พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 221 ช่วยพี่ชายอย่างกล้าหาญ
ประตูไม้ที่โยกเยกคล้ายจะพังลงถูกคนเตะเปิดอย่างแรง ชายร่าง
กำยำสองคนในชุดดำพุ่งเข้ามาในลานบ้าน ยกมือขึ้นคิดจะจับตัว
อันจวิ่น
จุดประสงค์ของพวกเขาชัดเจนมาก ไม่ทำร้ายสวี่โม่ ไม่แตะ
ต้องฉีหวาย ต้องการเพียง “จับตัวบัณฑิต” ไปเท่านั้น
เห็นได้ชัดว่าต้องการปิดปากคน
มือของสวี่โม่ที่กำกระดาษกระชับแน่นขึ้นทันที รีบถอยหลังสอง
ก้าวไปอย่างรวดเร็ว
ตั้งแต่ฟางเหิงฝึกฝนผู้ติดตามทั้งหลาย พวกเขาพี่น้องก็แทบไม่
เคยพบเจอกับอันตรายเช่นนี้ แม้จะเข้าเมืองหลวงมาและถูกคนอื่นดู
ถูกไปทั่ว แต่ก็ไม่มีใครกล้าลงมืออุกอาจแบบนี้
แต่ครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการทุจริตในการสอบขุนนาง เขาไม่กล้า
แพร่งพรายความลับออกไป จึงไม่สามารถพาเจียงซานกับเจียงซื่อ
ตามมาคุ้มครองตนได้
โชคดีที่สวี่โม่ไม่เคยทำอะไรโดยไม่เตรียมพร้อม เมื่อเผชิญหน้า
กับคนชุดดำที่บุกเข้ามา เขาก็มองไปทางฉีหวาย
ในฐานะบุตรชายของเจ้ากรมพิธีการ และเป็นคนรุ่นหลังที่โดด
เด่นของตระกูลฉี ฉีหวายจึงไม่ใช่คุณชายผู้อ่อนแอไร้พลัง
หรือพูดอีกอย่างก็คือ ส่วนใหญ่คุณชายแห่งเมืองหลวงล้วนมี
วิชายุทธ์ติดตัวไม่มากก็น้อย
ฉีหวายยกเท้าเตะร่างชายชุดดำ จากนั้นก็กระชากเสื้อผ้าขาด ๆ
ของตัวเองไปพันรอบศีรษะของชายชุดดำอีกคน จัดการดึงอันจวิ่น
กลับมาได้อย่างหวุดหวิด
ฉีเยี่ยก็ไม่ใช่คนอ่อนแอ เขาร้องเสียงแหลมและพุ่งเข้าไปเตะ แต่
เตะโดนเพียงครั้งเดียว
ชายชุดดำทั้งสองสะบัดผ้าขาด ๆ ที่พันอยู่บนตัวออก เมื่อรู้ว่าไม่
สามารถเอาชนะได้อย่างรวดเร็ว พวกเขาก็ค่อย ๆ ตั้งท่าต่อสู้
“กลางวันแสก ๆ เช่นนี้ยังกล้าลักพาตัวคน ใครใช้พวกเจ้ามา ยัง
เกรงกลัวกฎหมายอยู่หรือไม่” ฉีหวายตวาดก้อง พลางกางแขน
ปกป้องคนทั้งสามไว้ข้างหลัง
“พี่ชาย ข้าก็เคยฝึกมาบ้าง ข้าช่วยท่านได้นะ” ฉีเยี่ยกำหมัดแน่น
หากเท้าที่เขาเพิ่งเตะโดนชายชุดดำไปเมื่อครู่ไม่สั่นอยู่ คำพูด
ของเขาคงจะน่าเชื่อถือกว่านี้
“พอเถอะ มีข้าอยู่” ฉีหวายกล่าวอย่างจนใจ “เจ้าคอยดูแลพี่สวี่
กับพี่อันให้ดี”
เด็กหนุ่มวัยสิบหกกระโจนเข้าไปต่อสู้กับชายชุดดำสองคนอย่าง
ดุเดือด
แต่เขาก็ตัวคนเดียว ในโลกของวรยุทธ์ยังต้องฝึกฝนอย่างหนัก
ไร้วิชาตัวเบา ไม่มีความสามารถเหาะเหินเดินอากาศ จึงยากนักที่จะสู้
หนึ่งต่อสอง
แม้จะทุ่มเทสุดกำลัง ฉีหวายก็ถูกชายชุดดำคนหนึ่งรั้งตัวเอาไว้
อีกคนจ้องมองด้วยสายตาเยียบเย็น ก่อนจะรุกคืบเข้ามาหาอันจ
วิ่น
แม้สวี่โม่จะรู้สึกกังวล แต่ก็ยังคงปกป้องอันจวิ่นไว้ข้างหลังอย่าง
ไม่ลังเล ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมให้เกิดอะไรขึ้นกับอันจวิ่น
ฉีเยี่ยนึกถึงคำสั่งของพี่ชาย จึงกัดฟันเข้ามายืนขวางชายชุดดำ
“หากมีอะไรก็มาลงกับข้า อย่าทำร้ายพวกเขา”
จากนั้นชายชุดดำก็ปล่อยหมัดออกมา
ร่างบอบบางของน้องชายตระกูลฉีก็ถูกเหวี่ยงไปมุมห้อง ร้องโอด
โอยด้วยความเจ็บปวด
ขณะร้องเขาก็ด่าไปด้วย “พวกเจ้าลงมือโหดร้ายนัก พี่ชายข้าจะ
ไม่ละเว้นพวกเจ้าแน่ พี่ชายข้าจะฆ่าพวกเจ้าให้ตาย พี่ชายข้าจะแก้
แค้นให้ข้า”
เขาเพิ่งพูดจบ ฉีหวายก็ถูกต่อยท้อง สีหน้าก็เหยเกด้วยความ
เจ็บปวด “…หยุดพูดได้แล้ว”
สุดท้ายแล้วใครจะแก้แค้นให้ใครกันแน่?
