พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 220 โน้มน้าวนักเขียนเงา
เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้จ่างเยี่ยนรับรู้ได้ความอันตราย
เขาหันกลับไป เจียงซานกำลังเคาะประตูอยู่
ด้านหนึ่งคือการเจรจาร่วมมือกันเรื่องขนมที่กำลังจะเกิดขึ้น อีก
ด้านคือพี่ชายที่ปรากฏตัวอย่างลึกลับและถูกคนติดตามอย่างชัดเจน
ทันทีทันใดนั้นจ่างเยี่ยนยัดขนมใส่มือป้าจาง แล้วลากเจียงเซิงไป
ซ่อนตัวตรงมุมถนน พร้อมทั้งส่งสายตาให้เจียงซานและเจียงซื่อหลบ
ไป
เมื่อพ่อครัวใหญ่เดินมือกุมเอวมาเปิดประตู ก็เห็นเพียงป้าจางคน
เดียว
เขาทั้งตกใจและดีใจ “ทำไมเป็นท่าน…ท่านมาคนเดียวหรือ?”
“ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น” ป้าจางตอบอย่างงุนงง
ทั้ง ๆ ที่ตอนมาก็มีคนเยอะแยะ พริบตาเดียวก็เหลือแค่นางตัวคน
เดียวแล้ว
ทว่าขนมก็ถืออยู่ในมือ ประตูใหญ่ก็เปิดแล้วด้วย นางจึงต้องฝืน
ใจก้าวเข้าไป “ข้ามาเยี่ยมพ่อครัวคงและพูดคุยเรื่องการร่วมมือ…”
ประตูใหญ่เปิดปิดลง บรรยากาศกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
ในที่สุดเจียงเซิงก็พูดออกมาได้ “พี่ห้า มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือ”
จ่างเยี่ยนเม้มปากส่ายหน้า แต่เดิมเขาต้องการให้เจียงเซิงกลับ
บ้านไปก่อน แต่พอนึกถึงนิสัยดื้อรั้นของน้องสาวจึงกลืนคำพูดนั้นลง
ไป
ช่างเถอะ ๆ
พวกเขาสัญญากันไว้แล้วว่าจะอยู่เคียงข้างกัน แม้จะมีอันตราย
ก็ต้องเผชิญหน้าด้วยกัน
“เป็นพี่ใหญ่” เขาพูดเบา ๆ “ท่านป้าอยู่ที่บ้านพ่อครัวใหญ่ไม่เป็น
อะไรหรอก พวกเรารีบตามไปดูพี่ใหญ่ก่อน”
ตอนแรกเจียงซานและเจียงซื่อไม่เข้าใจ แต่พอเห็นชายชุดดำ
สองคนแล้วมองไปด้านหน้า เห็นสวี่โม่กับอีกสองคนที่มีสีหน้าเร่งรีบ
ก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาทันที
หลังจากทำงานจิปาถะอย่างส่งของและเก็บเงินมานาน ในที่สุดก็
ถึงคราวที่พวกเขาจะได้แสดงฝีมือแล้ว
ขณะเดียวกันนั้น
สวี่โม่กำลังถือกระดาษที่ตนตามหามานาน ขณะอ่านเรียงความ
ที่แสดงถึงพรสวรรค์บนนั้น ก็กำลังค้นหาที่อยู่ของเจ้าของเรียงความ
ไปด้วย
ความสามารถเช่นนี้ บัณฑิตเช่นนี้ การต้องทนร ่าเรียนมานาน
นับสิบปี แต่กลับต้องมาเป็นเครื่องมือให้จูจื้อเช่นนี้ ช่างน่าเสียดายนัก
โชคดีที่มีพี่น้องตระกูลฉีคอยช่วยค้นหาอย่างไม่ย่อท้อ จึง
สามารถพบบัณฑิตที่ช่วยให้จูจื้อได้รับตำแหน่งจวี่เหริน จากบรรดา
นักเขียนเงานับหมื่น
“คงจะเป็นที่นี่”
พวกเขาเดินผ่านตรอกซอกซอยกว่าสิบแห่ง ก่อนจะหยุดอยู่หน้า
บ้านหลังเล็ก ๆ ที่ทรุดโทรมที่สุด ทุกคนต่างรู้สึกสงสัย
ตามที่คุณชายผู้มั่งคั่งกล่าวไว้ นักเขียนเงาทั้งหลายล้วนได้รับ
เงินจำนวนไม่น้อยหลังจากรับจ้างเขียนข้อสอบ แม้จะไม่ถึงขั้นร ่ารวย
มาก แต่ก็ควรจะมีกินมีใช้ มีที่อยู่อาศัยที่ดี ไม่น่าจะใช่สถานที่ทรุด
โทรมถึงเพียงนี้
ฉีหวายลังเลสักพัก ก่อนจะก้าวเข้าไปเคาะประตู
ไม่นาน บัณฑิตคนหนึ่งก็ออกมา อายุเขาราว ๆ ยี่สิบปี สวม
เสื้อผ้าสีซีด สีหน้าเย็นชาและหม่นหมอง
เมื่อเห็นสวี่โม่และคนอื่น ๆ เขาก็ไม่มีท่าทีแปลกใจ แค่กล่าวเสียง
เย็นว่า “พวกเจ้ามาหาใคร?”
