์ปรากฏชัดเจนในยามนี้
เมื่อเวินจืออวิ่นนำกล่องยาใบเล็กออกมา พ่อครัวใหญ่ถูกเจียง
เซิงและป้าจางพยุงขึ้นมาแล้ว พร้อมทั้งอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของข้าเอง ตอนนั้นข้า…”
“ข้าคิดว่าตัวเองจะถูกตีอีก” จางเซียงเหลียนพูดด้วยท่าทาง
หวาดกลัว “เสี่ยวซงเข้าใจผิด จึงเกิดเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ขึ้น”
แม้จะใช้ชีวิตอย่างอิสระมาสามปีแล้ว แต่ความหวาดกลัวที่ฝังอยู่
ในกระดูกก็ยังคงอยู่ ทุกครั้งที่เห็นบุรุษคนหนึ่งยกมือขึ้น นางก็จะหด
ตัวด้วยความหวาดกลัวโดยไม่รู้ตัว
เจียงเซิงเข้าใจดี เวินจืออวิ่นก็เข้าใจ แม้แต่วังเสี่ยวซงก็ละอายใจ
จนนอนราบกับพื้นไม่กล้าลุกขึ้น
มีเพียงพ่อครัวใหญ่ที่เอ่ยถามด้วยความสงสัย “ถูกตี?”
ไม่มีผู้ใดอธิบายอะไรเพิ่มเติม
เวินจืออวิ่นจับชีพจรแล้วนวดบริเวณเอวให้เขา พลางกล่าวเสียง
แผ่วว่า “แค่อาการเคล็ดเท่านั้น ไม่ใช่ปัญหาร้ายแรง พักสักสองสาม
วันแล้วดื่มยาอีกสองชุดก็พอแล้วขอรับ”
เขาสะพายกล่องยากลับไปที่สำนักแพทย์เพื่อตรวจและจ่ายยาต่อ
ก่อนจากไปก็ลูบหัวเจียงเซิงเบา ๆ ด้วย
ไม่นานวังเสี่ยวจูก็นำยาสองชุดมาส่งให้ พร้อมกับถีบพี่ชายแท้ ๆ
ของนางทีหนึ่ง
ชัดเจนว่านางยังคงโกรธเคืองกับความหุนหันพลันแล่นของเขา
“ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเอง” วังเสี่ยวซงกล่าวด้วยสีหน้า
ละอายใจ “พอข้าเห็นท่านป้ากำลังร้องไห้ ข้าก็…ข้าก็ใจร้อนเกินไป”
“ความผิดข้าต่างหาก ข้าขี้กลัวเกินไป” จางเซียงเหลียนส่าย
หน้า
ทั้งสองคนแย่งกันรับความผิด จนทำให้พ่อครัวใหญ่ที่อยู่ข้าง ๆ
ถึงกับขำ
แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับจางเซียงเหลียน แต่ความใจดีและ
อ่อนโยนของนางทำให้เขาไม่กล้าถามหาการรับผิดชอบได้ “ข้าไม่
เป็นไร อายุมากเอวก็ไม่ดีเป็นเรื่องปกติ ถ้าอายุน้อยกว่านี้สักยี่สิบปี
คนที่ล้มอาจไม่ใช่ข้าก็ได้”
วังเสี่ยวซงรู้สึกละอาย นี่เป็นความจริง หากพ่อครัวใหญ่ไม่ได้เอา
มือไพล่หลัง บางทีเขาอาจไม่ถูกชนจนล้มก็ได้
ช่างเป็นเรื่องบังเอิญอะไรเช่นนี้
“เอาเถอะ เรื่องวันนี้ก็เอาไว้แค่นี้ก่อน ส่วนเรื่องขนมท่านลองคิดดู
อีกที ยานี้ข้าขอรับไปแล้ว” พ่อครัวใหญ่ขึ้นยืนพลางจับเอว แล้วหยิบ
ยาสองชุดเหน็บไว้ตรงเข็มขัด
จางเซียงเหลียนมองอยู่ไกล ๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
เมื่อพ่อครัวใหญ่เดินไปไกลแล้ว เจียงเซิงจึงถามอย่างแปลกใจ
“ท่านป้า เรื่องขนมอะไรหรือเจ้าคะ?”