ฉีเยี่ยเอามือปิดปาก ใบหน้าขาวซีดพลันแดงก ่าด้วยความโกรธ
ดวงตาค่อย ๆ ชื้นขึ้น
ในตอนนั้น ชายชุดดำเดินกดดันมาถึงตรงหน้าสวี่โม่แล้ว
ฝ่ายหนึ่งเป็นนักเลงรับจ้างวัยฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่แข็งแรงในชุดสี
ดำ อีกคนเป็นบัณฑิตผู้สง่างามที่แม้จะรูปร่างผอมบางแต่ก็ยืนตรง
อย่างมั่นคง พวกเขาสบตากัน ไม่มีใครเกรงกลัวใคร ไม่มีใครยอม
ถอยหลังให้ใคร
“พี่สวี่ หลีกไปเถอะ พวกเขาต้องการตัวข้า พวกเขาจะไม่ทำร้าย
พวกเจ้าหรอก” อันจวิ่นเอ่ยเสียงเรียบ
สวี่โม่ส่ายหน้า
ในเมื่อเขาตามหาอันจวิ่นและโน้มน้าวให้อีกฝ่ายช่วยจัดการเรื่อง
การทุจริตการในสอบขุนนางได้แล้ว เขาจะส่งตัวอันจวิ่นให้คนอื่น
ไม่ได้
การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงทำให้อันจวิ่นเสียน ้าใจเท่านั้น แต่ยังทำ
ให้ตัวเขาเองกระสับกระส่ายและนอนไม่หลับไปตลอดทั้งคืน
“พี่อัน ในเมื่อพวกเราสัญญาว่าจะร่วมเป็นร่วมตายกันแล้ว ข้าก็
จะไม่ส่งท่านไปเพื่อเอาชีวิตรอดหรอก” สวี่โม่เอ่ยเสียงเข้ม “อย่ากลัว
ไปเลย ถึงต้องตาย วันนี้พวกเราก็จะตายด้วยกัน”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็ใช้กระดาษในมือปาใส่หน้าชายชุดดำ
ฉีหวายแทบไม่อยากมอง
ฉีเยี่ยหันหน้าหนี ไม่กล้ามอง
ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา พี่น้องตระกูลฉีต่างรู้ดีว่าสวี่โม่เป็น
บัณฑิตที่แท้จริง เขามีพรสวรรค์ด้านวิชาการ สง่างามและเย็นชา
แม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่ก็ห่างไกลจากคำว่าแข็งแกร่งนัก
แม้แต่ฉีเยี่ยที่มีพื้นฐานเพียงเล็กน้อยยังเจ็บหนักเมื่อเผชิญหน้า
กับชายชุดดำ สวี่โม่ที่ไม่มีวิชายุทธ์ใด ๆ คงจะถูกทำร้ายจนถึงขั้น
กลายเป็นคนพิการได้
ลองนึกภาพเจี้ยหยวนที่ขาพิการ เดินกะเผลกไปสอบระดับแคว้น
สิ
พี่น้องตระกูลฉียิ่งรู้สึกทนดูไม่ได้
กระทั่งอันจวิ่นที่อยู่ด้านหลังก็ยังต้องยกมือปิดตาข้างหนึ่ง
ในชั่วพริบตานั้นก็ได้ยินเสียงดัง “ตุบตับ” มีบางอย่างลอยไป
กระแทกกับกำแพงแล้วร่วงลงพื้น ทำให้ทุกคนรู้สึกหวาดหวั่นในใจ
ฉีเยี่ยเอามือทั้งสองปิดหน้า ค่อย ๆ แยกนิ้วออกอย่างสั่นเทา มอง
ไปด้วยความระมัดระวัง เขาคิดว่าจะเห็นสวี่โม่นอนจมกองเลือด แต่
กลับพบว่าเขายังคงยืนอยู่ที่เดิม ท่าทางยังสง่าผ่าเผย ใบหน้าก็ยัง
งดงามเช่นเคย
เขายังคงยืนตัวตรงเหมือนเช่นเดิม แต่ก็มีบางอย่างที่แตกต่าง
ออกไป
สวี่โม่ที่พี่น้องตระกูลฉีคุ้นเคยนั้นสุภาพอ่อนโยน อ่อนน้อมใจดี
แต่ก็ยังคงเคร่งขรึม เย็นชา และเยือกเย็นอยู่เสมอ
แต่สวี่โม่ในยามนี้กลับยิ้มบาง ท่าทางผ่อนคลาย และมีท่าทีจน
ปัญญาอยู่บ้าง
เขาเหลือบมองไปทางประตู แล้วถามด้วยน ้าเสียงอ่อนโยนว่า
“พวกเจ้ามาได้อย่างไร”
ฉีเยี่ยมองตามไป
ประตูไม้ที่ถูกชายชุดดำเตะจนล้มลงกับพื้นไปนานแล้ว ในจุดที่
ว่างเปล่านั้นมีเด็กน้อยสองคนอายุราวสิบขวบ กำลังจ้องมองสวี่โม่
ด้วยสีหน้าโกรธจัด
“พี่ใหญ่!” เจียงเซิงยืนเท้าเอว “หากไม่ใช่เพราะพวกข้ามาที่นี่
หากไม่ใช่พี่เจียงซานกับพี่เจียงซื่อลงมือรวดเร็ว ท่านก็จะไม่ไปสอบ
ระดับแคว้นในเดือนสองนี้แล้วใช่หรือไม่? จะไม่ฉลองปีใหม่แล้วใช่
หรือไม่? ไม่ต้องการน้องชายน้องสาวแล้วใช่หรือไม่?”