“ท่านคืออันจวิ่นใช่หรือไม่?” ฉีหวายถาม
สีหน้าของบัณฑิตคนนั้นยิ่งหม่นหมองลง ผ่านไปครู่ใหญ่จึงตอบ
“อย่ามาหาข้าอีก ข้าไม่รับจ้างเขียนแล้ว”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็ปิดประตูไม้ลงดังปัง
ฉีหวายถูกฝุ่นที่คลุ้งตลบเข้าเต็มหน้า เขาลูบจมูก ยืนนิ่งอย่างอึด
อัด
สวี่โม่ที่อยู่ข้าง ๆ ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที เขาเข้าไปใกล้
แล้วเอ่ยเสียงดัง “บัณฑิตอัน ข้ามาหาท่านไม่ใช่เพื่อจะขอให้ช่วย
เขียนข้อสอบแทน แต่ข้าอยากคุยเรื่องอื่นกับท่าน”
คนด้านในยังคงไม่มีการตอบสนอง
สวี่โม่และฉีหวายสบตากัน จำเป็นต้องใช้ไม้ตาย “ข้าได้ยินมาว่า
ท่านเคยช่วยเขียนข้อสอบให้คุณชายจู ช่วยเขาได้เป็นจวี่เหริน…”
เขายังพูดไม่จบ ประตูไม้ก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง อันจวิ่นมองมา
อย่างโกรธแค้น
“พวกเจ้าต้องการทำอะไรกันแน่ ข้าไม่ได้เป็นนักเขียนเงาแล้ว ทั้ง
ยังไม่มีทรัพย์สินอะไรให้พวกเจ้ารีดไถ พวกเจ้ายังต้องการอะไรอีก
คิดจะบีบให้ข้าไปจากเมืองหลวงหรือ” เขาแทบจะตะโกนออกมา “ได้
ข้าจะไป ข้าจะไม่สอบจวี่เหรินแล้ว ข้าจะไม่เข้าเมืองหลวงอีก”
พูดจบ เขาก็เริ่มเก็บเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่เหลืออยู่ไม่กี่ตัวของตน
สีหน้าของฉีหวายเปลี่ยนไป น้องชายของเขาฉีเยี่ยยิ่งอดรนทน
ไม่ไหวจะก้าวออกมาขวาง
สวี่โม่ยกมือห้ามพวกเขา มองอันจวิ่นระบายอารมณ์อย่างสงบ
เสื้อผ้าที่ซักจนซีดและขาดหลายตัวถูกขยำและดึงซ ้าไปซ ้ามา
สุดท้ายก็ไม่สามารถยัดเข้าไปในห่อผ้าสีน ้าเงินใบเล็กได้
อันจวิ่นทิ้งตัวลงนั่งตรงขอบเตียง ถอนหายใจอย่างหมดหนทาง
บัณฑิตที่มาเมืองหลวงล้วนใฝ่ฝันที่จะสร้างชื่อเสียงและก้าวหน้า
ขึ้นไปอีกขั้น
แต่หลังมาถึงเมืองที่เจริญรุ่งเรืองแห่งนี้จริง ๆ พวกเขาถึงได้รู้ว่า
เมืองหลวงเป็นเหมือนสัตว์ร้ายที่กลืนกินผู้คน กลืนกินชาวบ้าน
ยากจนที่หลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศอย่างไร้ความปรานี
บางทีอาจมีคนที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว จนสามารถ
กลับไปบ้านเกิดอย่างสง่างาม
แต่ไม่มีใครเห็นว่าในคนนับพันนับหมื่น มีเพียงดวงดาวสองหรือ
สามดวงที่ส่องประกาย ส่วนที่เหลือเป็นเพียงฉากหลัง จางหายไปกับ
ท้องฟ้ายามค ่าคืนที่ไม่มีใครรู้จัก
“ข้าเพียงต้องการการสอบขุนนางอย่างสงบ เหตุใดถึงต้องบีบ
บังคับข้า ตอนแรกก็บังคับให้ข้าเป็นคนเขียนข้อสอบแทน เพื่อเงิน
ทอง เพื่อความอยู่รอด ข้าจึงตอบตกลงไป” อันจวิ่นพูดเสียงสั่นเครือ
“ข้ายอมรับว่าเห็นแก่ตัว เรียงความที่ข้ามอบให้นั้นไม่ดีพอ เพราะข้า
ต้องการเก็บความสามารถที่แท้จริงไว้ใช้ในการสอบของตัวเอง”
“แต่พวกเขา…มองความคิดของข้าออกและแย่งชิงเรียงความจริง
ๆ ของข้าไป ซ ้ายังบีบให้ข้าเขียนเรียงความขอไปทีด้วยตัวเอง เพราะ
เรื่องนี้ ข้าสอบจวี่เหรินไม่ผ่านมาสองครั้งแล้ว ตอนนี้ข้าอายุยี่สิบสาม
ยังมีพ่อแม่แก่ชราอยู่ที่บ้าน ข้าไม่มีเวลามากพอจะอยู่ในเมืองหลวง
ต่ออีกแล้ว”
“หากการสอบขุนนางไม่ใช่หนทางที่คนต ่าต้อยอย่างข้าจะเดินได้
เช่นนั้นข้าก็จะไม่เดินแล้ว ข้าจะกลับบ้าน ข้าจะไปทำนา ข้าจะเป็นซิ่
วไฉอย่างซื่อสัตย์ ชีวิตชาตินี้ข้ายอมรับมันแล้ว!”