“เรือนโยวหรานต้องการขนมหวานจากร้านจิ่วเจิน” จางเซียง
เหลียนทำหน้าเศร้า “พวกเขาไม่สนใจพุทราและกับเกาลัดของเรา
แล้วจะสนใจขนมของเราได้อย่างไร”
ถ้าถึงตอนนั้นโดนคนดูถูกอีกรอบ ศักดิ์ศรีที่พวกเจียงเซิง
พยายามรักษาไว้ก็จะสูญเปล่า
ความกังวลของป้าจางมีเหตุผล เจียงเซิงก็เห็นด้วย แต่เมื่อนึกถึง
ความพยายามของพ่อครัวใหญ่เรื่องถั่วฝักยาว นางก็รู้สึกว่ามันน่าจะ
มีโอกาส
สุดท้ายแล้ว การที่ร้านจิ่วเจินร่วมมือกับเรือนโยวหราน ร้านจิ่ว
เจินก็จะเป็นฝ่ายที่ได้ประโยชน์มากที่สุด
เจียงเซิงคิดว่าแม้แต่พี่รองก็คงไม่อยากปล่อยโอกาสทองนี้ไป
“ท่านป้า ข้าคิดว่าเรื่องนี้ท่านน่าจะพิจารณาดูอีกครั้ง” นางกล่าว
เบา ๆ “ถ้าไม่ได้จริง ๆ พวกเราค่อยไปเยี่ยมพ่อครัวใหญ่วันหลัง แล้ว
สอบถามให้ละเอียดอีกที”
จางเซียงเหลียนพยักหน้าจริงจัง
การถามหรือไม่ถามเรื่องขนมหวานนั้นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือ
คนที่มีจิตใจดีย่อมรู้สึกสำนึกผิด และต้องการชดเชยความผิดอย่าง
สุดความสามารถ
วันรุ่งขึ้น
ภายใต้การกำกับดูแลของเจียงเซิง และการตรวจสอบซ ้าแล้วซ ้า
เล่าจากจางเซียงเหลียน ขนมไส้ถั่วแดงรูปดอกบัวแบบใหม่ก็ออกมา
จากเตา
นางใช้กระดาษน ้ามันห่อไว้สองชิ้นอย่างระมัดระวัง แล้วเดินทาง
พร้อมกับเจียงเซิงและจ่างเยี่ยนไปที่เรือนโยวหราน เพื่อถามถึงที่อยู่
ของพ่อครัวใหญ่ จากนั้นก็ค่อย ๆ เดินทางไปบ้านของพ่อครัวใหญ่
แต่เดิมคิดว่าพ่อครัวใหญ่คงต้องทนทรมานอยู่ในครัวทุกวัน เป็น
เพียงสามัญชนคนธรรมดา แต่ปรากฏว่าบ้านของเขากลับดูใหญ่โต
ใหญ่โตถึงขนาดที่มีถึงสามลาน
เพียงแค่บ้านหลังนี้ ในเมืองหลวงก็มีราคาไม่ต ่ากว่าหนึ่งพันตำลึง
แล้ว
ป้าจางกับเจียงเซิงต่างตกตะลึง ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูที่มีห่วงทำ
จากทองเหลือง พูดจาอะไรไม่ออก
จ่างเยี่ยนยิ้มจนใจ พยักหน้าให้เจียงเซิงไปเคาะประตู แต่ใน
จังหวะที่หันหน้ามา เขาก็เหลือบไปเห็นพี่ใหญ่ที่หายตัวไปในช่วง
หลายวันนี้
สวี่โม่มีสีหน้ารีบร้อน ข้างกายยังมีคุณชายวัยใกล้เคียงกันถึงสอง
คนติดตามมาด้วย ในมือถือกระดาษหลายแผ่น พลางเดินพลาง
สังเกตไปรอบ ๆ
ราวกับกำลังมองหาใครบางคน
เรื่องนี้ยังไม่เท่าไร แต่หลังจากพวกเขาเดินผ่านไปได้ไม่นาน
ด้านหลังก็มีชายชุดดำสองคนตามมาติด ๆ ดูจากรูปลักษณ์ภายนอก
ที่แข็งแกร่งและคล่องแคล่วแล้ว พวกเขาน่าจะเป็นผู้ฝึกวิชายุทธ์อย่าง
แน่นอน