เจียงซานกับเจียงซื่อยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยท่าทางภูมิใจ
สีหน้าของสวี่โม่ดูจนใจมากขึ้น
เด็กหนุ่มรูปงามสูงโปร่งก้าวเข้าไปหาน้องสาว ก้มตัวลงจนสบกับ
ดวงตากลมโตและใบหน้าเล็กป้อมของเจียงเซิง “ได้ ๆ พี่ใหญ่ผิดเอง
พี่ใหญ่จะไม่กล้าทำอีกแล้ว น้องสาวไม่โกรธได้หรือไม่?”
ช่างยอมรับผิดได้เร็วนัก!
เจียงเซิงอึ้งไปทันที ไม่รู้ว่าควรโกรธต่อหรือกลืนมันกลับลงไป
จ่างเยี่ยนกระแอมเบา ๆ “หากพี่ใหญ่ไม่ถูกพวกเราจับได้ ก็คงไม่
ยอมรับผิดสินะขอรับ”
มีคนเติมเชื้อไฟ!
สวี่โม่หันหน้าไปมองน้องชายคนที่ห้า “เจ้าลืมแล้วหรือ เจ้าห้า
อุบายนี้เจ้าเป็นคนช่วยข้าคิดนะ”
นี่สินะที่เรียกว่า การ “ร่วมเป็นร่วมตาย” ระหว่างพี่น้อง!
เจียงเซิงเบิกตากว้าง มองซ้ายมองขวา จู่ ๆ ก็พบว่าตนเองเหมือน
คนโง่เขลา
พี่ใหญ่ทำอะไรก็ไม่บอกนาง พี่ห้าวางแผนก็ไม่บอกนาง มีแต่นาง
ที่คอยกังวลเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ทุกวัน ที่แท้พวกเขารู้เห็นร่วมกัน
หมดแล้ว
มันจะเกินไปแล้ว!
เด็กน้อยขบเคี้ยวเขี้ยวฟัน เม้มปากบึ้งตึงด้วยความน้อยใจ “พี่
ใหญ่คนเลว พี่ห้าก็คนเลวเหมือนกัน ข้าจะไปหาท่านป้า ไม่สนใจ
พวกท่านแล้ว!”
นางพูดอย่างโกรธเคืองแล้ววิ่งออกจากบ้านไป ยืนพิงกำแพง
ด้านนอก
ที่นี่เป็นที่ที่นางไม่คุ้นเคย อีกทั้งพี่ใหญ่เพิ่งเจอเรื่องอันตราย เจียง
เซิงไม่กล้าวิ่งหนีไปไหนไกล แต่จะยืนอยู่ในลานบ้านก็ไม่ใช่เรื่อง จึง
ยืนอยู่ข้างนอกแทน
ตอนแรกเจียงซานก็กังวล แต่พอยื่นหน้าออกไปมองสักหน่อยก็
เริ่มกลั้นหัวเราะ
สวี่โม่มุมปากยกขึ้น น้องสาวของเขาช่างน่ารักเหลือเกิน ทำเขา
อดหัวเราะออกมาไม่ได้
จนกระทั่งฉีหวายที่อยู่ข้าง ๆ ไอออกมา
สวี่โม่ถึงได้สติ รีบเอ่ยแนะนำว่า “คนนี้คือคุณชายฉี บุตรชาย
เจ้ากรมพิธีการ ผู้นี้คือน้องชายของคุณชายฉี ท่านนี้คือพี่อัน และคน
คนนี้คือน้องชายห้าของข้า”
“ส่วนเด็กผู้หญิงตัวอ้วนที่อยู่ข้างนอกนั่นคือน้องสาวข้า”