อันจวิ่นพึมพำเสียงต ่า ในที่สุดก็สงบใจลงและดึงเสื้อผ้าออกมา
จัดการพับเก็บให้เรียบร้อยแล้วใส่กลับลงไปในห่อผ้าสีน ้าเงิน
เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เขาสิ้นหวังโดยสมบูรณ์แล้ว
สวี่โม่กับฉีหวายที่อยู่ข้าง ๆ สบตากัน ในใจรู้สึกหนักอึ้ง
การที่นักเขียนเงาต้องปิดบังความสามารถเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยง
ไม่ได้ แต่การถูกคนตระกูลใหญ่บีบให้แสดงความสามารถที่แท้จริง
ออกมา และยังต้องเขียนคำตอบอย่างขอไปทีในการสอบของตัวเอง
เรื่องนี้มันจะเกินไปหน่อยแล้ว
“ความจริง ท่านไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังพวกเขาขนาดนั้นก็ได้” ฉี
เยี่ยพูดด้วยความสงสาร “ถ้าท่านสอบได้จวี่เหรินจริง ๆ พวกเขายังจะ
ทำอะไรท่านได้?”
คำถามนี้ช่างไร้เดียงสาเหลือเกิน
แล้วบัณฑิตยากจนคนหนึ่งจะทำอะไรตระกูลใหญ่ได้?
อันจวิ่นเงยหน้าขึ้นอย่างเย็นชา “พวกเขาสามารถไปรายงานว่า
ข้าทุจริต หรือใช้เรียงความของข้ามาใส่ร้ายข้าเอง พอถึงตอนนั้น ข้า
ไม่เพียงจะไม่ได้เป็นจวี่เหริน แม้แต่ตำแหน่งซิ่วไฉก็จะถูกถอดถอนไป
ด้วย”
เมื่อเผชิญหน้ากับอำนาจ คนธรรมดาไม่มีทางสู้ได้เลย
ฉีเยี่ยตกตะลึงจนอ้าปาก
ฉีหวายช่วยดันคางปิดปากให้เขา แล้วกำหมัดพูดว่า “บางทีพวก
เราอาจช่วยท่านได้”
อันจวิ่นเหลือบมองอย่างสงสัย
“เรื่องการจ้างคนอื่นให้เขียนข้อสอบแทนนั้น ส่งผลกระทบต่อ
ความยุติธรรมของการสอบขุนนาง และยังทำให้บัณฑิตยากจน
จำนวนมากต้องตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ ท่านเป็นเพียงหนึ่งใน
ผู้เคราะห์ร้ายเท่านั้น” สวี่โม่กล่าวเสียงทุ้ม “พวกเราต้องทำให้เรื่องนี้
เป็นที่รู้กันทั่วเมืองหลวง และต้องให้ฝ่าบาททรงทราบด้วย ถึงจะ
สามารถจัดการปัญหานี้ได้สิ้นซาก”
“พวกเรารู้ว่าท่านกำลังกังวลเรื่องอะไร กลัวว่าหากเรื่องนี้ถูก
เปิดเผยแล้ว ท่านจะถูกลงโทษไปด้วย” ฉีหวายพูดต่อ “แต่มีอะไรน่า
เศร้าไปกว่าการที่ท่านต้องกลับบ้านอย่างพ่ายแพ้อีกเล่า? อีกอย่าง
พวกท่านก็เป็นผู้เคราะห์ร้ายเช่นกัน ข้าในฐานะบุตรชายแท้ ๆ ของ
เจ้ากรมพิธีการ จะพยายามช่วยขอลดโทษให้พวกท่านเต็มที่”
แม้จะเป็นเพียงความพยายาม แต่คำว่า “เจ้ากรมพิธีการ” นั้นมี
น ้าหนักมากเหลือเกิน
อันจวิ่นนั่งเหม่ออยู่ตรงขอบเตียง ภายในใจต่อสู้กันอยู่นาน จน
ในที่สุดก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว “ตกลง”
ทันทีที่เขาเอ่ยจบ ประตูไม้ผุพังก็ถูกใครบางคนเตะเปิด